กฤษณา ไกรสินธุ์: บนลู่วิ่งแห่งศีลธรรม คุณธรรม และเมตตา

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / กฤษณา ไกรสินธุ์: บนลู่วิ่งแห่งศีลธรรม คุณธรรม และเมตตา
กฤษณา ไกรสินธุ์: บนลู่วิ่งแห่งศีลธรรม คุณธรรม และเมตตา

กฤษณา ไกรสินธุ์ ชื่อของเภสัชกรหญิงสัญชาติไทยผู้อยู่เบื้องหลังยาต้านไวรัสราคาถูกที่ช่วยยืดชีวิตผู้ติดเชื้อ HIV/Aids ในประเทศไทยนับแสนคน เธอเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพราะเธอตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อนำความรู้และประสบการณ์จากวิชาชีพของเธอไปช่วยบุคลากรของประเทศยากจนที่สุดในเขตทวีปแอฟริกา ทวีปที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะสามารถผลิตยาเองได้ แต่พวกเขาทำได้ด้วยความร่วมมือและสนับสนุนของเภสัชกรหญิงผู้นี้

ชีวิตของเธอได้รับการนำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์ ที่มีผู้นำไปฉายจนสร้างชื่อในเทศกาลหนังเมืองคานส์ เคยมีผู้สร้างเป็นละครบอร์ดเวย์ ชื่อ “คอกเทล” ซึ่งหมายถึงยาต้านไวรัสสูตรผสมที่เธอทำขึ้นภายใต้ชื่อ GPO-Vir คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยนำชีวิตเธมมาสร้างเป็นละครเวทีเรื่อง “นางฟ้านิรนาม” และในปี 2552 เธอได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ

ผีเสื้อขยับปีก  โดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เธอในช่วงที่เธอแวะพักที่ประเทศไทยเพื่อรอเวลาเดินทางไปรับรางวัลที่ฟิลิปปินส์

 

จากเภสัชกรธรรมดาอาจารย์คิดว่าตัวเองเดินทางมาไกลถึงวันนี้ได้อย่างไร

ขอเริ่มจากว่าตั้งแต่เด็กๆ ทำไมถึงมาเป็นเภสัชกร มันผ่านมานานแล้วก็จริง แต่มันมีลู่วิ่งอยู่นิดเดียว ในเรื่องของศีลธรรม คุณธรรม ความมีเมตตา มีอยู่แค่นี้เอง การเป็นเภสัชกรก็เลยได้สืบต่อเรื่อยๆ จากต้นทุนที่เรามีอยู่ เภสัชกรทุกคนควรจะมีบทบาทเท่ากัน ควรจะเหมือนๆ พี่ทั้งหมดใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะมันมีที่มาที่ไปที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เล็ก ครอบครัวมีส่วนอย่างมากที่หล่อหลอมให้เป็นเภสัชกรยิปซีอย่างทุกวันนี้ พี่มีคุณยายซึ่งเป็นแม่ชี มีพ่อเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล และมีสถานพยาบาลซึ่งเรารับคนไข้มาอยู่ที่บ้าน เราเห็นความเจ็บป่วยตั้งแต่เด็กๆ เห็นความเมตตาของพ่อแม่ ของคุณยาย ตรงนี้หล่อหลอมจิตใจเรา มีส่วนอย่างมากทำให้เรามีจิตใจอย่างนี้ อีกส่วนหนึ่งคือความเป็นศิลปินที่อยู่ในตัวเราก็มีส่วนหล่อหลอมเราอีกแบบหนึ่ง พี่จึงเป็นคนแปลกประหลาดเป็นเภสัชกรที่ไม่อยู่ในกรอบ ไม่ได้เป็นเภสัชกรอย่างที่คนทั่วไปคิดถึงเภสัชกร พี่ต้องขอบคุณความเป็นศิลปะที่อยู่ในตัวเองเหมือนกัน พี่ไม่ได้เป็นศิลปินร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรามีอารมณ์ศิลป์มากพอๆ กับความเป็นวิทย์ของเรา มันถึงออกมาอย่างนี้

ความเป็นศิลปินเข้ามาผสมผสานกลมกลืนกับการเรียนเภสัชกรรมได้อย่างไร

พี่ไม่รู้หรอกว่ามันจะช่วยเรายังไงบ้าง แต่ก็คิดว่าเอ๊ะ ทำไมเราไม่ค่อยชอบวิทยาศาสตร์เท่าไร ทำไมชอบอ่านหนังสือ โคลง กลอน มันไม่ไปทางวิทย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนอยู่โรงเรียนก็เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ ซึ่งปกติเขาจะให้เด็กที่เรียนสายศิลป์เป็นนะ แต่เขาเลือกพี่ที่เป็นเด็กวิทย์ มันก็เลยปนๆ กันอยู่ แต่ส่วนดีคือมันทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ ไม่เหมือนเภสัชกรทั่วไป เภสัชกรทั่วไปเขาก็เดินกันไปตามทางหนึ่ง แต่ความที่เราปนๆ กันอยู่ ฉีกออกมานอกกรอบ ไม่อยู่ในกรอบที่เขาให้เดิน เขาให้เดินอย่างนี้เราก็ออกมาเดินอย่างนี้ แต่ว่าบังเอิญไอ้ที่เราเดินมันไม่ผิดพลาด

กรอบที่มีการวางไว้ให้เภสัชกรเดินคืออะไร

เขาก็มีการวางชัดเจนเภสัชกรที่ดีต้องเป็นอย่างนี้ หน้าที่เภสัชกรมีอะไรบ้าง ความเป็นเภสัชกรทำให้เราคิดอะไรที่ตรงไปตรงมา แต่ของพี่นี่คิดอีกแบบหนึ่ง มันมีวิธีที่เดินอ้อมไปอ้อมมาทำให้เราช่วยเหลือคนได้ คิดเรื่องยาที่มันแปลกๆ ออกมา หากคิดในแนวทางของวิทยาศาสตร์อย่างเดียวมันคิดไม่ออกหรือค่ะ ถึงบอกว่าต้องขอบคุณความเป็นศิลปินที่อยู่ในใจตัวเอง ที่ทำให้เราเป็นคนอย่างนี้ ทำให้เราเป็นคนขี้สงสาร และทำให้เราไปอยู่ในแอฟริกาได้ เพราะเราสงสารเขา หากพี่เป็นเหมือนภัชกรทั่วไป พี่ไม่แน่ใจนะคะว่าพี่จะไปทำงานในแอฟริกาได้ ตรงนั้นไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่มีความสะดวกสบาย ทั้งสงคราม ทั้งอะไรสารพัด แต่ทำไมเราอยู่ได้ อันนี้มันต้องมีอะไรสักอย่าง ศิลปินเขาจะมีอะไรที่มันแปลกว่าคนอื่นเขาอยู่แล้ว ถึงทำได้ ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ โดยที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลย

อนาจารย์กำลังจะบอกว่าเภสัชกรกระแสหลักอาจจะขาดมิติในเชิงสุนทรียะของความเป็นมนุษย์

ก็คงจะอย่างนั้น มันเหมือนกับถูกสอนมาว่าเรามีหน้าที่ทำยา เราก็ทำยาออกไปให้ประชาชน ให้คนเข้าถึง อันนี้พี่หมายถึงเภสัชกรที่ดีนะ แต่ของเรานี่อีกแบบหนึ่ง เราก็อยากให้คนได้ยาเหมือนกัน แต่เราก็มีวิธีการของเรา

คิดว่าเป็นเพราะอะไรที่สิ่งที่เราทำในแอฟริกา ซึ่งคนทั้งโลกให้การยอมรับ มันไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยได้

ในประเทศไทยเราทำไปแล้ว ทำ GPO-Vir ไง และผู้ป่วยเอดส์ทุกคนก็ได้รับยาฟรี อันนี้คือเราทำมาหมดแล้ว ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ พี่ทิ้งเมืองไทยไปโดยไม่ได้ทำอะไรให้ประเทศไทยไม่ใช่นะคะ ทำหมดแล้ว และคิดว่า

ถึงอยู่เมืองไทยไปเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เพราะมันติดสิทธิบัตรหมดแล้ว นอกจากว่าเราจะใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วตอนนี้พี่อัจฉราเขาอยู่ เขาก็ทำได้ต่อไป แล้วงานที่พี่ทำไว้ หน่วยงานผลิตขององค์การเภสัชกรรมก็รับไปทำหมดแล้ว

อาจารย์จะหันกลับมาเริ่มพัฒนายาตัวใหม่ๆ ไหมคะ

ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ดีแล้ว อาจจะดูเหมือน routine เพียงแต่เปลี่ยนประเทศ แต่พี่ก็ได้ทำงานสร้างโรงงาน บริหารจัดการโรงงาน เอาเครื่องจักรมาติดตั้ง แล้วพี่ก็คุ้นเคยกับทางนั้นอยู่แล้ว

หมายความว่าจะไม่กลับมาเมืองไทยอีกแล้ว

ไม่กลับมาแล้วค่ะ ถ้ากลับมาก็ทำย่อยๆ อย่างเช่นไปช่วย อุบลหรือสงขลา แต่ไม่อยากกลับมาทำประจำ อยู่ที่โน่นก็มีความสุขแล้ว พี่ไม่ได้ต้องการตำแหน่งหรือว่าชื่อเสียงอะไรทั้งสิ้น พี่ทำเพราะอยากทำ ทำเพราะมีความสุขที่จะทำ มันอยู่ตรงโน้นก็มีความสุข เราพอใจกับการอยู่ตรงนั้น และเห็นว่าอยู่ตรงนั้นเราได้ทำอะไรมากกว่าที่นี่

แต่ถ้าอาจารย์ยังอยู่เมืองไทยอุตสาหกรรมยาไทยอาจจะก้าวไกลไปกว่านี้ เมื่อหลายปีก่อนอุตสาหกรรมยาของไทยกับอินเดียอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ปัจจุบันอินเดียไปไกลมาก เราตามไม่ทันแล้ว

ไม่ใช่เฉพาะอินเดีย เวียดนามด้วย ทุกคนกำลังจะแซงหน้าเราหมด เพราะพวกเรานึกว่าเราเก่งไง เรามานั่งคิดกันตลอดเวลาว่าเราเก่งแล้วและเราควรจะต้องหันไปทางอื่นแล้ว มองกันว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมยา การพัฒนาสูตรยาในบ้านเรา มันถึงทางตัน จนไม่มีอะไรจะทำอีกแล้ว ทั้งๆ ที่มีอะไรตั้งเยอะแยะ พี่เคยพูดเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว ว่าเราควรจะทำระบบนำส่งยาแบบใหม่ มันเป็นทางเดียวที่เราจะรอดได้ แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรสักอย่าง

มีคนเชื่อจริงๆ หรือคะว่าอุตสาหกรรมยาบ้านเราพัฒนามาจนถึงทางตัน

เราต้องถามตัวเองแล้ว เราเป็นอเมริกาไหม ความเจริญของเราเท่ากับอเมริกาไหม ก็ไม่ใช่ อเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เรากำลังพัฒนา มันไม่เหมือนกัน อเมริกาเขาทำยามาจนอิ่มตัวแล้ว แต่เราอิ่มหรือยัง เพราะเราเข้าใจตัวเองผิด

เรานึกว่าเราเก่ง จริงๆ ไม่ใช่ เราไม่เก่ง พูดย้ำหลายๆ ครั้งเลยนะว่าเราไม่เก่ง การ scale up ของเราก็ไม่เก่ง เราไม่มีวิศวกรเคมีที่เยอะพอที่จะ scale up ได้ เวียดนามเขาไปไกลเพราะเขามีวิศวกรเคมีที่เข้มแข็งมาก เพราะเราไม่ได้มองตัวเอง หรือมองตัวเองผิด เราก็คงมองตัวเองเหมือนกัน แต่เป็นการมองแบบหลงตัวเอง

อยากให้อาจารย์พูดถึงวันที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานที่องค์การ กับวันที่ตัดสินใจออกไป

พี่ดีใจมากที่ได้ลาออกไป ตอนเข้ามาเรามาเพราะตอนนั้นอายุยังน้อย เข้ามาตอนอายุสามสิบ ออกไปตอนห้าสิบ อายุมันก็ต่างกันแล้ว และพี่พอใจกับสิ่งที่พี่ทำ แต่พอเราแก่ตัวแล้วเราก็ต้องชั่งใจแล้วว่า ถ้าเราเดินไปทางนี้ แล้วเราได้แค่นี้ หมายถึงสังคมได้นะคะ ถ้าเราเดินอีกทางเราได้มากกว่า เราก็ต้องเลือกที่มากกว่า เวลาเราจำกัด เราน้อยลง ตามทฤษฎี เราจะมานั่งเสียเวลา นั่งทะเลาะกันคนได้ยังไง เสียเวลาไม่เอาแล้ว

อาจารย์ช่วยให้ประเทศในแอฟริกาผลิตยามาได้แล้วกี่ประเทศ

15 ประเทศค่ะ ที่นั่นมีประเทศด้อยพัฒนาและยากจนที่สุด (least developed nations) ทั้งหมด 26 ประเทศ พี่จะทำให้ทุกประเทศเข้าถึงยาได้ ตอนนี้กำลังทำอยู่ที่บูรันดี ประเทศที่จนที่สุดในทวีป ที่นั่นเราได้กระทรวงต่างประเทศของไทยสนับสนุน ย้ำนะคะว่ากระทรวงต่างประเทศ ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข

หากความฝันบรรลุทั้ง 26 ประเทศก็ยังจะไม่กลับเมืองไทยหรือ

โอ๊ย เกิดอีก 10 ชาติก็ไม่บรรลุ แต่ละประเทศมัน complicate นะ กว่าเราจะเอาความรู้ลงไปได้ ต้องติดต่อรัฐบาล ติดต่อใครต่อใครมากมาย เยอะมาก อย่าคิดว่าเราเอาไปให้เขาแล้วเขาเปิดประตูรับนะ ถ้าเป็นแบบนั้นพี่ทำเสร็จหมดแล้ว เขาไม่ได้ยินดีต้อนรับนะ แม้เราจะไปช่วยเขา แต่บางครั้งเขาไม่เข้าใจ การจะให้เขาเข้าใจว่าเรามาช่วยโดยไม่หวังทรัพยากรอะไรของเขาเป็นเรื่องยากมาก เพราะเขาไม่เชื่อใจ คนขาวเคยแต่ไปเอาของใคร ใครจะไปเชื่อ ไม่เคยมีใครให้เขาแบบนี้

ได้ยินมาว่าอาจารย์ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากองค์กรอื่นใด ส่วนใหญ่จะใช้เงินส่วนตัว

มันมีสองแง่ พี่เคยได้รับความช่วยเหลือจากบางรัฐบาลในยุโรป พอไปช่วยเสร็จเขาคิดว่าเป็นผลงานเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เคยคิดว่าเป็นผลงานของคนไทยคนหนึ่ง ทั้งที่เงินที่เขาให้ไม่มาก แต่พอเขามาจับก็เป็นงานของเขาทันที เขาก็โปรโมทองค์กรเขาได้ทันที เอาไปหาทุนต่อ พี่ว่ามันไม่แฟร์ จริงๆ ทรัพย์สินทางปัญญาของเรื่องนี้มันมาจากคนไทย การรับเงินเขามาแล้วทำให้ผลงานความเป็นคนไทยของเราเสียไปพี่ไม่ยอมหรอก พี่เลยไม่อยากได้ของใคร บ้านพี่ก็มีเงินอยู่บ้าง แล้วพี่ก็ตัวคนเดียวตายไปก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรได้ ไม่ใช่ว่าที่พี่ออกเองเพราะพี่อยากเก่ง อยากดัง ไม่ใช่ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อพี่ แต่ต้องบอกว่าเป็นผลงานของประเทศไทย  ให้รู้ว่าประเทศไทยเราไม่ได้ร่ำรวยแต่เรามีน้ำใจ แค่นั้นเอง โปรดักส์ที่พี่ทำเป็นชื่อไทยหมดเลยนะ เช่น ไทยแทนซาเวียร์ พี่ตั้งชื่อใหม่ทุกประเทศ อย่างที่บูรันดี ก็ไทยบูระ กับไทยบูแรม ยาตัวเดียวกทุกประเทศ แต่คนละชื่อ

ตอนนี้พี่ก็กำลังจะใช้กองทุนส่วนตัวที่พี่มีอยู่ พานักเรียนเภสัชกรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับสงขลานครินทร์ไปดูงาน ไปทำงานกับพี่สักเดือนสองเดือน พี่ก็จะเลือกคนด้วยตัวเอง แต่ปีนี้ยังไม่พร้อม คิดว่าปีหน้าน่าจะได้ คงเอาไปแค่สองคน เอาไปมากพี่เดือดร้อนดูแลไม่ได้ เอาไปสองคนเพราะต้องเป็นเพื่อนกัน บางครั้งพี่อาจต้องทิ้งเขาทำงานกันสองคน ไม่ได้หวังว่ากลับมาแล้วเขาจะเป็นอะไร พี่แค่อยากให้ไปดูความทุกข์ยากของคนที่นั่น ไปดูการทำงานของพี่ กลับมาแล้วอาจจะเปลี่ยนความคิดบางอย่าง

รางวัลแมกไซไซ มีความหมายอะไรบ้าง

จริงๆ ไม่มี พี่ก็ยังทำงานเหมือนเดิม

 

เผยแพร่ครั้งแรก พฤษภาคม – มิถุนายน 2552

อ่านสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ https://hrdo.org/wp-content/uploads/2018/12/Butterfly_11.pdf