การดูแลผู้ตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงในภูมิทัศน์การเมืองเพื่ออนาคตของประเทศไทย

Home / E-MAGAZINE / การดูแลผู้ตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงในภูมิทัศน์การเมืองเพื่ออนาคตของประเทศไทย
การดูแลผู้ตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงในภูมิทัศน์การเมืองเพื่ออนาคตของประเทศไทย

กองทุนระบบการดูแลระยะยาว (long-term are : LTC) ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2559 และยังคงต้องการการพัฒนาต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุและผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง และสถานการณ์ทางการสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่มีพลวัตรตลอดเวลา ศ.กิตติคุณ สุริชัย หวันแก้ว ในฐานะนักสังคมศาสตร์ และอยู่ในวัยสูงอายุ ร่วมนำเสนอแนวคิดเพื่อการพัฒนา LTC ให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์การเมืองเพื่ออนาคตของประเทศไทย

 

  1. การดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงของประเทศไทยในปัจจุบัน

ข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่าประชากรสูงอายุกำลังจะล้นประเทศ สถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุบอกว่าตอนนี้เรามีประชากรสูงอายุมากถึง 16.73% คาดการณ์ว่าอีกประมาณ 10 ปี  จะเพิ่มขึ้นเป็น 28% คนอายุยืนมากขึ้น ยิ่งคนรุ่นใหม่ยิ่งอายุยืนโอกาสที่จะเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็มีมากขึ้น

  1. การดูแลผู้ตกในภาวะพึ่งพิงในโลกแห่งความเสี่ยงและความผันผวน : โจทย์ของไทยและโลก

ภาวะสังคมสูงวัยมาสู่ประเทศไทยอย่างรวดเร็วและแน่นอนแล้ว และปัจจุบันนโยบายด้านนี้ของประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นอย่างเข้มแข็งและจริงจัง  แต่จะเป็นความผิดพลาดอย่างมาก ถ้าหากจะสรุปว่าภาวะสูงวัยกับภาวะพึ่งพิงเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้เพราะภาวะพึ่งพิงเป็นภาวะที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เสมอไป สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ทั้งผู้สูงวัยคนวัยอื่นที่ประสบอุบัติเหตุหรือจากการป่วยไข้จนนำสู่ความพิการทางกายหรือด้านอื่นที่ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากการช่วยเหลือจากผู้อื่นได้

สังคมไทยเป็นสังคมสูงอายุ ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน จนระยะหลังมีการมองผู้สูงอายุในมิติอื่นที่มิใช่เพียง “ภาระ”แต่มองกลุ่มผู้สูงอายุ (ที่มีฐานะดี) ในฐานะเป็น “ตลาดใหม่”ทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธนาคารปัจจุบัน ขณะเดียวกัน สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตกำลังให้ความสำคัญกับดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาว โจทย์ที่ท้าทายยิ่งในสายตาของผมซึ่งเป็นนักสังคมศาสตร์คือ เราจะทำอย่างไรให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่คนทุกรุ่นเข้ามามีส่วนร่วม การพิจารณาเรื่องนี้จะไม่ทอดทิ้งกลุ่มสูงอายุหรือผู้พึ่งพิงกลุ่มใดไว้ข้างหลัง ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมออกแบบระบบการดูแล ซึ่งว่าไปแล้วคือการวางอนาคตของพวกเขา อย่างที่เราเห็นกันว่าภูมิทัศน์การเมืองเพื่ออนาคตคือการเปิดให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท

พ้นไปจากตัวเลขและสถิติทางประชากรและหันมาพิจารณาบริบททางสังคมของผู้สูงอายุให้มากขึ้น

เราจะมองเห็นความเหลื่อมล้ำของประชากรกลุ่มสูงวัย ไม่มีเงิน ขาดคนดูแล มีตัวเลขจากหลายที่ที่แสดงให้เห็นว่าคนสูงวัยต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังหรืออยู่คู่สมรส ขนาดของครอบครัวของสังคมไทยเล็กลงเรื่อยๆ  ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติบอกว่าปี 2523 ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมีสมาชิก 5.2 คน และลดลงจนเหลือ 3.1 คนในปี 2553 ขนาดครัวเรือนไทยปี 2523 ของเรานี่พอๆ กับของญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน ขนาดครัวเรือนที่เล็กลง จำนวนสมาชิกในบ้านลดลงทำให้คนที่จะดูแลผู้สูงอายุในบ้านก็ลดน้อยลงด้วย ขณะที่ต้นทุนในการดูแลคนสูงอายุภาวะพึ่งพิงจะมากขึ้น

  1. ความเข้มข้น และความคึกคักหลากหลายของงานเพื่อรองรับผู้สูงวัย กับ ความเหลื่อมล้ำ

              – มีความต้องการสูงและกว้างขวาง แต่การตอบสนองยังไม่ทัน ตลาดการจัดโครงการรองรับเชิงธุรกิจขยายตัวไม่ทันการขยายตัวของจำนวนประชากรสูงอายุ ทั้งกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงและไม่มี

              – มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลมากขึ้น ทั้งภาคราชการสาธารณสุขและส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสังคม (พม. แรงงาน ฯลฯ) รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้การดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะกลุ่มติดบ้านติดเตียงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต

              –อสม. (กสธ.) และโครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (มหาดไทยและอปท.) เข้าถึงคนชนบทมากกว่าคนเมือง

-การเข้ามีส่วนร่วมในการจัดระบบบริการของภาคเอกชนพร้อมกับการสนับสนุนด้านนโยบายจาก

รัฐบาล เช่น มติครม. วันที่ 8 พ.ย. 2559 รวมมาตรการที่ให้กรมธนารักษ์เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบโครงการรามาฯ-ธนารักษ์ ศูนย์ที่พักอาศัยผู้สูงอายุครบวงจรขณะเดียวกันก็มีข้อสังเกตว่าเป็นโครงการที่เหมาะสำหรับมุ่งตอบสนองความต้องการใหม่คนมีเงินในเมืองมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆในสังคม
จุดแข็ง และ จุดอ่อน แต่ละโครงการแต่ละหน่วยงานมีความเข้มแข็ง อ่อนแอแตกต่างกัน

น่ายินดีที่ระบบการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงมีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่สร้างสรรค์ทั้งๆที่การเมืองในระดับสูงยังค่อนข้างรวมศูนย์อยู่มากในตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะขอชื่นชมกับบทบาทเชิงรุกของ สปสช. และ สสส. ในเรื่องนี้และระยะหลังนี้กระทรวงมหาดไทยที่ให้ความสำคัญกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผมไม่มีข้อมูลการทำงานของท้องถิ่นในส่วนนี้แต่มั่นใจว่าท้องถิ่นจะมีความคล่องตัวในการดูแลได้ดีกว่ารัฐส่วนกลาง สถานการณ์ช่วงโควิดที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพและโอกาสของท้องถิ่นอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกันมีความตื่นตัวในวงวิชาการและวิจัยและโดยเฉพาะมีการตื่นตัวในวงการพระสงฆ์ นักวิจัยเชิงปฏิบัติการ เช่น กลุ่มอาสาคิลานธรรม และงานวิจัยองค์ความรู้เพื่อการตายดีตามแนวพุทธศาสนา

 

  1. สิ่งท้าทายด้านแนวคิด ด้านโครงสร้าง และด้านระบบ

ประเด็นวิวาทะของระบบการดูแลระยะยาวที่มีนักวิจัยกรุณาบอกเล่าให้ผมฟังอีกที ประการที่ 1 มีการถกเถียงกันว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือที่เรียกกันว่า CG – caregiver ควรจะเป็นระบบจิตอาสาหรือระบบการจ้างงาน เราสามารถขยับออกมาให้กว้างไกลออกไปจะได้รวมมุมอื่นเข้ามาด้วยได้ เช่น แหล่งที่มาของ CG รวมทั้งมิติข้ามวัฒนธรรม เราลองเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาแรงงานข้ามชาติที่มักพูดกันในแง่ถูกกฎหมาย (ผิดกฎหมาย) เป็นไปได้ไหมที่จะนำแรงงานข้ามชาติเข้ามาช่วยงานในด้านนี้ หรือก่อนที่เราจะถกเถียงกันว่าจะเอาใครไปดูแลคนแก่คนเฒ่าที่ติดเตียง เราลองย้อนกลับไปถามคนแก่คนเฒ่าตรงนั้นก่อนไหมว่าเขาอยากให้ใครดูแล ถามลูกถามหลานว่าอยากให้ใครดูแลพ่อแม่ตัวเอง หรือดูแลตัวเองตอนที่ติดเตียง เพราะอย่างที่ผมบอกตอนต้นภาวะพึ่งพิงเป็นภาวะที่คาดการณ์ไม่ได้ การศึกษาวิจัยด้านความรู้ความเข้าใจและทัศนคติของผู้เกี่ยวข้องนั้นยังต้องการอีกหลายแง่มุม

ข้อถกเถียงประการที่ 2 เรื่องของการเงินการคลัง ทุกวันนี้การดูแลระยะยาวได้รับงบประมาณจากรัฐบาลทั้งหมดผ่านมาทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผมว่าเราต้องมองกันต่อไปในอนาคตว่าการเงินการคลังของประเทศมีความสามารถรองรับได้เพียงไหน

ข้อถกเถียงประการที่สามเรื่องความทั่วถึงหรือความครอบคลุมของระบบ กล่าวคือการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงปัจจุบันยังมีปัญหาความทั่วถึง กล่าวคือตอบสนองเฉพาะสังคมชนบทแต่สำหรับสังคมเมืองมีข้อจำกัด  เราต้องเชื่อมโยงไปให้ถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมือง เรื่องเหล่านี้ก็ต้องการการศึกษาวิจัยร่วมกับหน่วยงานที่ปฏิบัติการในท้องถิ่นและในพื่นที่ด้วย

อาจมีบางท้องถิ่นที่ยังไม่สามารถใช้อำนาจใจการบริหารการปกครองของตัวเองเพื่อสร้างสังคมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นั่นก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่รัฐส่วนกลางจะใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซง เราต้องมีความหวังกับท้องถิ่น เพราะอำนาจไม่สามารถสร้างอนาคตได้ มีแต่ความหวังเท่านั้นที่สร้างอนาคตได้

สิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลยหากจะเดินหน้าได้แก่ ข้อขัดแย้งเชิงค่านิยม (value conflicts)             ว่าประเด็น “ผู้สูงอายุ” และ “ผู้พึ่งพิง” นี้เป็นมองด้านลบหรือด้านบวก คือเราจะทำอย่างไรที่จะปรับมุมมองของคนในสังคมที่มองว่าประเด็นสุขภาพของผู้สูงอายุเป็น “ภาระ”แก่เศรษฐกิจและถ้ามองผู้สูงอายุว่าเป็นผู้ “พึ่งพิง” เป็นอคติก็สืบเนื่องมาจากการไม่เห็นประเด็นเชิงคุณค่า (values) สังคมที่มีความยั่งยืนจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งการเห็นสังคมแห่งคนหลายช่วงวัย (intergenerational basis of sustainability)

ข้อวิวาทะเหล่านี้ ผมไม่มีคำตอบแต่จะขอชวนทุกคนลองมองในมุมสังคมศาสตร์ ทุกวันนี้การดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงของเราทำในลักษณะการสงเคราะห์มากกว่าการดูแล รัฐมองตนว่าเป็นฝ่ายให้ และมองว่าประชาชนเป็นฝ่ายรับ ทัศนะผู้ให้ – ผู้รับแบบตายตัวเช่นนี้ไม่น่าจะถูกต้อง อันที่จริงความคิดที่ว่าผู้สูงวัยคงเป็นผู้พึ่งพิงนั้นเป็นความเข้าใจที่คับแคบ เพราะแนวทางที่ดีคือการส่งเสริมถึงสุขภาพและพลานามัยของผู้สูงวัยซึ่งเป็นนโยบายส่งเสริมสุขภาพอยู่บ้างแล้ว การตกเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวมันเป็นสถานการณ์ที่เป็นข้อยกเว้นสุดวิสัย ผมอยากเห็นการดูแลกลายเป็นระบบที่เกื้อกูลการอยู่ร่วมกัน ภาวะพึ่งพิงเป็นความทุกข์ ทำอย่างไรให้การดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงเป็นการร่วมทุกข์ของคนในสังคมโดยที่ทุกคนมีความสุขได้

  1. การเดินหน้าเรื่อง LTC กับการ “เปิด”โจทย์สาธารณะ

เราไม่สามารถให้เรื่องอนาคตเป็นเพียงแค่การเมืองเรื่อง “อำนาจ” หรือ “การปกครอง” หรือปล่อยให้ดำเนินไปเหมือนในปัจจุบันที่ใช่นโยบายเศรษฐกิจหรือนโยบายความมั่นคงรวมศูนย์เป็นนโยบายหลักนโยบายเดียว การเน้นอำนาจรัฐรวมศูนย์ในช่วง 7 – 8 ปี ที่ผ่านมาโดยไม่ยอมรับสถานภาพและบทบาทของภาคสังคมส่งผลแก่บรรยากาศการบริหารราชการมีความเกร็งและเป็นรัฐราชการมากเกินจำเป็น และทำให้ระบบตรวจสอบเคร่งไปทางเดียวกันและขาดแคลนมิติส่งเสริมความริเริ่มของภาคส่วนนอกราชการอีกด้วย โดยรวมแล้วส่งผลลบต่อบรรยากาศที่ต้องการวิธีทำงานด้านที่ต้องตอบสนองบริบทของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน จากนี้ไปต้องมีการขยับทิศทางบทบาทการกระจายอำนาจและส่งเสริมภาคสังคมและบทบาทท้องถิ่นตรงกันข้ามและควบคู่กันไปกับการปรับบทบาทส่วนกลาง เราต้องขับเคลื่อนให้นโยบายทางสังคมมีพื้นที่ในการขับเคลื่อนมากขึ้น ด้วยการทำให้นโยบายทางสังคมมีพื้นที่ทางการเมือง เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในที่สาธารณะมากขึ้น การทำให้ประเด็นนี้ก้าวข้ามพรมแดนงานเฉพาะหน่วยงานไปสู่การมีพื้นที่ทางสาธารณะทำอย่างไร

เรื่องของการกระจายอำนาจเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ พ.ร.บ. กระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 มีบทบาทอย่างยิ่ง แต่รัฐส่วนกลางก็ต้องปรับมุมมองการใช้อำนาจของตนเองด้วย ทุกวันนี้ยังมีภาพของการใช้อำนาจของรัฐส่วนกลางออกมาในลักษณะของการใช้อำนาจปกครองเพื่อให้คนกลัว ภูมิทัศน์การเมืองในอนาคตต้องให้ท้องถิ่นเข้ามาส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องระดับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ และการใช้อำนาจของรัฐส่วนกลางต้องไม่ได้มุ่งให้คนกลัว แต่ต้องมุ่งเพื่อการอยู่ร่วมกัน

ประเด็นที่สำคัญเกี่ยวข้องคือผลกระทบจากการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารอย่างต่อเนื่องทำให้พื้นที่นโยบายมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือค่อนข้างปิดและทำงานแนวไซโล สายงานต่างๆทำงานแบบ top-down (ตามการบูรณาการแบบแนวตั้ง) คือตามแต่จะสั่งลงมา ขณะที่ บูรณาการทางแนวนอนขาดการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์นโยบายเช่นนี้ทำให้นวตกรรมระดับย่อยในพื้นที่ เช่น ในด้านงาน LTC นี้ไม่ได้รับความสำคัญและนวัตกรรมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ขาดการสนับสนุนให้ขยายผลอย่างเป็นระบบ มิหนำซ้ำองค์การท้องถิ่นที่เข้มแข็งจริงใจกลับถูกกำกับโดยระบบตรวจสอบที่เพ่งเล็งแต่ด้านคอร์รัปชั่น แม้มิติการควบคุมเช่นนี้จะสำคัญแต่หากขาดการปรับเปลี่ยนนโยบายในระดับสูงให้สนับสนุนการริเริ่มและส่วนร่วมของ อปท.ในด้านคุณภาพชีวิตเช่นนี้แล้ว ระบบตรวจสอบเช่น สตง. และระบบตัวชี้วัดในการประเมินผลงาน เช่น กพร. ย่อมกลายเป็นอุปสรรคต่อนวตกรรมทางด้านงานสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างฉกาจฉกรรจ์

         

การตอบโจทย์ผู้สูงวัยและผู้ตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงเป็นการเรียนรู้เพื่อความยั่งยืน

อำนาจชนิดใดและ “คุณค่า” อะไรจะสามารถผนึกสังคมไทยมุ่งหน้าสู่อนาคตได้เล่า? สังคมที่มุ่งความก้าวหน้าแต่ละเลยความยั่งยืนทางสังคมย่อมเผชิญโจทย์นี้อย่างผะอืดผะอมเนื่องด้วย “มิติภาระ” หนักหนามากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การมุ่งอนาคตที่ขาดคุณค่าของความยั่งยืนทางสังคมนั้นไม่อาจเป็นไปไม่ได้ การจะทำให้การดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเป็นระบบการดูแลที่สอดคล้องกับภูมิทัศน์การเมืองเพื่ออนาคตมีความจำเป็นที่เราต้องทำให้เรื่องนี้ที่เป็นประเด็นก้าวข้ามพรมแดนเฉพาะด้านสาธารณสุขไปสู่การเป็นประเด็นทางการเมืองเรื่องอนาคต เราคงต้องโยนโจทย์เข้าไปในพื้นที่สาธารณะที่ให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมกัน ซึ่งผมก็เห็นว่าได้มีความพยายามทำในส่วนนี้อยู่บ้าง แต่ยังน้อยนิดเกินไปและหลายกรณีแม้มีนวัตกรรมที่สำคัญแต่ก็โดยภาพรวมแล้วต้องการทั้งการยกระดับโจทย์และการขยายฐานของเจ้าภาพ

การสร้างอนาคตร่วมกันของสังคมต้องปรับมุมมองหรือแนวคิดใหม่โดยการหาจุดร่วมกันระหว่างรุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับโครงสร้างทางประชากรที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ภาพอนาคตของประเทศจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปให้ไกลกว่าภาพที่รัฐผู้นำไปสู่การสร้างภาคีทางสังคม ขณะเดียวกัน โจทย์มิใช่เรื่อง Quick-win ภายใต้การเมืองรวมศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างยั่งยืน หากแต่เป็นเรื่องของการเปิดพื้นที่ทางนโยบายในเรื่องความยั่งยืนทางสังคมให้กว้างขว้างข้ามภาคส่วน หากเราเห็นตรงกันโจทย์ที่เคยเป็น “ภาระ”ก็จะกลายเป็น “กุญแจ” เปิดเวทีที่เป็นการเชื้อเชิญทุกรุ่นทุกวัยร่วมการปูทางร่วมกันสู่อนาคตได้

 

งานเขียนชิ้นนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.กิตติคุณ สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เรียบเรียงขึ้นใหม่จากปาฐกถาของตนเองชื่อ ภาพหวังการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงของประเทศไทย ซึ่งแสดงต่อเวที LTC FORUM 2020 ก้าวไปด้วยกันสู่บริการสุขภาพระยะยาวที่ยั่งยืน ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 งานนี้จัดขึ้นที่ รร. แกรนด์ ริชมอน สไตลิซ คอนเวนชั่น โดยสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเป็นเวทีวิชาการและพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการทำงานการดูและระยะยาวของพื้นที่ถอดบทเรียนทั้ง 25 แห่งภายใต้โครงการการบริการจัดการกำลังคนด้านสุขภาพสำหรับการดูแลระยะยาว ของ สวค.

 

 เอกสารอ้างอิง

ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ นลินี ตันธุวนิตย์ นฤตย์ นิ่มสมบุญ สุภาพร อัษฎมงคล. Population Ageing in Thailand : Long-Term Care Model in Thailand (2020).

นพพล วิทย์วงศ์.การตัดสินใจระยะท้ายของชีวิตกับสังคมไทยและบทเรียนจากประสบการณ์ของต่างประเทศ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ.2563

พระสุธีรัตนบัณฑิต และคณะ.รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการการเสริมสร้างองค์ความรู้และแนวปฏิบัติเพื่อการตายดีตามแนวพระพุทธศาสนา.2018

ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์.บ้านสุดท้ายของชีวิต มุมมองเชิงสังคมวิทยาต่อกันบริบาลคุณภาพชีวิตระยะท้าย.สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. 2560

สายชล ปัญญชิตและพิรญาณ์ แสงปัญญา.ดูแล เยียวยาผู้ป่วย :กลุ่มอาสาคิลานธรรม.โครงการ

การศึกษาแนวทางสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธของคณะสงฆ์ไทย.2563

สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ. ผีเสื้อขยับปีก กำลังใจของกำลังคนในระบบสุขภาพที่ซับซ้อน. . มิถุนายน 2562.

เปิดอาณาจักรบ้านพักคนชรา 72 ไร่ “ซีเนียร์ คอมเพล็กซ์” บางพลี. ประชาธุรกิจออนไลน์ วันที่ 8 ก.ค.63
https://www.prachachat.net/property/news-487784