ความเสี่ยงและความสุขของคนในโรงพยาบาล

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / ความเสี่ยงและความสุขของคนในโรงพยาบาล

 

เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มค่าตอบแทนบุคลากร เพิ่มกรอบอัตรากำลัง หลากหลายมาตรการแห่งการ “เพิ่ม” ที่ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนและการกระจุกตัวของกำลังคนด้านสุขภาพ แต่ไม่ว่าเราจะ “เพิ่ม” มามากและนานสักเท่าไร ปัญหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาเบาบางลง อาจจะถึงเวลาแล้วที่ระดับนโยบายต้องหันมาให้ความสำคัญกับการ “ลด” บางสิ่งบางอย่างลงบ้าง เพื่อให้เราสามารถคงกำลังคนไว้ในระบบได้มากขึ้น

แม้โรงพยาบาลจะเป็นที่ทำงานของบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพ แต่โรงพยาบาลก็ไม่ใช่ที่ทำงานที่ปลอดภัย หากแต่เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่เป็นภัยคุกคามและบั่นทอนกำลังใจของกำลังคนด้านสุขภาพที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ ทั้งความเสี่ยงในรูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ การได้รับอุบัติเหตุจากกระบวนการรักษาพยาบาล และความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักคนออกจากระบบ – ความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง

สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) ได้สำรวจรูปแบบความเสี่ยงที่หลากหลายของบุคลากรด้านสุขภาพ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการทำงานในปัจจุบัน และเพื่อที่จะตอกย้ำว่าการ “เพิ่ม” ไม่ใช่คำตอบเดียวของการจัดการกำลังคนด้านสุขภาพ เพราะไม่ว่าเราจะ “เพิ่ม” มาตรการด้านบวกต่างๆ มากสักเท่าใด หากเรายังไม่สามารถ “ลด” ความเสี่ยง และทำให้โรงพยาบาลเป็นสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยได้มากกว่านี้ การจะได้เห็นวันที่เรามีบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอกับความต้องการของประชาชนคงเป็นเรื่องยาก

หลากหลายความเสี่ยง

อังคณา ผาผาย พยาบาลวิชาชีพแห่งโรงพยาบาลลำสนธิ จ. ลพบุรี เคยถูกคนไข้ที่มีอาการทางจิตขว้างด้วยของแข็งที่ปากจนต้องเย็บถึง 4 เข็ม เธอได้รับค่าชดเชยตามข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อการชดเชยกรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข พ.ศ. 2550 เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท

อังคณาเป็นเพียงหนึ่งในบุคลากรด้านสุขภาพจำนวนมากที่ต้องเจ็บตัวหรือได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่านับจากปีงบประมาณ 2547 จนถึงเดือนกรกฏาคม 2552 มีบุคลากรด้านสุขภาพจำนวนมากถึง 1,618 คน ทำเรื่องขอรับเงินชดเชยกรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข ตามมาตรา 18(4) พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยพบว่าพยาบาลเป็นกลุ่มคนที่ยื่นเรื่องเข้ามามากที่สุด (รายละเอียดดังตาราง)

จะเห็นได้ว่าพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่หลากหลายและมากกว่าวิชาชีพอื่น อาจด้วยจำนวนบุคลากรที่มีมากที่สุดในระบบบริการสุขภาพเมื่อเทียบกับสาขาวิชาชีพอื่น หากมองลึกลงไปในรายละเอียดความเสียหายที่พยาบาลทำเรื่องขอรับเงินชดเชยเข้ามาที่ สปสช. ในปีงบประมาณ 2552 (นับถึงเดือนกรกรฎาคม) พบว่าเกิดจากการติดเชื้อวัณโรคมากที่สุดถึง 90 กรณี รองลงไปได้แก่ เข็มตำ 80 กรณี ถูกผู้ป่วยทำร้าย 41 กรณี ถูกสารคัดหลั่งกระเด็นใส่ 29 กรณี ถูกของมีคมบาด 10 กรณี และ ได้รับอุบัติเหตุระหว่างส่งต่อ 6 กรณี นอกนั้นเป็นกรณีอื่นๆ เช่น ติดเชื้อหัด อีสุกอีใส โดนสะเก็ดระเบิด หรือแม้กระทั่งเตียงหล่นทับ

แม้ระบบการให้บริการทางการแพทย์จะมีหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติตาม แต่หลายครั้งพบว่าการหลีกเลี่ยงหรือการลดความเสี่ยงในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่าเฉพาะปีงบประมาณ 2552 (ถึงเดือนกรกฎาคม) มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อวัณโรคยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือเพื่อการชดเชยมากถึง 187 คน พญ.ฉันทนา ผดุงทศ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์จากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม บอกว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดี โดยเฉพาะในแผนกของผู้ป่วยโรคติดต่อ

ความรุนแรง ผู้มาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ

ความรุนแรง เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับบุคลากรด้านสุขภาพโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทั้งนอกและในสถานพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แวดล้อมไปด้วยความรุนแรงอาจจะดูแล้วเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากความรุนแรงมากที่สุด

ข้อมูลที่มีการรวบรวมเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นับจากปี 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2550 พบว่ามีสถานีอนามัยถูกระเบิดและลอบวางเพลิง 12 แห่ง บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขถูกทำร้ายบาดเจ็บ 21 คน เสียชีวิต 10 คน นอกจากนี้มีอาสาสมัครสาธารณสุขซึ่งเป็นกำลังภาคประชาชนที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับชุมชน ถูกทำร้ายบาดเจ็บ 9 คน เสียชีวิต 29 คน การส่งต่อผู้ป่วยโดยเฉพาะในยามกลางคืนเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างมาก ศรีสุดา ลัพธวรรณ หัวหน้าพยาบาล รพ. มายอ และประธานชมรมผู้บริหารการพยาบาลชุมชน เขต 8 สามจังหวัดภาคใต้ เล่าว่าหลายครั้งที่รถส่งต่อป่วยต้องจอดหลบกระสุนข้างทาง การส่งต่อผู้ป่วยถูกทำให้ล่าช้าลงเพราะมีผู้โปรยตะปูเรือใบและเผายางรถยนต์ขวางไว้บนถนน

และหลายครั้งที่ความรุนแรงเข้ามาเยือนภายในสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับเชิญ โรงพยาบาลบันนังสตาร์เคยถูกกลุ่มชาวบ้านฮือล้อมก่อนจะพังประตูห้องฉุกเฉินเข้าไปเพื่อแย่งชิงศพ ผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ศรีสุดาบอกว่าชาวบ้านไม่ต้องการให้มีการพิสูจน์หรือตกแต่งศพเพราะขัดกับหลักความเชื่อทางศาสนา

ไม่เพียงเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่ “ความรุนแรง” ได้คืบคลานเข้าไปในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ และเหยื่อของความรุนแรงส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลมักจะเป็นพยาบาล เกือบทุกครั้งที่ต้องเข้าเวรในช่วงเทศกาล ณัฐพล ภวังครัตน์ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลชัยบาดาล จ. ลพบุรี ต้องพบกับความรุนแรงที่วิ่งมาหาเขาถึงที่ทำงานเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

“กำลังทำแผลให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น อยู่ดีๆ ก็มีวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาพร้อมทั้งอาวุธมีดและปืน มารู้ทีหลังว่าเขาตามมาตีคนกลุ่มแรกที่เราให้การรักษาอยู่ เพราะเขาตีกันมาก่อนหน้านี้แล้ว”

สถานการณ์ความรุนแรงกับพยาบาลเกิดขึ้นในหลายประเทศ สถาบันอาชญวิทยาของออสเตรเลียจัดให้พยาบาลเป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อความรุนแรงมากที่สุด เสี่ยงมากกว่าตำรวจและทหาร ในออสเตรเลียเฉลี่ยมีพยาบาลถูกทำร้ายวันละ 14.6 ราย กว่าครึ่งของความรุนแรงมักเกิดในแผนกฉุกเฉิน

วนเวร เวียนกะ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น

ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของการทำหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยคือการเข้าเวรวนกะ ที่โรงพยาบาลทุกวัน ทุกเวลา ต้องมีบุคลากรอยู่ปฏิบัติหน้าที่เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไม่เลือกเวลา และวิชาชีพที่มีลักษณะการทำงานผูกกับการเข้าเวรมากที่สุดคือ แพทย์ พยาบาลและเวชกิจฉุกเฉิน

แม้จะเป็นสาขาวิชาชีพที่มีจำนวนมากที่สุดในระบบกำลังคนด้านสุขภาพ แต่จำนวนพยาบาลก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พยาบาลจำนวนมากต้องเข้าเวรแบบควบกะ

แม้โรงพยาบาลหลายแห่งจะกำหนดให้พยาบาลที่อายุเกิน 50 ปี ไม่ต้องเข้าเวรกะดึก แต่อีกหลายแห่งเราก็ยังพบเห็นพยาบาลอายุมากต้องเข้าเวรดึก เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนคนกำลังคน และเวรดึกนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักคุกคามสุขภาพของพยาบาลทั่วโลก ดร. กฤษดา แสวงดี หัวหน้าโครงการศึกษาติดตามสุขภาพและชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทย เปิดเผยว่าในหลายๆ ประเทศ ได้จัดทำโครงการศึกษาติดตามสุขภาวะพยาบาลในระยะยาว เช่น ที่สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการศึกษาติดตามพยาบาลทั่วประเทศ 121,700 คน อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2519-2535 และพบว่าพยาบาลที่ทำงานในผลัดกลางคืนอย่างน้อย 3 คืนต่อเดือน เป็นเวลา 15 ปีขึ้นไป อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สำหรับประเทศไทยการศึกษาในลักษณะเดียวกันเพิ่งเริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2552 จึงยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. วิจิตร ศรีสุพรรณ ประธานกรรมการบริหารโครงการ วิจัยสุขภาพและชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทย กล่าวว่าปัญหาสุขภาพกำลังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของพยาบาลไทย และมีอิทธิพลต่อการออกจากวิชาชีพพยาบาลก่อนวัยอันควร ทั้งนี้พบว่าพยาบาลไทยมีระยะเวลาทำงานในวิชาชีพเฉลี่ยเพียง 22.55 ปี เท่านั้น และมีอัตราการสูญเสียสูงถึงร้อยละ 4.4 ต่อปี ซึ่งอาจทำให้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลรุนแรงมากขึ้น

บรรยายภาพ: พยาบาลที่ทำงานในผลัดกลางคืนอย่างน้อย 3 คืนต่อเดือน เป็นเวลา 15 ปีขึ้นไปอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ศรีสุดา หัวหน้าพยาบาล รพ. มายอ บอกว่าระบบการเข้าเวรและลักษณะการทำงานในการดูแลคนไข้ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กำลังคุกคามสุขภาพของพยาบาลโดยที่มองไม่เห็น เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นยากที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากการทำงาน “การปวดหลัง ปวดขา หรือความเครียดที่เกิดขึ้น เรารู้ว่าเกิดจากการต้องเดินหรือยืนนานๆ เพื่อดูแลคนไข้ หรือเกิดจากความเหนื่อยล้าที่ต้องเข้าเวรดึก แต่มันพิสูจน์ให้เห็นได้ยากว่าการทำงานกับผลกระทบด้านสุขภาพของเรามีความเกี่ยวพันกัน ไม่เหมือนกรณีเข็มตำ หรือการติดเชื้อซึ่งมันพิสูจน์ได้ง่ายกว่า” ศรีสุดากล่าว

อุบัติเหตุ ไม่อยากพบแต่ก็ต้องประสบ

“หลายต่อหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ของเรากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ แล้วก็ถูกคนเมาขับรถมาชนซ้ำ” ศิริชัย นิ่มมา ผู้จัดการงานพัฒนาบุคลากร สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวกับผีเสื้อขยับปีกเมื่อถามถึงความเสี่ยงที่บุคลากรด้านเวชกรฉุกเฉินต้องประสบอยู่

ด้วยลักษณะงานที่ต้องไปถึงที่เกิดเหตุในทันที่ที่ได้รับแจ้งเหตุร้ายและดูแลผู้บาดเจ็บให้ทันท่วงทีเพื่อนำส่งถือมือแพทย์และพยาบาลในห้องฉุกเฉินในสภาพที่ได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด เพื่อให้แพทย์ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากที่สุด ห้องทำงานของเวชกิจฉุกเฉินจึงมักเป็นบนท้องถนนที่หลายครั้งมืดและฝนตกหนัก บริเวณตึกถล่ม พื้นที่อาชญากรรม และอื่นๆ ที่เหตุร้ายเกิดขึ้นและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทำให้เวชกิจฉุกเฉินต้องพาตัวเองออกไปพบกับความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดซ้ำ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเก็บรวบรวมสถิติตรงนี้แต่ศิริชัยรู้ว่าแต่ละปีมีบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การคุ้มครองของ พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่จำนวนมาก

อุบัติเหตุอื่นๆ ที่พบได้บ่อยครั้งคือการถูกเข็มตำ แม้จะมีข้อปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงตรงนี้ แต่ก็พบว่าการถูกเข็มตำเป็นเรื่องที่เกิดได้บ่อยครั้งและในเกือบทุกโรงพยาบาล เข็มตำคงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่หากว่าเข็มนั้นไม่ได้มีสารคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อ HIV/AIDS อยู่ด้วย หลายครั้งพบว่าอุบัติเหตุในโรงพยาบาลเกิดจากการออกแบบอาคารที่ไม่ดีพอ เช่นการสร้างทางลาดเอียงที่ไม่เอื้อต่อการเข็นรถหรือเตียงผู้ป่วย

การถูกฟ้องร้อง ความเสี่ยงใหม่แห่งศตวรรษ

การถูกฟ้องร้อง กลายเป็นความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ที่คุกคามกำลังคนด้านสุขภาพรุนแรงที่สุด ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่านับถึงเดือนกรกฎาคม 2551 มีโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปมีคดีถูกฟ้องร้องมากถึง 40 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 28 แห่ง มีแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขถูกฟ้องร้องในคดีแพ่ง 55 คน พยาบาล 11 คน ส่วนคดีอาญามีแพทย์ถูกฟ้องร้อง 5 คน พยาบาล 2 คน

เมื่อประเด็นเรื่องสิทธิเข้ามาเป็นประเด็นนำในระบบบริการสุขภาพ ทำให้แพทย์หลายคน โดยเฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งมักเป็นแพทย์จบใหม่ที่ยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาโรค หวาดกลัวการถูกฟ้องร้องจนไม่กล้าให้บริการรักษาแก่คนไข้ ข้อมูลจากชมรมแพทย์ชนบทแสดงให้เห็นว่ามีจำนวนโรงพยาบาลชุมชนน้อยลงเรื่อยๆ ที่ให้บริการผ่าตัดไส้ติ่ง ซึ่งเป็นการรักษาโรคพื้นฐานที่แพทย์ทุกคนต้องสามารถให้บริการได้ และเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลชุมชนเคยให้บริการผู้ป่วยมาตลอด

ในปี 2551 ชมรมแพทย์ชนบทได้สำรวจโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ และพบว่ามีอยู่เพียง 48 แห่งเท่านั้นที่ยังให้บริการผ่าตัดไส้ติ่งอยู่ สถิติการให้บริการผ่าตัดไส้ติ่งนี้พบว่าลดน้อยลงเรื่อยๆ คือ จากจำนวน 87 แห่ง ในปี 2548 ลดเหลือ 77 แห่งในปี 2549 และ 68 แห่ง ในปี 2550

นพ. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ. จะนะ จ. สงขลา กล่าวว่า ไม่เพียงเฉพาะการผ่าตัดไส้ติ่ง แต่การทำหมันก็เป็นสิ่งที่แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนจำนวนมากไม่กล้าทำ

“ที่โรงพยาบาลผมมีแพทย์ 3 คน ปัจจุบันมีผมคนเดียวที่ยังผ่าตัดทำหมันอยู่ ที่เหลือไม่กล้าทำกันแล้ว ถ้าผมไม่อยู่ก็ส่งต่ออย่างเดียว” นพ. สุภัทร กล่าว

รศ.นพ. ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งข้อสังเกตว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ตกเป็นจำเลยในข้อหาถูกฟ้องร้องมากที่สุดจะเป็นกลุ่มแพทย์และพยาบาลที่ต้องช่วยชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่แพทย์ที่มีเวลาและโอกาสในการรักษาคนไข้ระยะยาวพบว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องน้อยกว่า

“แพทย์ที่ให้การรักษาเคมีบำบัดจะไม่ถูกฟ้องร้องเลย ทั้งที่เป็นการรักษาที่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนสูง และหลายครั้งที่รักษาแล้วคนไข้เสียชีวิต นั่นเป็นเพราะแพทย์เคมีบำบัดมีเวลามากพอที่จะสื่อสารกับคนไข้และญาติ ทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ แต่แพทย์ที่ทำหน้าที่ช่วยชีวิตคนไข้ในเวลาฉุกเฉิน ไม่ทันได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์เลย”

กระแสเรื่องสิทธิผู้ป่วยและสิทธิผู้บริโภค ประกอบกับมุมมองที่เปลี่ยนไปของสังคมในเรื่องระบบบริการสุขภาพ ทำให้ปัจจุบันมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ถูกฟ้องร้อง เมื่อผลของการให้บริการไม่ออกมาเป็นดังที่คาดหวัง และคนที่มักตกเป็นจำเลยก็คือแพทย์ การถูกฟ้องร้องจึงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยโรคและให้การรักษาผู้ป่วยหวาดกลัว

ไร้ทางเลือก เมื่อโรงพยาบาลตั้งอยู่ใจกลางแหล่งมลพิษ

แม้จะเป็นเพียงโรงพยาบาลระดับอำเภอ แต่ที่ รพ. มาบตาพุด ก้มีแผนกอาชีวเวชศาสตร์ ที่ประกอบด้วยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ 2 คน และพยาบาลอาชีวเวชศาสตร์อีก 4 คน หน้าที่หลักไม่เพียงให้บริการประชาชนในพื้นที่แต่ต้องดูแลสุขภาพและความปลอดภัยให้กับบุคลากรของโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใจกลางนิคมอุตสาหกรรมหนักของประเทศ

ผลการตรวจโรคที่บ่งบอกว่าพยาบาลประจำตึกผู้ป่วยนอกวัย 30 ต้นๆ ของโรงพยาบาลป่วยด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ทำให้ นพ.สุรทิน มาลีหวน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล รู้ว่า รพ. มาบตาพุดอาจจะไม่ใช่สถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับบุคลากรของตนเองเสียแล้ว เพราะมะเร็งรังไข่เป็นโรคที่มักจะเกิดกับหญิงวัย 40 ปีขึ้นไป

“มันไม่สามารถสรุปได้ชัดหรอกว่ามะเร็งที่เกิดกับน้องพยาบาลมีความเกี่ยวพันกับสารเคมีที่แวดล้อมโรงพยาบาล แต่ผมรู้ว่ามันไม่ปกติแน่ที่ผู้หญิงอายุเท่านี้ต้องมาป่วยด้วยโรคนี้” นพ. สุรทินกล่าว

ไม่เพียงเฉพาะพยาบาลสาวคนนั้นเท่านั้นที่ต้องพบกับความเสี่ยงของสารพิษ บุคลากรของโรงพยาบาลมาบตาพุดทุกคนต่างมีชีวิตกับความเสี่ยงอันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาล ที่เต็มไปด้วยโรงงานปิโตรเคมี โรงผลิตปุ๋ยเคมี โรงกำจัดกากพิษอุตสาหกรรม และอีกมากมาย ความเสี่ยงของบุคลากรในโรงพยาบาลไม่ต่างจากความเสี่ยงของคนงานและชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่โดยรอบ ปี 2543 เมื่อสารเคมีฟอสจีนรั่วจากโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง เกือบทำให้ไม่มีบุคลากรอยู่ดูแลคนเจ็บในคราวนั้นได้ เพราะทิศทางลมในครั้งนั้นพัดเอาสารฟอสจีนห่างจากโรงพยาบาลไปเพียง 15 องศาเท่าทั้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ นพ. สุรทินต้องหาทางย้ายโรงพยาบาลออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรมเพื่อพาทุกคนออกไปให้พ้นจากความเสี่ยงที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันการย้ายโรงพยาบาลได้รับการอนุมัติแล้วเมื่อ นพ.สุรทินสามารถหาที่ตั้งโรงพยาบาลใหม่ได้ห่างจากที่เดิม 4 กิโลเมตร ระหว่างที่รอการย้ายโรงพยาบาลใหม่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการให้มีแผนกอาชีวเวชศาสตร์ในโรงพยาบาล ทุกปีบุคลากรที่นี่ต้องได้รับการตรวจหาความเสี่ยงทางสุขภาพไม่ต่างจากการตรวจสุขภาพของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมหนัก ต้นปีที่ผ่านมาทุกคนเพิ่งผ่านการตรวจหาสารเบนซีนที่อาจปนเปื้อนอยู่ในกระแสเลือด

“พยาบาลของเราหลายคนขอย้ายออกด้วยเหตุผลของปัญหามลพิษ เมื่อไม่นานเพิ่งย้ายออกไปอีกหนึ่งคนเพราะท้อง กลัวลูกจะได้รับอันตราย” นพ. สุรทินกล่าว

การชดเชยความเสี่ยง ปรากฏการณ์ฝนตกไม่ทั่วฟ้า

แม้ผู้ให้บริการสาธารณสุขทุกคนจะมีความเสี่ยงจากการทำงานตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน แต่ปัจจุบันมาตรการของรัฐบาลในการดูแลและชดเชยความเสี่ยงให้แต่ละบุคคลกลับมีไม่เท่ากัน ความแตกต่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิชาชีพ หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าบุคลากรนั้นๆ ได้รับความเสียหายจากการให้บริการใคร ปัจจุบันพบว่ามี พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2545 เพียงฉบับเดียวที่มีการกำหนดค่าชดเชยความเสียหายให้กับผู้ให้บริการสุขภาพอย่างชัดเจน โดยจะมีเงื่อนไขกำหนดการชดเชยให้เฉพาะบุคลากรที่ให้บริการผู้ป่วยที่ใช้บริการสุขภาพตามกองทุนหลักประกันสุขภาพหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าบัตรทองเท่านั้น ผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่เกิดความเสียหายจากการให้บริการผู้ป่วยที่ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ หรือผู้ป่วยประกันสังคมไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการรับค่าชดเชยกรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนเป็นการเฉพาะ

โดย สปสช. มีข้อบังคับว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อการชดเชยกรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข ซึ่งออกตามความในมาตรา 18(4) ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยแบ่งความรุนแรงของเสียหายของผู้ให้บริการเป็น 3 ระดับ คือ เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร สูญเสียอวัยวะหรือพิการ และบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง นับจากปี 2547 เป็นต้นมาพบว่ามีบุคลากรด้านสาธารณสุขยื่นเรื่องขอค่าชดเชยเข้ามาที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพรวมทั้งสิ้น 1,618 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีติดเชื้อวัณโรค เข็มตำ และถูกผู้ป่วยทำร้าย โดยผลการพิจารณาเข้าเกณฑ์และมีการจ่ายเงินชดเชยไปแล้วทั้งสิ้น 1,426 ราย รวมเป็นเงินที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพจ่ายเป็นค่าชดเชยไปแล้วมากกว่า 20 ล้านบาท

ไม่เพียงแต่การชดเชยผู้ให้บริการเท่านั้น แต่ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ 2545 ยังเป็นกฎหมายเพียงฉบับเดียวที่มีการชดเชยผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการอีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ความเสี่ยงของบุคลากรต่อการถูกฟ้องร้องลดน้อยลง เพราะผู้เสียหายได้รับการเยียวยาในเบื้องต้นตามกฎหมาย ต่างกับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิการรักษาตามกองทุนอื่น ที่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นจะไม่มีกฎหมายใดให้การชดเชยค่าเสียหาย ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลจากสถานพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้แพทย์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลนั้นๆ มีโอกาสถูกฟ้องร้องมากกว่า

ภายใต้สถานการณ์ฝนตกไม่ทั่วฟ้า สถานพยาบาลหลายแห่งต้องหามาตรการในการดูแลและชดเชยความเสี่ยงให้กับบุคลากรของตนเอง โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถานพยาบาลแห่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงของบุคลากรอย่างมาก ฝ่ายจัดการและบริหารความเสี่ยง ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ รศ.นพ. ธันย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบอกว่า ความเสี่ยงที่โรงพยาบาลให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นความเสี่ยงที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้สูง คือการถูกฟ้องร้องจากคนป่วยหรือญาติที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์

“ความเสี่ยงด้านอื่นๆ เราไม่ค่อยกลัว เพราะเรามีข้อปฏิบัติในการลดความเสี่ยงให้ทุกคนปฏิบัติตามอย่างชัดเจน หากเกิดความเสียหายขึ้นทุกคนก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องของอุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง มีปัจจัยอื่นด้านอารมณ์ความรู้สึกของคนไข้และญาติเข้ามาเกี่ยว ทำให้ยากต่อการลดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้อง” รศ.นพ. ธันย์ กล่าว

ลดเสี่ยง เพิ่มสุข ความหวังที่รอวันเป็นจริง

ปัจจุบัน สถาบันพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล (องค์กรมหาชน) หรือชื่อเดิมว่าสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) และสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ในสังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็น 2 หน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดความเสี่ยงในสถานพยาบาล

ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพเป็นหลัก พรพ. จะดูว่าสถานพยาบาลนั้นๆ มีระบบในการประเมินความเสี่ยงและลดความเสี่ยงหรือไม่ แต่จะไม่สามารถกำหนดหรือให้คำแนะนำในรายละเอียดได้ว่า การลดความเสี่ยงนั้นต้องทำอย่างไร

“รายละเอียดว่าต้องทำอย่างไรเป็นองค์ความรู้อีกชุดหนึ่งที่โรงพยาบาลจะต้องไปหาเอง เราไม่สามารถทำตรงนั้นได้” นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการ พรพ. กล่าว

พญ. ฉันทนา จากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าการขาดองค์ความรู้เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการทำงานด้านอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล การสร้างองค์ความรู้จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก เช่นการแก้ปัญหาระบบระบายอากาศ แม้จะมีการพูดถึงกันมานานแต่ระบบการระบายอากาศก็ยังเป็นปัญหาของโรงพยาบาลเพราะที่ผ่านมาขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง คือไม่มีการประสานขอความรู้ทางวิชาการจากวิศวกรระบายอากาศ ในสหรัฐอเมริกา วิศวกรระบายอากาศมีบทบาทอย่างมากในการช่วยคำนวณและวางระบบระบายอากาศของแผนกต่าๆง ในโรงพยาบาล เพื่อให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องติดเชื้อจากเชื้อโรคที่กระจายตัวอยู่ในแผนกต่างๆ

นอกเหนือจากการขาดองค์ความรู้แล้ว พญ. ฉันทนา ยังพบว่าปัจจุบันยังมีบุคลากรในโรงพยาบาลจำนวนมากที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยง คือยังคงมีพฤติกรรมที่ประมาทต่อความเสี่ยงต่างๆ เช่น การละเลยการสวมถุงมือ หรือสวมแว่นเมื่อต้องทำงานกับสารคัดหลั่ง เป็นต้น

แม้สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม จะเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ทำงานด้านอาชีวอนามัยโดยตรง แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้งานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขได้ พญ. ฉันทนา บอกว่าอุปสรรคสำคัญก็คือมุมมองของผู้บริหารที่ไม่ได้มองว่าสถานพยาบาลของรัฐบาลเป็นสถานประกอบการที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องอาชีวอนามัยเช่นเดียวกับสถานประกอบการเอกชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน สถานการณ์ในปัจจุบันจึงกลายเป็นว่ากระทรวงสาธารณสุขผลิตแพทย์และพยาบาลด้านอาชีวเวชศาสตร์ และมีหน่วยงานโดยตรงที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการทำงานให้กับลูกจ้างแรงงานทั่วประเทศ แต่ทั้งบุคลากรและหน่วยงานนั้นกลับไม่มีหน้าที่ดูแลกำลังคนในสังกัดกระทรวงฯ เอง

แม้ในโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ทุกแห่งจะมีกลุ่มงานอาชีวอนามัย แต่ก็พบว่ามีจำนวนน้อยแห่งที่กลุ่มงานนั้นจะทำหน้าที่ดูแลบุคลากรในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเน้นให้บริการประชาชนมากกว่า ในทางกลับกันพบว่า โรงพยาบาลชุมชนซึ่งไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องมีงานอาชีวอนามัย กลับเป็นสถานพยาบาลที่มีการจัดการงานอาชีวอนามัยได้ดีกว่า พญ. ฉันทนามองว่าปัจจัยบวกเกิดจากขนาดของโรงพยาบาล

“งานอาชีวอนามัย เป็นงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการองค์กร องค์กรเล็กและยิ่งหากมีผู้บริหารที่มองเห็นความสำคัญก็จะจัดการงานอาชีวเวชศาสตร์ได้ดี”

งานอาชีวอนามัยหรือระบบการสร้างความปลอดภัยให้กับบุคลากรในโรงพยาบาลปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ฝากความหวังไว้กับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานพยาบาลแต่ละแห่ง ไม่ได้เป็นเรื่องในระดับนโยบาย หากความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรด้านสุขภาพ ยังไม่ถูกมองอย่างมีความสำคัญในระดับนโยบาย ความเสี่ยงต่างๆ ยังไม่ถูกทำให้ลดลงอย่างเป็นระบบ ความสุขของคนทำงานก็คงจะยังไม่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มขึ้นของบุคลากรในระบบบริการสุขภาพของรัฐจนเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่ก็คงเป็นเรื่องที่เราได้แต่ฝันกันอีกต่อไป

สกูปพิเศษ โดยสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ

เผยแพร่ครั้งแรก ผีเสื้อขยับปีก เล่มที่ 11

ภาพ: ไทยรัฐ


ข้อมูลประกอบการเขียน

  • คู่มือการประเมินความเสี่ยงในการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาล ของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ขอขอบคุณ

  • ดร.กฤษดา แสวงดี หัวหน้าโครงการศึกษาติดตามสุขภาพและชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทย
  • คุณกรรณิการ์ ปัญญาอมรวัฒน์ รองเลขาธิการสภาการพยาบาล
  • ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ