จินต์ณิภา ปัญญาวุฒิไกร กับการบุกเบิก Telepharmacy ในประเทศไทย

Home / E-MAGAZINE / จินต์ณิภา ปัญญาวุฒิไกร กับการบุกเบิก Telepharmacy ในประเทศไทย
จินต์ณิภา ปัญญาวุฒิไกร กับการบุกเบิก Telepharmacy ในประเทศไทย

ต้นเดือนมิถุนายน 2563 สภาเภสัชกรรมออกประกาศกำหนดมาตรฐานและขั้นตอนการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ประชาชนที่ต้องการใช้บริการเภสัชกรรมทางไกล หรือการรับบริการทางเภสัชกรรมโดยไม่ต้องเดินทางไปพบเภสัชกรถึงร้านขายยาหรือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นวิถีการรับบริการสุขภาพในยุคสมัยปัจจุบันที่เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไกล ปลายปีมี  web app เล็กๆ ชื่อว่า PharmCare เปิดให้บริการ Telepharmacy อย่างเงียบๆ เป็นอิฐก้อนแรกๆ ให้กับการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลในบ้านเรา มี อิง – จินต์นิภา ปัญญาวุฒิไกร เป็นผู้ก่อตั้ง และให้เกียรติเป็นแขกสนทนากับผีเสื้อขยับปีกในฉบับส่งท้ายปีเก่านี้

 

ขอเริ่มด้วยคำถามว่าเป็นเภสัชกรหรือเป็นนักธุรกิจคะ ถึงได้มาบุกเบิก startup ด้านระบบบริการยา

ไม่ได้เป็นเภสัชกรค่ะ จบด้าน Biochemistry กับ Management เข้ามาทำ Telepharmacy ด้วย 2 เหตุผล เหตุผลแรกมาจากข้อมูลเชิงสถิติ เราพบว่ามีข้อมูลการเข้ารับบริการในร้านยาชุมชนมากถึง 310 ล้านครั้งต่อปี แต่เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าใน 310 ล้านครั้งนั้น มีที่ได้รับคำปรึกษาจากเภสัชกรกี่ครั้ง ได้พบเภสัชกรหรือเปล่า หรือได้รับยาที่เหมาะสมหรือเปล่า เลยคิดว่าหาก 310 ล้านครั้งนั้นถูกพัฒนาให้มีคุณภาพได้ ให้สามารถตอบโจทย์สุขภาพของประชาชนจริงๆ จะทำให้ในระยะยาวประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น มีค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับโรคเรื้อรังน้อยลง เหตุผลที่สองคือ ตัวเองทำงานค่อนข้างใกล้ชิดกับเภสัชกร ด้วยความที่คุณแม่เป็นเภสัชกรและเป็นร้านยาในชุมชนที่ทำเรื่องบริการสุขภาพมาแต่ไหนแต่ไร เคยร่วมงานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กับกองทุน สสส. และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน เพื่อมอบบริการสุขภาพต่างๆ กับคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียง พอโตมาเราก็รู้ว่าไม่ใช่แค่ร้านคุณแม่ร้านเดียว แต่มีร้านยาอีกมากมายที่ทำแบบนี้ กระจายตัวทั่วไป ให้บริการด้านสุขภาพและคำแนะนำด้านสุขภาพที่ดีมากแก่ชุมชน เราเคยคิดว่าจะทำยังไงให้ประชาชนได้รู้จักร้านยากลุ่มนี้ และเราก็อยากให้ประชาชนมี family pharmacist ของตัวเอง เลยเข้ามาเพื่อเป็น platform กลางให้กับร้านยาเหล่านี้

 

อยากให้ฉายภาพกว้างๆ ของ PharmCare ที่ทำอยู่

ขอเริ่มที่การทำความเข้าใจกับ Telepharmacy ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ เบื้องต้นคือการให้บริการเภสัชกรรมออนไลน์ ที่สามารถแตกออกไปเป็นการให้บริการเภสัชกรรมภายใต้โรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นเรื่องของเภสัชกรในโรงพยาบาล และการให้บริการของเภสัชกรที่ร้านยาชุมชน ซึ่งของเราจะเน้นมาที่ร้านยาชุมชน และภายใต้การบริการเภสัชกรรมในร้านยาชุมชนก็ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีก 2 กลุ่ม คือกลุ่มของการรับใบสั่งยา และจัดยารวมถึงให้คำปรึกษาการใช้ยา โดยอยู่บนพื้นฐานของใบสั่งยาที่แพทย์จ่ายให้ และกลุ่มของการให้บริการโดยไม่มีใบสั่งยา คล้ายกับการรับบริการในร้านขายยาที่คนไข้ walk in เข้าไปพบเภสัชกร ขอคำปรึกษา และรับยากลับบ้าน ส่วนที่อิงเข้ามาพัฒนาเกิดจากความต้องการทำให้การให้บริการเภสัชกรรมชุมชนมีความยั่งยืน เพราะเรามองว่าการให้บริการสุขภาพหรือบริการอื่นๆ ในยุคสมัยนี้ที่มีแนวทางการพัฒนาไปในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีตัวช่วยตัวไหนจะมาพัฒนาในส่วนของเภสัชกรรมชุมชนได้มาก เลยมองว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้เภสัชกรรมชุมชนมีช่องทางเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น

แล้ว PharmCare ทำงานอย่างไร

ของเราเป็น web application หน้าตาจะเหมือน app แต่ไม่ต้องดาวน์โหลด คนไข้สามารถเข้าไปในเวบไซต์ app.pharmcare.co ได้เลย พอเข้าไปแล้วจะมีบริการให้เลือก ตอนนี้มี 2 รูปแบบ คือ เข้าไปค้นหาเครือข่ายร้านขายยาของเราได้เลย โดยเรามีเครือข่ายร้านขายยาทั้งที่เป็นร้านยาคุณภาพและร้านยาชุมชนอบอุ่น รวมถึงร้านยาที่แนะนำมาให้เราโดยชุมชนต่างๆ เราจะมุ่งเน้นไปที่ร้านยาคุณภาพ ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพโดยสภาเภสัชกรรม และร้านยาชุมชนอบอุ่นซึ่งอยู่ภายใต้ สปสช. เพราะเราเชื่อในบริการที่มีคุณภาพของร้านยา 2 กลุ่มนี้ และอยากให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้และเข้าถึงเกสัชกรที่อยู่ภายใต้ร้านยา 2 กลุ่มนี้ ซึ่งตอนนี้เรามีร้านยาทั้ง 2 กลุ่มเข้ามาเป็นสมาชิกแล้วประมาณ 160 แห่ง

เราต้องการเห็นประชาชนโดยเฉพาะในเขตเมืองเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิ และเรามองว่าร้านยาคุณภาพและร้านยาชุมชนอบอุ่นเป็นหน่วยให้บริการปฐมภูมิที่ดีมากๆ ตัวเภสัชกรก็มีคุณภาพ สามารถให้บริการด้านสุขภาพที่ดีกับประชาชนทั่วไป

 

คำว่าเภสัชกรที่ให้บริการด้านสุขภาพมีความหมายอะไรเป็นพิเศษไหม

เรามองว่าภาพของร้านยาในไทยมีหลายรูปแบบ อาจจะมีร้านที่เน้นขายยา ซึ่งคนไทยทั่วไปอาจจะคุ้นเคยในลักษณะว่าเข้าไปหายา เช่น  อาจจะอยากได้ antibiotic ก็อาจจะได้ Amoxy กลับบ้านมากล่องหนึ่ง โดยที่ไม่มีการพูดถึงอาการหรือปัญหาสุขภาพในขณะนั้น แต่สิ่งที่เราอยากจะพัฒนาและเรามองว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เภสัชกรในร้านขายยาประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นการจ่ายยา เราควรหันมาโฟกัสเรื่องบริการ การรับยาจะเป็นการจ่ายยาที่จำเป็นสมเหตุสมผล ไม่เน้นการเรียกหายา เราเลยคิดว่าเราจะเป็น platform ให้เภสัชกรได้โชว์ศักยภาพการให้บริการของเขา และหากกลุ่มเกสัชกรทั่วไปที่ยังไม่ได้ให้บริการด้านสุขภาพในระดับเดียวกัน เขาจะได้เห็นเป็นตัวอย่างและสามารถปฏิบัติตามได้ เราจะพยายามผลักดันให้เภสัชกรชุมชนและเภสัชกรในร้านขายยา เป็นเภสัชกรที่สนใจงานด้านสุขภาพ และสามารถให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเรื่องยา ในเชิง family pharmacist ให้ประชาชนทั่วไปได้

 

คนไข้หรือประชาชนทั่วไปเมื่อหากต้องการใช้บริการ Telepharmacy ผ่าน PharmCare ต้องเริ่มต้นยังไง

ก็เข้าไปที่ web app ของเราได้เลย สามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการจากเภสัชกรร้านยาไหน หรือจากร้านยาไหนก็ได้ที่สามารถให้บริการได้ ณ ตอนนั้น จากนั้นมีช่องให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสุขภาพ การปรึกษากับเภสัชกรจะทำผ่านวิดีโอคอล ซึ่งเภสัชกรจะซักถามอาการ แนะนำยา แนะนำการใช้ยา เมื่อเสร็จสิ้นการสนทนา เภสัชกรจะคีย์ข้อมูลเข้าไปไว้ในระบบในฝั่งของเภสัชกรซึ่งเชื่อมต่อกับ personal health profile ของคนไข้ จะมีข้อมูลเช่น ให้คำแนะนำอะไรไปบ้าง การบรรเทาอาการเบื้องต้นโดยการไม่ใช้ยาหรือใช้ยาอย่างไรได้บ้าง คนไข้สามารถเลือกได้ว่าจะเอารายการปรึกษาเภสัชกรตรงนี้ไปซื้อยาเองที่ร้านขายยาหรือจะขอรับจากเภสัชกรที่เป็นคนให้คำปรึกษาโดยใช้บริการ messenger ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของคนไข้ไปรับยาให้ก็ได้

อันนี้เป็นระบบของการ walk in เหมือนการ walk in เข้าไปในร้านขายยา อีกระบบหนึ่งของเราคือการเชื่อมต่อกับระบบประกันสุขภาพของเอกชน ซึ่งเขามีเครือข่ายแพทย์ของเขาเองให้บริการในลักษณะ Telemedicine เมื่อแพทย์ให้คำปรึกษาเสร็จ วินิจฉัยโรคเสร็จ จะส่งใบสั่งยาเข้ามาในระบบของ Pharm Care เราก็จะบริหารจัดการใบสั่งยานั้น โดยจัดส่งใบสั่งยาไปให้ถึงมือเภสัชกร เภสัชกรจะเป็นผู้จ่ายยาและให้คำแนะนำการใช้ยาให้แก่คนไข้ผ่านช่องทางออนไลน์

 

   

   

มีมาตรการในการรักษาความลับของข้อมูลส่วนตัวของผู้มาใช้บริการอย่างไร

เราทำตามหลัก PDPA Personal Data Protection Act หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ข้อมูลที่เราเก็บมีไว้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการคนไข้เท่านั้น ต้องแจ้งให้คนไข้ทราบเลยว่าการเก็บรักษาข้อมูลคนไข้เป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกครั้งก่อนมีการแชร์ให้ใครก็ตามจะต้องแจ้งคนไข้ก่อนล่วงหน้า เช่น ก่อนที่เขาจะรับบริการสุขภาพ เราจะให้เขาคอนเฟิร์มว่าอันนี้ข้อมูลประวัติสุขภาพล่าสุดของคุณ ถูกต้องหรือเปล่า เพื่อให้เภสัชกรสามารถบริการได้อย่างมีคุณภาพ เราจะเน้นเรื่องการให้บริการเป็นหลัก ข้อมูลทั้งหมดที่เราเก็บไว้เพื่อการให้บริการอย่างมีคุณภาพเพื่อให้คนไข้ได้ประโยชน์สูงสุด

 

คือมีระบบที่จะไม่ทำให้ข้อมูลคนไข้หลุดไปอยู่ในมือบริษัทยา หรืออื่นๆ ภายนอก web app นี้

ใช่ค่ะ ฐานข้อมูลของเราไม่สามารถเข้าถึงได้โดยบริษัทหรือองค์กรใดๆ หากไม่ได้เป็นการแชร์โดยตัวคนไข้เอง

 

ผู้รับบริการต้องเสียค่าบริการอย่างไรไหม

เนื่องจากเราเป็น platform ของเภสัชกรที่เน้นการให้บริการด้านสุขภาพและให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยา แทนที่เราจะโฟกัสการขายยา เราจึงมี pharmacist fee 150 บาทต่อครั้ง  แต่ปัจจุบันเนื่องจากเราต้องการให้ประชาชนเข้าถึงได้ และเป็นการแนะนำรูปแบบการรับบริการ เราจึงยังไม่เริ่มคิดเงินตรงนี้

 

Pharmacist fee อาจจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทย ไม่เหมือน doctor fee ที่คนคุ้นเคย คิดว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของ Telepharmacy ในประเทศไทยไหม

คิดค่ะ เรามีการระดมสมองกับเครือข่ายเภสัชกรที่ทำงานใกล้ชิดกับเรา ทุกท่านทำงานด้วยใจและเห็นด้วยว่าการคิด pharmacist fee เป็นสิ่งที่คนทั่วไปที่ยังไม่เคยได้รับบริการสุขภาพจากเภสัชกรอาจไม่เห็นความสำคัญ เป็นเหตุผลที่เราจึงยังไม่เริ่มเก็บค่าบริการในส่วนนี้เพื่อเป็นการสร้างการเข้าถึงเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจในอนาคตอันใกล้

การขอคำปรึกษาเภสัช ผ่านทาง Pharm Care จะทดแทนการไปหาหมอได้เลยหรือ

การพบแพทย์หรือการไปโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรค เราไม่ต้องการเป็นส่วนที่ทดแทนการพบแพทย์ค่ะ  การรับบริการจากเภสัชกรร้านยาเป็นการให้บริการแบบปฐมภูมิ ตามอาการเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการ อาจจะเป็นแค่กลุ่มโรคเบื้องต้น เจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไป หรือเป็นกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ เป็นต้น เป็นการทำให้เขาเข้าสู่บริการสุขภาพปฐมภูมิได้ง่ายขึ้น  ย้อนกลับไปที่ก่อนหน้านี้บอกไว้ว่ามีคนใช้บริการร้านยาขายยาปีละกว่า 310 ล้านครั้ง คนกลุ่มนี้ส่วนมากมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยและเลือกเดินเข้าร้านยา  Pharm Care จึงเป็นส่วนที่เข้ามาอำนวยความสะดวกและเพิ่มคุณภาพของบริการให้คนกลุ่มนี้ แน่นอนว่าหากพบว่าใครมีอาการหรืออยู่ในภาวะที่ควรต้องพบแพทย์เภสัชกรก็จะแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที

 

จริงๆ Telepharmacy สามารถเข้ามาเสริมความเข้มแข็งให้บริการปฐมภูมิในเมืองได้เป็นอย่างดี ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขหรือ สปสช. บ้างไหม หรือต้องการการสนับสนุนอะไรบ้างหรือไม่

ถ้าเป็นไปได้ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการปฐมภูมิในรูปแบบออนไลน์ เพราะปัจจุบันบริการปฐมภูมิทั้งหมดเป็นบริการที่ต้องไปรับที่สถานบริการ คนเมืองอาจมี life style ที่ค่อนข้างมีเวลาน้อย อาจทำให้เขามี โอกาสในการเข้ารับบบริการน้อยลง เราก็เลยมองว่าหากเป็นไปได้เราอยากเป็นปฐมภูมิรูปแบบดิจิทัล ออนไลน์ ที่จะทำให้บริการปฐมภูมิเข้าถึงได้มากขึ้น

ในเบื้องต้นเราอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการของเภสัชกรในชุมชนก่อน แล้วหลังจากนั้นหากกระทรวงฯ เล็งเห็นประโยชน์ของเราอาจมีความร่วมมือกันในส่วนของการเชื่อมต่อกับโรงพยาบาล เพื่อให้เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการภาครัฐ

 

มองว่าอุปสรรคหรือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการที่ Telepharmacy จะต้องผ่านให้ได้เพื่อให้เป็นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพที่เติบโตหรือได้รับความนิยมในเมืองไทยเหมือนใน ตปท. คืออะไร

คิดว่ามี 2 ประเด็น ประเด็นแรกความร่วมมือระหว่างวิชาชีพของบุคคลากรสาธารณสุข ไม่ใช่แค่สำหรับการเติบโตของ Telepharmacy แต่มองว่าสำหรับทุกๆ สาขาวิชาชีพที่ต้องการให้บริการรูปแบบออนไลน์เลยค่ะ ทุกสาขาวิชาชีพมีความสำคัญและเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ของกันเเละกัน การประสานงานกันจะทำให้คนไข้ได้รับคุณภาพของบริการที่ดีที่สุด

ประเด็นที่ 2 การเข้าถึง และการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบริการเภสัชกรรม โดยเฉพาะเภสัชกรรมชุมชน ให้ประชาชนทราบว่าตนสามารถคาดหวังระดับมาตรฐานบริการในรูปแบบใด และปฏิเสธบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน

 

เรื่อง เพ็ญนภา หงษ์ทอง

ภาพ จินต์นิภา ปัญญาวุฒิไกร