ชีวิตและความตายของด่านหน้าโควิด – 19

Home / E-MAGAZINE / ชีวิตและความตายของด่านหน้าโควิด – 19
ชีวิตและความตายของด่านหน้าโควิด – 19

ในวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ความปลอดภัยของกำลังคนในระบบสุขภาพโดยเฉพาะบุคลากรด่านหน้า เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องจัดให้เกิดขึ้น เพราะความปลอดภัยของบุคลากรหมายถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบบริการสุขภาพ งานเขียนชิ้นนี้สะท้อนภาพความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรในระบบ ผ่านการมองชีวิตและความตายของพวกเขานับแต่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศไทยในต้นมกราคม 2563

 

เย็บหน้ากากผ้าเองและรอรับบริจาคหน้ากากอนามัย

ปฐมบทชีวิต new normal ของบุคลากรทางการแพทย์ในยุคโควิด – 19 เริ่มต้นด้วยการเย็บหน้ากากผ้าใช้เอง เพราะการแพร่ระบาดระลอกแรกมาพร้อมกับการขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่เกิดจากการกักตุนไว้เก็งกำไรของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคา รวมทั้งไม่สามารถจัดหาหน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาให้บุคลากรได้เพียงพอกับความต้องการ บุคลากรหลายโรงพยาบาลต้องแบ่งเวลามาเย็บหน้ากากผ้าใช้กันเอง ควบคู่ไปกับการเกิดแคมเปญสาธารณะจำนวนมากเพื่อขอบริจาคหน้ากากผ้าให้บุคลากร โรงพยาบาลหลายแห่งงดแจกหน้ากากอนามัยให้บุคลากร ทำให้มีการใช้ซ้ำ เกิดปรากฏการณ์การซักหน้ากากอนามัยเพื่อใช้ซ้ำหลายครั้ง บานปลายไปจนหลายโรงพยาบาลต้องปิดแผนกทันตกรรม ที่มีความเสี่ยงสูงมากหากต้องให้บริการโดยไม่มีหน้ากากอนามัย

 

เสื้อกันฝนแทนชุด PPE

ควบคู่กับการตัดเย็บหน้ากากผ้าใช้เอง การระบาดระลอกแรกของโควิด – 19 ทำให้สังคมได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเอาตัวรอดจากไวรัสร้ายนี้ ด้วยการสร้างสรรค์ชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เอง เพราะอยู่ ๆ ชุดที่เป็นอุปกรณ์พื้นฐานทางการแพทย์ก็ขาดตลาดโดยกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และรัฐบาลก็ไม่สามารถสนับสนุนชุด PPE ให้บุคลากรได้ เสื้อกันฝนแบบใช้แล้วทิ้งราคาในท้องตลาดตัวละไม่กี่สิบบาท ที่ในสถานการณ์ปกติจะถูกใช้สวมสำหรับเดินตามท้องถนนหรือตลาดนัด จึงถูกยกระดับมาเป็นชุด PPE ในโรงพยาบาล โดยผ่านการประยุกต์ตัดคอเสื้อและชายเสื้อออกนิดหน่อยเพื่อให้คล่องตัวมากขึ้น เสริมความสมบูรณ์ด้วยการนำถุงก๊อบแก๊บมาประยุกต์ใช้แทนถุงเท้าสำหรับกันการติดเชื้อ ที่จังหวัดยะลา กศน. จังหวัดถึงกับประกาศรับบริจาคเสื้อกันฝนเพื่อนำมาดัดแปลงเป็นชุด PPE ให้บุคลากรโรงพยาบาลยะลา ที่มีความต้องการถึงวันละไม่น้อยกว่า 1,000 ตัว

บุคลากร กศน. ยะลา นำเสื้อกันฝนราคาถูกมาดัดแปลงให้บุคลากรทางการแพทย์ รพ. ยะลา ใช้ป้องกันตัวเองแทนขุด PPE (ภาพ: กศน.ยะลา)

คนกลุ่มแรกที่ได้วัคซีน แต่…… เป็นยี่ห้อที่หลายประเทศปฏิเสธ

การระบาดระลอก 3 เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เพราะก่อนหน้านั้นไม่นานรัฐบาลเพิ่งประกาศการติดเชื้อรายวันในระดับต่ำสิบ  ทำให้เกิดการประมาทไม่ได้สต็อกวัคซีนไว้ได้ทัน รัฐบาลตัดสินใจสั่งซื้อวัคซีนอย่างฉับพลันเพื่อให้บุคลากรด้านหน้าของประเทศใช้ ออกข้อกำหนดชัดเจนว่าวัคซีนชุดแรกสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงคือบุคลากรด่านหน้า ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ชีวิตการทำงานกับโควิด – 19 ของบุคลากรควรดีขึ้นทันทีในจุดนี้ วัคซีนที่มาถึงประเทศไทยชุดแรกคือซิโนแวค จากประเทศจีน วัคซีนเชื้อตายซึ่งเมื่อเทียบประสิทธิภาพกับวัคซีนที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยวิธีอื่นแล้วพบว่าภูมิขึ้นน้อยสุด และภูมิลดเร็วสุด เป็นวัคซีนที่ในตลาดโลกมีราคาต่ำสุดเมือเทียบกับวัคซีนตัวอื่น มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ใช้  แม้จะมีซิโนแวคเป็นเกราะป้องกัน แต่บุคลากรทางการแพทย์ของไทยก็ยังคงอยู่กับความเสี่ยง ดังตัวเลขจากกรมควบคุมโรค ซึ่งรายงานภาพรวมการได้รับการฉีดวัคซีน และการติดเชื้อ และเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2564

  • ฉีดซิโนแวค 1 เข็ม จำนวน 22,062 คน ติดเชื้อ 68 คน (308: 100,000 คน) ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย 67 คน เสียชีวิต 1 คน
  • ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม จำนวน 677,348 คน ติดเชื้อ 618 คน (91: 100,000 คน) ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย 597 คน อาการปานกลาง 19 คน (ให้ออกซิเจน high flow) 1 คน เสียชีวิต 1 คน
  • ฉีดแอสตร้าเซเนก้า 1 เข็ม 66,913 คน ติดเชื้อ 45 คน (67: 100,000 คน) ไม่มีอาการหรืออาการน้อย 43 คน อาการปานกลาง 1 คน อาการรุนแรง 2 คน ในจำนวนนี้ให้ออกซิเจน high flow 1 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต

วันที่ 5 สิงหาคม 2564 เริ่มมีการให้บุคลากรได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นวันแรก โดยมีการจัดส่งให้กับบุคลการในพื้นที่สีแดง ณ ขณะนั้นจำนวน 69 แห่ง ก่อนที่บุคลากรจะได้รับการฉีดไฟเซอร์อย่างทั่วถึงต้องมีการขับเคลื่อนทางสังคม เนื่องจากในครั้งแรกมีการวางกฎกติกาหลายประการที่ทำให้บุคลากรจำนวนมากรวมทั้งผู้ที่ได้รับซิโนแวค 2 เข็ม และผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการฉีดไฟเซอร์ การขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อให้มีการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรด่านหน้าทำให้บุคลากรได้รับวัคซีนไฟเซอร์รวม 700,000 โดส

 

ท่ามกลางงานหนักและความเครียดที่รุมเร้า

นอกจากความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโควิดโดยตรงยังพบว่า โควิด – 19 ทำให้บุคลากรของไทยต้องตกอยู่ในวงล้อมของภาระงานที่หนัก และความเครียดที่สูงกว่าปกติ  5 เมษายน 2564 มีรายงานพยาบาลวิชาชีพ รพ. เชียงรายประชานุเคราะห์ วูบเสียชีวิตจากการทำงานหนัก และ 19 กรกฎาคม 2564 พยาบาลวิชาชีพ รพ. เมตตาประชารักษ์ กระโดดตึกเสียชีวิต จากความเครียดที่ต้องดูแลผู้ป่วยโควิด – 19 และกลัวจะนำเชื้อไปติดลูกวัย 3 เดือน กรมสุขภาพจิตได้เปิดเผยผลการสำรวจสภาพจิตใจของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด่านหน้าสาขาอื่น พบว่ามีความเครียดจากการทำงานสูงกว่าภาวะปกติ และสูงกว่าประชาชนทั่วไปถึง 3 เท่า เพราะต้องทำงานเป็นผลัด และหลายกรณีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ต้องกักตัวครั้งละ 14 วัน

 

ความตายของด่านหน้า

17 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นวันแรกที่มีบุคลากรทางการแพทย์ของไทยเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด คือ นพ.ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์ ที่แม้จะเกษียณราชการและเปิดคลินิกส่วนตัว แต่ในช่วงวิกฤติโควิดซึ่งระบบสุขภาพขาดแคลนกำลังคนก็ได้ไปช่วย รพ. มหาสารคาม ตรวจผู้ป่วยติดเชื้อจนตัวเองได้รับเชื้อและป่วยเสียชีวิต การเสียชีวิตของ นพ. ปัญญา ทำให้เกิดการขับเคลื่อนครั้งสำคัญในการจัดหาวัคซีนให้บุคลากรทางการแพทย์ แต่วัคซีนที่ได้มามากเพียงพอกลับไม่ใช่วัคซีนที่มีประสิทธิภาพพอที่จะรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ ขณะที่วัคซีนที่มีประสิทธิภาพกลับได้รับไม่เพียงพอ ทำให้หลังจากนั้นมีบุคลากรติดเชื้อและเสียชีวิตด้วยโควิดอีกจำนวนหนึ่ง

 

นพ. ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์ เป็นบุคลากรคนแรกที่เสียชีวิตด้วยโควิด – 19 จากการปฏิบัติหน้าที่

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 10 กรกฎาคม 2564 มีรายงานบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อโควิด – 19 รวม 880 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วิชาชีพที่ติดเชื้อมากที่สุดคือพยาบาล หรือผู้ช่วยพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด กลุ่มอายุที่ติดเชื้อมากที่สุดคือ 20 – 29 ปี ในจำนวนผู้ติดเชื้อมี 173 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.7 ที่ยังไม่มีประวัติการฉีดวัคซีน และมีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจากการติดเชื้อรวม 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย 5 ราย ได้รับซิโนแวค 1 โดส 1 ราย และ ได้รับซิโนแวค 2 โดส 1 ราย อย่างไรก็ดีหลังจากวันที่ 10 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่กรมควบคุมโรครายงานผลการรวบรวมตัวเลขการติดเชื้อและเสียชีวิตของบุคลากรเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนล่าสุดแล้ว พบว่ายังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคลากรตามมาอย่างต่อเนื่อง ผีเสื้อขยับปีกรวบรวมการเสียชีวิตของบุคลากรที่ได้รับการยืนยันว่าได้รับเชื้อจากการทำงาน หลังวันที่ 10 กรกฎาคม ได้ดังนี้

นายพิเชษฐ์ สหกิจ พยาบาลวิชาชีพ รพ.สต.สวนหลวง จ. สมุทรสาคร เสียชีวิตวันที่ 12 ก.ค. ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 โดส

คุณกฤษณา หาญปลี พนักงานช่วยเหลือคนไข้ ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว เสียชีวิตในวันที่ 20 สิงหาคม จากอาการไวรัสโควิด -19 ลงปอด

คุณแพรพัชร์ ธัญวัฒน์ทวีสุข พยาบาลวิชาชีพ รพ.เกษมราษฎร์ บางแค ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าประจำจุดตรวจโควิด  – 19 เสียชีวิตวันที่ 24 กรกฎาคม ยังไม่ได้รับวัคซีน

คุณอุไรวรรณ จันทรปลิน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ. สมุทรสาคร เสียชีวิต 1 สิงหาคม หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคเข็มแรกในวันที่ 20 กรกฎาคม

พ.ญ.สรัญยา ฬาพานิช รพ. ภูมิพล เสียชีวิตวันที่ 12 สิงหาคม

คุณอัญญาณี พรมโสภา พยาบาล วัดความดัน รพ. แพทย์ปัญญา เสียชีวิตในวันที่ 23 สิงหาคม ได้รับซิโนแวคครบ 2 โดสแล้ว

 

จะเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ของไทยทำงานท่ามกลางความเสี่ยงและความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัยมาตลอด ทั้งนี้คงไม่อาจกล่าวโทษว่าเกิดจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาลไทยเสียทีเดียว เพราะโควิด – 19 เองก็มีความรุนแรง เกินกว่าที่ความรู้ทางระบาดวิทยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีในปัจจุบันจะรับมือได้ แต่ปรากฎการณ์ที่ผ่านมาทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหากมีการบริหารจัดการความปลอดภัยที่ดีกว่านี้ ชีวิตการทำงานของบุคลากรคงดีกว่านี้ และความตายของพวกเขาน่าจะลดลงไปกว่านี้

 

เรื่อง: เพ็ญนภา หงษ์ทอง 

 

แหล่งข้อมูล

https://www.thairath.co.th/news/society/2138212

https://www.komchadluek.net/news/473874

https://www.dailynews.co.th/news/148877/

https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/152133

https://www.thairath.co.th/news/local/2159056

https://www.bbc.com/thai/thailand-56797669

https://www.naewna.com/local/589164