ตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / จากห้องวิจัย / ตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย
ตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย

การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องดำเนินการด้วยความละเอียดอ่อน เพราะกำลังคนด้านสุขภาพ (health workforce) เป็นทั้งผู้สร้างและผู้นำเทคโนโลยีด้านสุขภาพไปใช้ เป็นผู้บริหารจัดการระบบบริการสุขภาพ เป็นผู้ที่สัมพันธ์เชื่อมต่อโดยตรงกับคุณภาพของระบบบริการที่จะก่อให้เกิดสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน แต่การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยกลับพบว่าไม่อยู่ในระดับที่ทำให้สามารถบริหารจัดการกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น เกิดจากการมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลิต หน่วยใช้กำลังคน การควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการ แต่ละวิชาชีพหลากหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานมีนโยบายและทิศทางการบริหารจัดการกำลังคนแตกต่างกัน

สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ  (สวค.) ภายใต้มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ(IHPP) ได้สำรวจตัวชี้วัดกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย พบว่าปัจจุบันในการบริหารจัดการกำลังคนมีตัวชี้วัดมากถึง 17 ตัว แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิต กลุ่มการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ กลุ่มการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพต่อคน (unit cost of production) น่าสนใจคือการดูความพร้อมของข้อมูลในแต่ละตัวชี้วัดที่จะให้นำไปใช้ได้ ในจำนวนตัวชี้วัดทั้ง 17 ตัว พบว่ามีเพียง 7 ตัวที่มีข้อมูลสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้งานได้เลย ประกอบไปด้วย จำนวนสถาบันและจำนวนการผลิตแต่ละปี อัตรานักศึกษาที่จบการศึกษา มีกลไกระดับประเทศในการรับรองคุณภาพสถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรมด้านบุคลากรสุขภาพ มีระบบการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องของวิชาชีพ ร้อยละของผู้สำเร็จการศึกษาวิชาชีพด้านสุขภาพที่สอบขึ้นทะเบียนผ่านในปีแรกหลังจบการศึกษา และมีตัวชี้วัดอีก 2 ตัว ที่แม้จะมีข้อมูลสมบูรณ์ แต่ก็ถูกเก็บอยู่ในหลายหน่วยงาน และไม่มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูล ได้แก่ อัตราส่วนของผู้สมัครเข้าศึกษาแต่ละวิชาชีพต่อจำนวนที่นั่งเรียน และอัตราส่วนของผู้สมัครเข้าศึกษาแต่ละวิชาชีพต่อโควต้าที่จัดสรรให้นักศึกษาที่อยู่ในชนบท

ขณะเดียวกันก็มีตัวชี้วัดที่ข้อมูลยังไม่มีความสมบูรณ์ จัดเก็บอยู่ในหลายหน่วยงาน และยังไม่มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอีก 6 ตัว ได้แก่ สัดส่วนบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่ปฏิบัติงานจริงต่อประชากร 10,000 คน สัดส่วนบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพที่ปฏิบติงานจริงต่อประชากร 10,000 คน จำแนกตามพื้นที่ สัดส่วนบุคลากรด้านสุขภาพที่ปฏิบัติงานจริงแต่ละวิชาชีพ จำแนกตามเพศ สัดส่วนบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพ จำแนกตามกลุ่มอายุ สัดส่วนบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพจำแนกตามประเภทสถานที่ปฏิบัติงาน และจำนวนบุคลากรวิชาชีพประเภททั่วไปและเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละวิชาชีพ และสุดท้ายเป็นกลุ่มตัวชี้วัดที่ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุน ได้แก่ อัตราการสูญเสียรายปี และต้นทุนการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพต่อคน

การศึกษาสถานะของตัวชี้วัดดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย (Thai national HRH core indicators) ซึ่ง สวค. โดย นพ. ดร.ฑิณกร โนรี ดร.พนารัตน์ วิศวเทพนิมิตร และวิชาวี พลอยส่งศรี ได้จัดทำโครงการพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย (Thai national HRH core indicators) โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) การศึกษานี้มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยให้ครอบคลุมถึงการจัดทำมาตรฐานข้อมูลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละตัวชี้วัด และครอบคลุมทุกมิติอ้างอิงตามกรอบ AAAQ  ได้แก่ มิติด้านความพอเพียง (availability) มิติด้านการกระจาย (accessibility) มิติด้านคุณลักษณะและความสามารถในการให้บริหาร (acceptability) และมิติด้านคุณภาพ (quality) โครงการนี้จบลงพร้อมกับข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย ที่ประกอบด้วยกลไกการจัดการ  3 กลไก ดังนี้

  1. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิชาชีพ (Health workforce registry) โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิชาชีพ ซึ่งในทุกสภาวิชาชีพมีความพร้อมในตัวแปรต่างๆ อยู่แล้ว แต่ควรต้องพัฒนาระบบที่เน้นการพัฒนาข้อมูลของสถานที่ปฏิบัติงานจริง และข้อมูลสาขาเฉพาะทาง บนมาตรฐานข้อมูลนานาชาติเพื่อการอ้างถึงและเปรียบเทียบต่อไปในอนาคต
  2. การจัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลหลักระหว่างหน่วยงาน (Data sharing platform) เฉพาะอย่างยิ่งสภาวิชาชีพและหน่วยงานให้บริการ จะทำให้ระบบข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ มีความสมบูรณ์มากขึ้น และลดภาระการสอบถามและลงข้อมูลซ้ำซ้อน โดยต้องให้ความสำคัญกับระบบการรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูลอย่างเคร่งครัด
  3. การจัดทำการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ (Systematic research) จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเรื่องอัตราการสูญเสียรายปีและต้นทุนการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพแต่ละวิชาชีพต่อคน โดยพัฒนา methodology หลัก เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยในสภาวิชาชีพและหน่วยงานผู้ผลิตต่างๆ เพื่อให้ผลการศึกษาเที่ยงตรง น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปอ้างอิงเปรียบเทียบกันได้

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอทางนโยบายต่อภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่เวบไซต์สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ www.hrdo.org