นพ.บรรพต ต้นธีรวงศ์ “กาวใจระหว่างหมอและคนไข้”

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / นพ.บรรพต ต้นธีรวงศ์ “กาวใจระหว่างหมอและคนไข้”
นพ.บรรพต ต้นธีรวงศ์ “กาวใจระหว่างหมอและคนไข้”

 

ทุกคนต่างก็เป็นเหยื่อของโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการหรือผู้รับบริการ โครงสร้างที่วางไว้มันยังไม่ลงตัว ทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและผู้รับบริการก็ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร เป็นปัญหาเรื่องโครงสร้าง ซึ่งไปกระทบงบประมาณแผ่นดิน หากเราไม่ใช้ระบบการพูดคุยกันให้เข้าใจ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว มันก็ยากที่จะเยียวยา

 

ทราบกันดีว่าการฟ้องร้องในคดีแพ่งและอาญาที่คนไข้ใช้เป็นเครื่องมือในการทวงถามความยุติธรรมและความรับผิดชอบจากหมอและโรงพยาบาลนั้น เป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้ หลังจากเครื่องมืออื่นๆ เท่าที่จะมีอยู่ในขณะนี้ถูกหยิบยกมาใช้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ในแต่ละวันมีคนเข้ารับบริการทางการแพทย์ เพื่อรักษาบรรเทาอาการเจ็บป่วย และดูแลสุขภาพในสถานพยาบาลต่างๆ เป็นจำนวนมาก มากเกินจำนวนหมอและบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาที่มีอยู่ อีกทั้งโรคปัจจุบันก็มีความซับซ้อนมาก จนบางครั้งมากเกินความสามารถของหมอและเกินศักยภาพของเครื่องมือแพทย์ ทำให้โอกาสที่คนไข้จะมีความเสี่ยงและอาจได้รับผลอันไม่พึงประสงค์จากบริการทางการแพทย์สูงตามไปด้วย

ดังนั้นแม้จะเป็นผลอันไม่มีใครประสงค์อยากให้เกิดขึ้น แต่กลับมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง สิ่งสำคัญก็คือ การจัดการภายหลังจากเกิดผลอันไม่พึงประสงค์นั้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยไม่ให้บานปลายกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งที่ต้องจบลงด้วยคดีความในศาลยุติธรรม กาวใจใดที่จะเข้ามาสมานแผลในใจของคนทั้งสองฝ่ายได้ โดยไม่ให้แพทย์รู้สึกถูกกดดันและท้อแท้ในวิชาชีพ ขณะที่คนไข้ไม่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผีเสื้อขยับปีก ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก นพ.บรรพต ต้นธีรวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข ที่ใช้ทักษะและความสามารถในการเจรจาไกล่เกลี่ย เป็นกาวใจประสานระหว่างคนไข้และหมอมามากมายหลายครั้ง คุณหมอจะมาเปิดใจถึงเทคนิควิธีเฉพาะหน้าที่ทำให้การเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นครื่องมือที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเสนอทางออกระยะยาวต่อปัญหาความสัมพันธ์ที่มีปัญหาระหว่างแพทย์กับคนไข้

รบกวนคุณหมอเล่าถึงที่มาของแนวคิดในการนำสันติวิธีมาใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างหมอและคนไข้

เราเริ่มทำงานกันตั้งแต่ยังไม่ก่อตั้งศูนย์ เมื่อสัก 8 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเริ่มมีความทุกข์ของทั้งสองฝ่ายแล้ว เริ่มมีการฟ้องร้องกัน และเราคิดว่าน่าจะมีวิธีกลางๆ ที่จะดับทุกข์ทั้ง 2 ฝ่ายได้ เราก็พบว่าสันติวิธีน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสม เพราะเป็นวิธีการที่เป็นธรรมที่สุด ในการที่จะให้ทั้งสองฝ่ายสามารถที่จะรอมชอมกันได้ บนพื้นฐานของความสูญเสียที่ไม่ได้เกิดจากการมีเจตนาเป็นสำคัญ ศึกษาลึกลงไปจนพบว่าสันติวิธีที่จะใช้ในการนี้มีสิ่งที่ทาง ตะวันตกเรียกว่า Alternative Dispute resolution หรือ ADR คือกระบวนการยุติธรรมทางเลือก คือการที่จะไม่นำไปสู่การฟ้องร้อง หรือใช้วิธีการรุนแรง หรือทำให้สัมพันธภาพมันเสื่อมคลายไป ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นสำคัญในการทำให้กรณีพิพาททางการแพทย์ยุติลงด้วยความสมานฉันท์ ปรองดองกัน หลักคือยุติธรรมทางเลือกเป็นกระบวนการที่เข้ามาเสริม ไม่ใช่เข้ามาแทนยุติธรรมกระแสหลัก ยังไม่เสียสิทธิในการฟ้องร้อง เพียงแต่เป็นขั้นตอนที่เข้ามาแทรก เข้ามาเพิ่มเติมก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะไปฟ้องร้อง ต่อสู้คดีกัน กระบวนการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในสังคมไทย

ในอดีตในเรื่องของการใช้ยุติธรรมทางเลือก ซึ่งเข้าได้กับยุติธรรมชุมชน และชุมชนไทยใช้กระบวนการนี้อยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าทางวัฒนธรรมภาคอีสานก็จะมีการให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเป็นคนไกล่เกลี่ยเวลาคนในหมู่บ้านทะเลาะกัน ภาคกลางก็อาจจะใช้พระ ผู้นำชุมชน หรือผู้ใหญ่บ้าน ภาคเหนือก็อาจจะเป็นพ่อหลวง ภาคใต้อาจจะมีนายหัว หรือใต้สุด เป็นโต๊ะอิหม่าม โต๊ะครู ด้วยแรงบันดาลใจตรงนี้ ผมก็เลยศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น จนคิดว่าน่าจะเริ่มต้นด้วยการให้ความรู้แก่บุคลากรสาธารณสุขที่มีใจรักด้านนี้ การหาคนมาทำงานด้านนี้จึงยาก เพราะต้องมีใจรักและใจชอบด้วย ต้องใช้ความอดทน ใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะรับความทุกข์ของทั้งสองฝ่าย อดทนที่จะฟัง ให้ทั้งสองฝ่ายได้ระบายความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนกลางจะทำหน้าที่ดูดซับสิ่งเหล่านั้นไว้ และเสนอทางออกให้เค้า ให้หาทางออกร่วมกันจนได้ข้อตกลงที่พึงพอใจ ยอมรับกัน

เราเลยจัดทำหลักสูตรการอบรมขึ้นมา ก่อนที่จะมีการก่อตั้งศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข มีสองหลักสูตร คือหลักสูตรเบื้องต้นในการใช้กระบวนการสันติวิธีหรือยุติธรรมทางเลือก ในการให้เขามีทักษะเบื้องต้นในการเจรจาไกล่เกลี่ย หลักสูตรที่สองจะต่อเนื่องกัน ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญมากขึ้น หลักสูตรที่หนึ่งนาน 5 วัน หลักสูตรนักไกล่เกลี่ย 6 วัน มีการฝึกงานให้ไกล่เกลี่ยจริง หลังจากนั้นเราก็อบรมโดยจัดทำเป็นโครงการของสำนักงานปลัดกระทรวงก่อน มีผู้สนใจอบรมมาก เราสนองไม่ทัน ทางโรงพยาบาลต่างๆ ก็จัดทำโครงการเองและขอเชิญวิทยากรเราไปอบรม ในช่วงหลังๆ โรงพยาบาลระดับจังหวัดส่วนใหญ่ก็จัดทำโครงการแล้วเชิญคณะวิทยากรไปอบรมให้ จนกระทั่งนำไปใช้ประโยชน์เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น กระทรวงจึงเห็นว่าน่าจะมีการจัดตั้งศูนย์ขึ้นมาดูแลด้านนี้ ผมจึงเสนอไปและมีการจัดตั้งศูนย์ฯ ในปี 2547 ตอนนี้คดีความมากขึ้นแล้ว มากกว่าปกติ หากเปรียบเทียบกับปี 2544-2545 ที่เราเริ่มทำเรื่องนี้มีประปราย พอปี 47 ก็มีมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังไม่รุนแรงเท่าระยะหลังนี้

บทบาทของผู้ไกล่เกลี่ยคืออะไร

โดยหลักการคือต้องเป็นกลางช่วยทั้งสองฝ่าย เราจะไม่ช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือมีอคติกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันนี้เราต้องพิสูจน์ให้คู่กรณีเห็น แล้วในกระบวนการจริงๆ แล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้บรรลุข้อตกลงอย่างไร เพราะผู้ไกล่เกลี่ยไม่ได้เป็นอนุญาโตตุลาการ หรือเป็นผู้พิพากษาที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นคนกลางจะเป็นผู้ชักนำขบวนการให้เกิดการพูดคุยกัน จนกระทั่งเขาสามารถตกลงกันได้

ปรัชญาของเราคือช่วยเหลือทั้งสองฝ่ายให้เค้าคลายทุกข์ บนสมมติฐานที่ว่าไม่มีใครมีเจตนาให้เขาเป็นอย่างนั้น เพราะหากมีเจตนาก็ไกล่เกลี่ยไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อเข้าใจในประเด็นปัญหากันแล้ว เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปหาว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะข้อเท็จจริงมีหลายชุด ชุดหนึ่งเป็นของฝ่ายผู้รับบริการ อีกชุดหนึ่งเป็นของฝ่ายผู้ให้บริการ เราจึงพยายามให้เขานำเสนอมุมมองความรู้สึกของกันและกันให้กันฟัง ผลัดกันนำเสนอ ผลัดกันฟัง จนกระทั่งเขารับรู้ความรู้สึกของแต่ละฝ่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ยอมรับความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง กระบวนการนี้เมื่อใช้เวลาอย่างเพียงพอแล้ว เขาก็จะเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน เกิดความเมตตาซึ่งกันและกัน ตรงนี้แหละที่จะทำให้เกิดการเยียวยาขึ้นมาได้ การเยียวยาในบางกรณีจึงไม่ต้องใช้เงิน เพราะเขาก็ไม่ต้องการเงิน แต่อาจจะต้องการการแสดงความรับผิดชอบ คุณหมอขอโทษคำหนึ่งเขาก็พอใจแล้ว ไม่ได้เป็นการขอโทษเพื่อแสดงความรับผิด แต่เป็นการขอโทษเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เขาก็พอใจแล้ว หรือไม่ก็สนใจเรื่องของเขาหน่อย ว่าเขาเดือดร้อนนะ มีทุกข์นะ มีกระบวนการอะไรมาสนใจเรื่องของเขาไหม พอมีระบบนี้ขึ้นมาเรื่องของเขาก็จะได้รับความสนใจ มีความสำคัญอย่างมาก

ผลทางด้านจิตใจคือ แต่ละฝ่ายจะได้รับการให้เกียรติ ยกย่อง แม้จะมีเรื่องขัดแย้งกัน ก็มีคนกลางที่ให้ความสำคัญกับเขา ไม่ได้ถือว่า คนที่ขัดแย้งกันเป็นคนที่มีปัญหาหรือสร้างปัญหาให้สังคม เรื่องความขัดแย้งเป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์ เราต้องให้เกียรติเขาว่า เขามีเจตนาที่จะยุติข้อขัดแย้งโดยใช้สันติวิธีเข้ามาช่วย เป็นสิ่งที่น่ายกย่องชมเชย มากกว่าไปตำหนิ อันนี้เป็นผลด้านจิตใจ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเลย

หลักการของกระบวนการไกล่เกลี่ยคือ ทั้งสองฝ่ายต้องสมัครใจเข้ามาก่อน และเมื่อเข้ามาแล้วกระบวนการดำเนินไปแล้ว และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากระบวนการเริ่มไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองแล้ว ก็อาจจะขอออกจากกระบวนการได้ทุกเมื่อ ไม่เสียสิทธิในการฟ้องร้อง เพื่อความสบายใจในการเป็นแรงจูงใจให้คู่กรณีเข้าสู่กระบวนการ จะมีข้อตกลงอันหนึ่ง ที่เรียกว่าข้อตกลงที่เป็นความลับ หมายความว่าคำพูดทุกคำที่พูดกันในกระบวนการไกล่เกลี่ย หรือหลักฐานที่นำมาแสดงในกระบวนการไกล่เกลี่ย หากการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ คู่กรณีไม่สามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปเป็นพยานหลักฐาน ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนในชั้นของการพิจารณาคดีในศาลได้ อันนี้เป็นข้อตกลงสากลที่ศาลไทยก็ยอมรับ เพราะศาลไทยก็เป็นผู้ร่างกติกาอันนี้ขึ้นมา

เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปหาว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะข้อเท็จจริงมีหลายชุด ชุดหนึ่งเป็นของฝ่ายผู้รับบริการ อีกชุดหนึ่งเป็นของฝ่ายผู้ให้บริการ เราจึงพยายามให้เขานำเสนอมุมมองความรู้สึกของกันและกันให้กันฟัง ผลัดกันนำเสนอ ผลัดกันฟัง

เงื่อนไขนี้ต้องแจ้งคู่กรณีก่อน

ใช่ ก่อนที่จะเริ่มไกล่เกลี่ย จะมีการกล่าวเปิดของคนกลาง เพื่อบอกกติกาข้อนี้ด้วยเพื่อให้คู่กรณีพิจารณาว่ารับได้ไหม หากรับได้กระบวนการไกล่เกลี่ยก็เริ่มขึ้นได้ บางครั้งตอนเราชักจูงเขาเข้ามาไกล่เกลี่ย คู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็อาจจะตั้งคำถามว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเข้าไหม เมื่อเข้ามาสู่กรณีไกล่เกลี่ย เราก็จะบอกเขาในข้อตกลงนี้

ในฐานะที่เป็นแพทย์และที่ทำการศูนย์ฯ ก็ตั้งอยู่ภายในกระทรวงสาธารณสุข เคยถูกฝ่ายคนไข้มองว่าเข้าข้างหมอด้วยกันไหม

มันกลับกันนะ ขณะนี้ปรากฏว่าฝ่ายคุณหมอหรือผู้ให้บริการกลับมีความรู้สึกว่าผู้ไกล่เกลี่ยของศูนย์ฯ ไปเข้าข้างผู้รับบริการ เพราะว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยมันต้องมีกระบวนการที่ทำให้เกิดความพึงพอใจกับทั้งสองฝ่าย หลายครั้งจึงต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้รับบริการ ในการเยียวยามีทั้งในรูปแบบของการไม่ต้องใช้เงิน และการใช้เงิน โดยที่ไม่ได้เป็นเรื่องของค่าเสียหาย เพราะกระบวนการไกล่เกลี่ยไม่ใช่เรื่องของการหาผิดหาถูก แต่เป็นกระบวนการที่ให้ทั้งสองฝ่ายรับรู้ความรู้สึกซึ่งกันและกัน และนำสู่ข้อตกลงที่ยอมรับกันได้ ในบางครั้งอาจจะมีการเยียวยาในรูปที่ไม่ใช่เงิน เช่น คำขอโทษ หรือการยอมรับว่าจะไปปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น หรือบางครั้งอาจจะต้องมีการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนด้วยเงินบ้าง พอเราทำแบบนี้ปุ๊บ ฝ่ายผู้ให้บริการ ฝ่ายหมอ ฝ่ายพยาบาลก็อาจจะมองว่าเราไปเข้าข้างผู้รับบริการ มันจะเป็นแบบนี้มากกว่า

ในบางครั้งอาจมีข้อสงสัยว่าถ้าไม่ไปหาถูก ผิด ทำไมต้องใช้เงิน ในหลายๆ ครั้ง ผู้รับบริการเขาเดือดร้อนที่เกิดการสูญเสีย ถึงแม้จะเป็นความสูญเสียที่เข้าข่ายเหตุสุดวิสัย หรือไม่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือว่าอาจจะไม่ใช่ความผิดของผู้ให้บริการ แต่ฝ่ายหมอก็ยินดีที่จะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ เพราะบางทีผู้รับบริการอาจต้องสูญเสียคนที่หารายได้เลี้ยงครอบครัวไป เราก็ต้องคิดว่าทำไงให้เขาผ่านพ้นวิกฤตตรงนี้ไป เราก็อาจจะต้องเยียวยา ช่วยเหลือไป

เป็นการเช่วยเหลือในเชิงความเห็นใจฐานะพื่อนมนุษย์

ใช่ครับ

การทำงานของศูนย์ฯ เหมือนหรือต่างกับกระบวนการทางการศาลอย่างไร

ศาลตัดสินถูกผิด ยกเว้นการไกล่เกลี่ยในศาลอันนี้เหมือนกัน แต่ศาลจะพิพากษาเลยว่าคุณมีความผิดตามมาตรานี้ คุณจะต้องจ่ายสินไหมให้โจทก์ ต่างกันตรงนี้ อันนี้คือไม่มีโจทก์ ไม่มีจำเลย มีแต่คู่กรณีที่ขัดแย้งกัน ข้อตกลงก็เป็นข้อตกลงที่เข้าร่วมกันตัดสินใจ ไม่ใช่คนภายนอก ไม่ใช่ผู้พิพากษามาตัดสินใจ ไม่ใช่อนุญาโตฯ ไม่ใช่คนกลาง แต่คู่กรณีตัดสินใจกันเองที่จะบรรลุข้อตกลง คนกลางก็ต้องดูว่า ข้อตกลงนี้เป็นอย่างไร หากเราเห็นว่าข้อตกลงที่เขาเสนอกันเอง อาจจะไม่ยุติธรรมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราก็อาจจะเสนอว่าให้ไปคิดกันดูอีกครั้งหนึ่งดีกว่า เพราะเราไม่จำเป็นต้องตกลงกันในวันนี้ อาจจะให้เขาไปปรึกษาญาติพี่น้องก่อน วันพรุ่งนี้ค่อยมาทำสัญญาประนีประนอมก็จะไม่สายเกินไป คือคนกลางก็อาจจะให้ข้อคิดเพื่อจะได้ขจัดปัญหาว่าหลังจากตกลงไปแล้ว จะมารู้สึกว่า เอ๊ะทำไมฝ่ายเราต้องเสียเปรียบ ต้องเสียประโยชน์ตรงส่วนนี้ไปด้วย เผื่อมาคิดได้ทีหลัง พอไปฟังญาติพี่น้องแล้วคิดได้ว่าไม่ยุติธรรม เราก็ให้ไปตกลงกันให้รอบคอบก่อน ค่อยมาทำสัญญาประนีประนอมกัน เราอาจจะมีหน้าที่ตรงนี้ด้วย แต่เราจะไม่มีหน้าที่ไปบอกว่ามันไม่ยุติธรรมตรงไหน ให้เขาคิดกันเอง หากยังไม่พอใจก็กลับมาเจรจากันใหม่ ทำอย่างไรให้มันสมเหตุสมผล เพื่อให้ยอมรับทั้งสองฝ่าย หลักที่จะให้เค้าตกลงได้ทั้งสองฝ่าย เรียกว่าหลักความชอบธรรม (legitimacy) ประกอบด้วย 2 หลักย่อย คือยุติธรรม (fairness) กับการยอมรับ (acceptance) ไอเดียคือการให้มีทั้งสองหลัก แต่บางครั้งมันอาจะได้หลักย่อยที่สองเท่านั้น คือคู่กรณีเขาบอกเขายอมรับได้ ไม่เกี่ยวกับคนภายนอก เราก็ต้องเคารพความเห็นของเขา

ตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ฯ มา สามารถทำสัญญาประนีประนอมไปแล้วกี่กรณี

ที่ทางศูนย์ทำมาประมาณ 20ไม่สำเร็จ 2 ราย สุดท้ายไปศาลต่อรายหนึ่ง รวมทั้งกรณีร่อนพิบูลย์ (ที่แพทย์ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา) แต่ไม่ใช่ไม่สำเร็จจากการเข้ากระบวนการ ตอนชักชวนเค้าให้เข้ามาสู่กระบวนการ แรกๆ คุณหมอ ตกลงที่จะเข้ามา แต่ตอนหลังคุณหมอท่านหนึ่งบอกว่าขอถอนตัว เพราะทางผู้บริหาร เห็นว่าไม่น่าจะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ย จึงไม่เกิดการไกล่เกลี่ยขึ้นมา

อีกกรณีหนึ่ง เป็นกรณีที่มีข้อจำกัดว่าเป็นเคสที่เค้าฟ้องแล้ว เหคุการณ์คล้ายๆ กรณีคุณดอกรักคือแพ้ยา มีการฟ้องร้องแล้ว เรียกค่าสินไหม 11 ล้าน เราก็ชักจูงมาไกล่เกลี่ยกัน ก็สมัครใจกันมา 2 ครั้ง เข้าใจกันมากขึ้น แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากฝ่ายโจทก์ที่ฟ้อง ต้องการให้ฝ่าย รพ. เป็นผู้สนอตัวเลขในการเยียวยา แต่มันมีข้อจำกัดของระบบราชการ ไม่มีใครสามารถเสนอตัวเลขตรงนั้นได้ นอกจากจะเป็นการเสนอจากฝ่ายญาติคนไข้เอง ตอนหลังทราบว่าศาลพิพากษาให้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงจ่ายสินไหมให้หากผมจำไม่ผิดประมาณ 3-6 แสน โจทก์ก็อุทธรณ์ ไม่ทราบตอนนี้ศาลอุทธรณ์ตัดสินหรือยัง

ข้อจำกัดตรงนี้จึงเป็นที่มาของการตั้งกองทุนชดเชย ที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์ถูกผิด เพื่อช่วยเหลือทั้ง 2 ฝ่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คำนึงถึงผลพวงที่จะตามมาคือ คนไข้และญาติเอง ผู้ให้บริการเอง แต่ละกรณีก็ไม่เหมือนกัน ฝ่ายคนไข้และญาติ ส่วนใหญ่เมื่อได้รับเงินชดเชยไปแล้วก็พึงพอใจ ไม่ฟ้องร้อง แต่ไปห้ามเขาไม่ให้ฟ้องร้องก็ไม่ได้ เพราะเขายังมีสิทธิอยู่ เพราะฉะนั้นบางรายที่อาจจะยังโกรธ รพ.อยู่ ก็อาจไปตั้งทนายฟ้องศาลต่อ กระบวนการตรงนี้จึงต้องมีกระบวนการที่จะทำให้สมบูรณ์เบ็ดเสร็จไปในตัว เข้าใจกันดีแล้วก็ไม่ต้องฟ้องร้องกันต่อ อันนี้คือต้องเอาระบบกระบวนการยุติธรรมทางเลือกเข้ามาเพิ่มเติมตรงนี้ เพื่อจะได้ไม่ไปฟ้องร้องกันภายหลัง

กรณีแพ้ยา ที่ทางการแพทย์ไม่มีทางรู้ว่าคนไข้จะแพ้ยา ฐานะเป็นคุณหมอคนหนึ่งอาจารย์ไม่รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมกับแพทย์หรือ ทำไมต้องมาจ่ายเงินเยียวยากรณีแบบนี้

อันนี้เป็นความรู้สึกของฝ่ายผู้ให้บริการ ฐานะที่เป็นคนกลางก็ต้องรับรู้ความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายคนไข้หรือญาติก็จะมีความรับรู้ ความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ทำไมต้องเป็นเขา ทำไมความเสียหายมันเกิดขึ้นมากมายอย่างนี้ แต่ถ้าแพ้เล็กๆ น้อยๆ เขาคงรับได้ แต่หากมากถึงตาบอด พิการ หรือตาย มันก็คงจะรับยาก บางคนอาจจะรับได้ บางคนอาจจะรับไม่ได้

ระยะเวลา 4-5 ปี กับ 20 คดี ถือว่าเยอะไหม

ต้องถือว่าเยอะ เพราะว่าทางศูนย์ฯ เรามีหลักเกณฑ์ว่า ถ้าเรื่องที่เกิดในจังหวัด ทีมไกล่เกลี่ยของจังหวัดต้องทำหน้าที่ก่อน ส่วนใหญ่ก็ทำได้ เช่น กรณีที่รุนแรงก็มีการทำสำเร็จเยอะ บางกรณีเขาสามารถทำกระทั่งว่า เรื่องไปถึงศาลแล้ว แต่เค้าสามารถทำให้คู่กรณีสมัครใจมาไกล่เกลี่ย สำเร็จ ทำสัญญาประนีประนอม แล้วเอาสัญญาประนีประนอมไปแถลงต่อศาล ศาลก็พิพากษาตามยอมตรงนั้นเลย โดยไม่ต้องเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลอีก

แต่ละคดีใช้เวลาไกล่เกลี่ยประมาณเท่าไร

ไม่แน่นอน แต่ส่วนใหญ่ต้องมากกว่าหนึ่งครั้ง ครั้งหนึ่งก็ 3 ชั่วโมง นานสุดที่เคยทำและสำเร็จคือ 8 ครั้ง 11 เดือน เป็นกรณีของการแจ้งข่าวร้ายที่ผ่านกระบวนการไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคเลือด และมีการตรวจหาภูมิต้านทานเอชไอวี มันมีความบกพร่องในระบบของการแจ้งข่าวร้าย จนเกิดปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึก หน้าตาและศักดิ์ศรี ของผู้รับแจ้ง คือมีคนไปบริจาคเลือด แล้วผลเลือดมีลักษณะบวก ลบ แล้วการสื่อความหมายไม่ชัดเจน และผู้ที่แจ้งตามหลักแล้วก็ไม่ได้มีหน้าที่แจ้ง ตามหลักน่าจะเป็นเรื่องของคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และคนที่โรงพยาบาลมอบหมายให้ทำ แต่แกก็ทำไปด้วยความหวังดี ก็เลยแทนที่จะให้ผู้ให้คำปรึกษาของโรงพยาบาลเป็นผู้แจ้ง แกก็ไปแจ้งเอง ด้วยความหวังดี จนเกิดปัญหาขึ้นมาว่าการสื่อความหมายไม่ชัดเจน จริงๆ แล้วภายหลังก็ทราบว่าไปตรวจซ้ำ ปรากฏว่าผลเป็นลบแต่ก็เกิดผลพวงมากพอสมควร จนต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย

 

คุณหมอสามารถเล่าละเอียดของกรณีนี้ได้ไหมคะ

ผลกระทบก็คือเขาวิตกกังวล เขากลัว ถึงกลับไปทำร้ายตัวเอง แต่บังเอิญไม่สำเร็จเพราะมีคนไปพบเสียก่อน แล้วก็เกิดผลกระทบจากสังคมแวดล้อมที่เขาดำรงชีวิตประจำวัน มันจึงเป็นเรื่องของหน้าตาและศักดิ์ศรี การแจ้งเป็นในลักษณะของผลบวก ลบ และไม่รับเลือด แต่พอไม่รับเลือดแล้วไม่ได้มีการอธิบายอะไรต่อ ผู้ให้เลือดก็เข้าใจว่าตัวเองเลือดบวกแล้ว จนกระทั่งเกิดผลตามมา จะบอกว่าเป็นความผิดพลาดของใครหรือไม่ ความจริงจะโทษใครโดยตรงก็คงไม่ได้ เป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่เองก็ไปเชื่อผลการตรวจ ว่าเป็นบวก ลบ ตรวจหลายครั้งก็ บวก ลบ ประการที่สอง คือเป็นเหยื่อของกระบวนการแจ้งข่าวร้าย คือไม่เข้าใจว่าระบบเขาวางไว้อย่างไร ตัวเองก็หวังดี

จะเห็นว่าตัวอย่างอย่างนี้ หากไปนั่งหาใครผิดใครถูก ก็จะมีปัญหาตามมาอีกเยอะเลย ทีแรกผู้บริจาคตั้งใจจะไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทีมไกล่เกลี่ยของโรงพยาบาลก็ชวนให้มาเจรจากัน ทีแรกฝ่ายผู้บริจาคเลือดก็ไม่ประสงค์จะเจรจา เขาก็แจ้งมาทางศูนย์ฯ ศูนย์ฯ ก็ติดต่อไป เขาก็ขอฟังกระบวนการว่าจะมีประโยชน์อะไรกับเขาและจะก่อให้เกิดความเสียหายกับเขาไหม มาคุยกันที่นี่ 3 ชม. มาฟังว่ากระบวนการคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไร ซักถามกันก่อน พอเข้าใจแล้วเขาก็สมัครใจเข้ามาเจรจา อย่างที่เรียนว่าคู่กรณีต้องสมัครใจ สุดท้ายเขาชะลอการฟ้องไว้ก่อน อย่างที่บอกว่ามันเป็นกระบวนการที่เข้ามาเสริม ไม่ใช่เข้ามาแทน เขาจึงไม่เสียสิทธิในการฟ้อง สมมติว่าไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จเขาก็ไปฟ้องได้ เพียงแต่มีกติกาว่าอย่าเอาสิ่งที่พูดกันในกระบวนการไกล่เกลี่ยไปเป็นประโยชน์ต่อตนในชั้นศาลเท่านั้นเอง

ตอนนี้กรณีนี้จบแล้ว ทำสัญญาประนีประนอมไปแล้วว่าจะไม่ฟ้องกัน หากเป็นกรณีรุนแรงอย่างนี้ เราจะแนะนำให้คู่กรณีทำสัญญาประนีประนอม อันนี้เป็นสิ่งที่เราบอกทั้งสองฝ่ายแต่แรกว่า เพื่อให้สบายใจว่าแต่ละฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงก็จะให้ทำสัญญาประนีประนอมกัน

เขาให้เหตุผลไหมว่าทำไมสุดท้ายแล้วถึงไม่ฟ้องและยอมทำสัญญาประนีประนอม

ก็พอใจในข้อตกลง มีการเยียวยา มีการขอโทษ ต้องใช้เงินช่วยด้านจิตใจ โดยเหตุโดยผลว่าทำให้เขาเสียการเรียนไป 1 ปี ก็คิดค่าใช้จ่ายการลงหน่วยกิต การเดินทาง การตรวจซ้ำ เขาประเมินออกมา อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสมเหตุสมผลก็ยอมเยียวยาให้ แต่ไม่ได้หมายความเป็นการจ่ายค่าเสียหาย แต่เป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ไม่ควรต้องเกิด ลักษณะเช่นนี้ก็จะให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาว่าเป็นธรรม และยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายหรือไม่ หากรับได้ก็ตกลงทำสัญญาประนีประนอมกัน

จากการทำงานไกล่เกลี่ยตรงนี้ คุณหมอมองเห็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างหมอและคนไข้อย่างไร

เกิดจากหลายสาเหตุในมุมมองของผม หนึ่ง คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ในอดีตมันเป็นเรื่องของยาขอ หมอวาน เอื้ออาทรกัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมการแพทย์เชิงธุรกิจ แล้วก็เปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมเชิงพันธสัญญา หมายความว่าขณะนี้ระบบหลักประกันสุขภาพเข้ามาแทนที่ระบบการสงเคราะห์ด้านรักษาพยาบาล หลักประกันเริ่มจาการขายบัตรสุขภาพ 55 บาท รัฐก็เพิ่มให้อีก 500 บาท คนก็จะสามารถไปใช้สิทธิที่โรงพยาบาลได้ กลายเป็นผู้ซื้อบริการสุขภาพ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นกฎหมายประกันสังคม ประกันสุขภาพแห่งชาติ พอเป็นเรื่องของหลักประกันสุขภาพ มันก็จะมีผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการ ผู้ซื้อก็คือประชาชน ในกรณี 30 บาท ก็มี สปสช.เป็นตัวแทน ส่วนประกันสังคมผู้ซื้อคือผู้ใช้แรงงาน และ สนง.ประกันสังคม ส่วนผู้ให้บริการก็คือ รพ.ต่างๆ ซึ่งก็ต้องมีเรื่องของชุดสิทธิประโยชน์ เมื่อซื้อแบบนี้ต่อหัว รพ.จะต้องให้บริการอะไรบ้าง จึงมีปัญหาเรื่องยาในบัญชียาหลัก ยานอกบัญชียาหลัก ล้างไตได้ไหม อันนี้คือเรื่อของพันธสัญญา ซึ่งมันทำให้วัฒนธรรมทางการแพทย์เปลี่ยนไป ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมันเป็นเรื่องก้ำกึ่งว่าอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์หรือไม่ บางทีก็เป็นเรื่องที่ อ้าว! ทำไมโรคแบบนี้ไม่ให้ล่ะ อันนี้เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนนะ เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์นะ ทำไมไม่ให้ ก็กลายเป็นประเด็น สิ่งเหล่านี้เกิดจากโครงสร้างที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่าทุกคนต่างก็เป็นเหยื่อของโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการหรือผู้รับบริการ โครงสร้างที่วางไว้มันยังไม่ลงตัว ทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและผู้รับบริการก็ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร เป็นปัญหาเรื่องโครงสร้าง ซึ่งไปกระทบงบประมาณแผ่นดิน หากเราไม่ใช้ระบบการพูดคุยกันให้เข้าใจ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว มันก็ยากที่จะเยียวยา

คุณหมอกำลังจะบอกว่าเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างได้

ใช่ครับ แก้เท่าไรมันก็ยังมี ทุกคนก็จะตกเป็นเหยื่อของโครงสร้าง จึงต้องมีระบบหนึ่งเข้ามาเสริม ทำให้เกิดการพูดคุย มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน

สาเหตุของความขัดแย้งคือวัฒนธรรมเปลี่ยน ปัญหาโครงสร้าง ระบบต่างๆ ยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังมีอะไรที่มีปัญหาอยู่ ทุกคนก็เลยตกเป็นเหยื่อ ทุกคนก็มีความทุกข์ ดังนั้นพอเราจะสร้างกฎหมายเข้ามาอีก ผมก็เกรงว่ามันจะทำให้เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างตามมาอีกหรือเปล่า กฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังจะเสนอกันจะสร้างปัญหาโครงสร้างใหม่หรือเปล่า การจะลดปัญหาตรงนี้มันต้องทำให้ครบถ้วน สมบูรณ์มากขึ้น โดยหลักการแล้ว หากจะแก้ไขปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้โดยรวม ต้องทำ 3 อย่างพร้อมกัน

หนึ่ง กฎหมายที่จะออกมาต้องมีกลไกสร้างความปลอดภัยให้คนไข้ สอง เมื่อ เกิดเหตุโดยไม่เจตนา ก็ไม่ต้องมีการพิสูจน์ถูกผิด จึงต้องมีการตั้งกองทุนชดเชย มาช่วยเหลือผู้รับบริการที่เดือดร้อน และก็จะทำให้ผู้ให้บริการไม่เดือดร้อน เพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาให้ สาม ต้องมีกลไกในการให้เขาพูดคุยกันให้เข้าใจ การเยียวยาในเงินจากกองทุนอย่างเดียว บางทีเค้าไม่เข้าใจ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจะไม่เข้าใจว่าความสูญเสียเกิดกับเขาได้อย่างไร ยังโกรธ ยังคับข้องใจอยู่ ฝ่าย รพ. ก็อาจจะคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องไปจ่ายเงินให้ล่ะ มันจึงต้องมีมาตรการที่ 3 ตามมาเสมอ มาตรฐานทั่วโลกคือต้องมีระบบของการพบปะพูดคุยกัน เรียกว่าเอาระบบ ADR เข้ามาอยู่ในตรงนี้ด้วย ปัญหาคือมันจะอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน หรือว่าแยกกัน

จำนวนนักไกล่เกลี่ยที่มีอยู่เพียงพอกับการรับบทบาทหน้าที่ตรงนี้ไหม

ตอนนี้เรามีนักไกล่เกลี่ยเบื้องต้นประมาณ 4-5 พันคน มีทุกอาชีพ ครู นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ แต่ประเด็นคือยังมีความขาดแคลนอยู่ สังคมยังไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ เวลาขัดแย้งเราจึงเดินเข้าสู่ศาลเลย แต่ข่าวดีคือสถาบันการศึกษาหลายแห่งกำลังสนใจให้ความสำคัญกับการสร้างนักไกล่เกลี่ยจัดการความขัดแย้ง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังจะมี สิ่งเหล่านี้คือความหวังของเรา

ปอกเปลือกความคิด โดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง

เผยแพร่ครั้งแรก ผีเสื้อขยับปีก เล่มที่ 5