นพ.มงคล ณ สงขลา กับการขับเคลื่อนเพื่องานกำลังคนด้านสุขภาพ

Home / E-MAGAZINE / นพ.มงคล ณ สงขลา กับการขับเคลื่อนเพื่องานกำลังคนด้านสุขภาพ
นพ.มงคล ณ สงขลา กับการขับเคลื่อนเพื่องานกำลังคนด้านสุขภาพ

กำลังคนด้านสุขภาพเป็นบุคลากรที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดบริการสุขภาพให้กับประชาชน แต่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพก็ดำรงอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเริ่มมีบริการสุขภาพสมัยใหม่เกิดขึ้นในประเทศมาจนถึงปัจจุบัน เป็นหนึ่งในปฐมบทแห่งปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพระหว่างคนเมืองและคนชนบท คนจนและคนรวย  ทั้งปัญหาการขาดแคลนกำลังคน ปัญหาการกระจุกตัวในเมือง ขาดแคลนในชนบท การไม่สามารถธำรงกำลังคนไว้ในระบบ การสูญเสียให้กับภาคเอกชน ความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพ และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นปัญหาที่แม้จะได้รับความสนใจจากกระทรวงสาธารณสุขมาตลอด แต่ก็ยังคงท้าทายระบบสุขภาพของไทยมาอย่างต่อเนื่อง นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นผู้หนึ่งที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเกือบจะทั้งหมดในชีวิตเพื่อแก้ปัญหากำลังคนในระบบสุขภาพจนวาระสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึงในคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2563 สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ เขียนบทความนี้ เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของท่าน

 

สร้างคนเพื่อชนบท

หากศึกษาประวัติชีวิตของคุณหมอมงคลแล้ว จะพบว่าท่านได้ทำหน้าที่สร้างแพทย์ให้กับสังคมชนบทตั้งแต่วันที่ชีวิตเปลี่ยนคำหน้านามจาก “นาย” มาเป็น  “นพ.” เลยทีเดียว ย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 2510 ต่อต้นทศวรรษ 2520 สังคมชนบทมีแพทย์ประจำน้อยมาก เป็นช่วงที่เพิ่งหมดยุคของการเห่อไปอเมริกา คุณหมอมงคลในวัยหนุ่มรับราชการด้วยการเป็นแพทย์ใช้ทุนทำหน้าที่ในฐานะ “หมอใหญ่” ให้กับหลายพื้นที่ในเขตอำเภอพิมาย นครราชสีมา ไม่เพียงรอรับผู้ป่วยใน รพ. แต่ยังออกหน่วยด้วยการขี่ม้า ทั้งเพื่อตรวจรักษาคนที่ไม่สามารถเดินทางไป รพ. ได้ ทั้งเพื่อให้กำลังใจ “หมออนามัย” หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ห่างไกลแทน “หมอใหญ่” การทุ่มเทเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลของอาจารย์และเพื่อนๆ หมอในรุ่นไล่ๆ กัน กลายเป็นต้นแบบให้หมอรุ่นหลังอุทิศตนเพื่อคนชนบท ชมรมแพทย์ชนบท กลุ่มก้อนของแพทย์ที่ครั้งหนึ่งมีบทบาทสูงยิ่งในการขับเคลื่อนเพื่อแพทย์และระบบบริการด้านสุขภาพเพื่อคนในชนบทก็เกิดก่อมาจากการได้เห็นต้นแบบนี้

จากประสบการณ์ของ สวค. ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และได้ทำงานใกล้ชิดกับคุณหมอมา พบว่าการสร้างกำลังคนให้ระบบบริการสุขภาพในสังคมชายขอบอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในช่วงที่อาจารย์มีบทบาทในการบริหาร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (8 ตุลาคม 2549 – 6 กุมภาพันธ์ 2551) คุณหมอได้ผลักดันให้เกิดโครงการผลิตพยาบาล 3,000 คน เพื่อพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาล ในช่วงนั้นพื้นที่ชายแดนใต้คือยะลา ปัตตานี นราธิวาส และบางอำเภอของสงขลาและสตูล ประสบปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ จนพยาบาลและบุคลากรด้านสาธารณุสขจำนวนมากที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาที่นั้นต้องขอย้ายออก หลายคนได้ย้าย ขณะที่อีกหลายคนไม่สามารถย้ายได้เพราะไม่มีกำลังคนใหม่เข้าไปรับหน้าที่แทน  โครงการผลิตพยาบาล 3,000 คนจึงเกิดขึ้นบนแนวคิดของการนำคนในพื้นที่ชายแดนใต้มาผลิตพยาบาลเพื่อให้ทำงานที่นั่น ชดเชยกำลังคนที่ย้ายออก โดยมีข้อเสนอของการได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทันทีที่สำเร็จการศึกษาเป็นแรงจูงใจ แม้การดำเนินโครงการจะประสบปัญหาการหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาเรียนจนต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนคุณสมบัติผู้มีสิทธิสอบเข้าโครงการหลายรอบ แต่โครงการนี้ก็ทำให้พื้นที่ชายแดนใต้มีพยาบาลเพียงพอกับความต้องการ และเปิดโอกาสให้พยาบาลต่างถิ่นสามารถย้ายออกจากพื้นที่ได้ตามต้องการ

 

แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ

นอกเหนือจากโครงการพยาบาล 3,000 คนแล้ว ในช่วงที่อาจารย์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหากำลังคนในระบบสุขภาพอย่างเป็นระบบ ในช่วงนี้มีการตราพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 นำสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (2550-25559) และเป็นต้นกำเนิดของคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ถือเป็นรูปธรรมของความพยายามแก้ไขปัญหากำลังคนด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก

แผนทศวรรษกำลังคน ฉบับแรกประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์

  1. สร้างและพัฒนากลไกในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ โดยมีคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติเป็นกลไกหลัก
  2. ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อให้ได้กำลังคนที่เพียงพอสามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน นำสู่การสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
  3. ปรับเปลี่ยนระบบกาบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพเพื่อให้มีการกระจายบุคลากรอย่างเป็นธรรม และคงอยู่ในระบบอย่างมีความสุข
  4. สร้างและจัดการความรู้เพื่อนำสู่การพัฒนากำลังคนที่มีประสิทิภาพ สนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิชาการ ผู้บริหาร นักปฏิบัติ และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการสุขภาพ
  5. ส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาไทยและผู้ดูแลสุขภาพในชุมชนให้มีบทบาทในการดูแลปัญหาสุขภาพของประชาชนในระดับพื้นที่

 

นอกเหนือจากขับเคลื่อนการทำงานผ่านทางแผนยุทธศาตร์ 10 ปี แล้ว คุณหมอยังให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการบริปารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพด้วยการรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับทิศทาง (steering committee) ของสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ ในช่วงประมาณปี 2549- 2554  ซึ่งคาบเกี่ยวกับการเป็นรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ

 

ทำปัญหากำลังคนด้านสุขภาพให้เป็นประเด็นสาธารณะ

เป็นเวลานานมากที่ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพถูกยึดโยงให้เป็นปัญหาภายในของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติถือกำเนิดขึ้นภายใต้แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพถูกนำออกจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดโอกาสให้สาธารณะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อาจารย์มงคลพ้นวาระจากการเป็นรัฐมนตรีและเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงนั้นคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ มีการจัดเวทีสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกำลังคนในระบบสุขภาพหลายประเด็น เช่น  การเปิดโอกาสให้สังคมได้ร่วมถกเถียงและแสดงความเห็นต่อความพยายามของโรงเรียนแพทย์ในการเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติ ในวันที่หลายพื้นที่ในสังคมไทยยังคงมีปัญหาการขาดแคลนแพทย์อยู่ การเปิดเวทีระดมความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ที่ในตอนนั้นกำลังเป็นประเด็นร้าวฉานระหว่างผู้ป่วยและแพทย์

ก้าวย่างของคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพภายใต้การนำของคุณหมอมงคล ทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันในสังคมว่าปัญหากำลังคนด้านสุขภาพเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ไม่ใช่เพียงเฉพาะโรงเรียนแพทย์หรือกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ทำให้สังคมเกิดความตื่นตัวที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

 

แผนแม่บทชุมชน ขับเคลื่อนกำลังคนในระดับพื้นที่

“แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะได้ดำเนินการวางแผนและพัฒนากำลังคนมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันปัญหากำลังคนก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนกำลังคนในชนบท การกระจายกำลังคนที่ไม่เป็นธรรม คนทำงานขาดขวัญและกำลังใจ เป็นต้น สิ่งนี้บอกเหตุว่าการวางแผนกำลังคนที่เคยรวมศูนย์ที่ส่วนกลางอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหากำลังคนในระดับพื้นที่ได้” ส่วนหนึ่งของคำนำที่คุณหมอมงคล เขียนให้กับหนังสือ สร้างสมดุลคนสุขภาพ บทเรียนจากภาคอีสาน  (ดาวน์โหลดได้ที่ https://hrdo.org/wp-content/uploads/2018/12/บทเรียนจากอีสาน.pdf) ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) พิมพ์เผยแพร่ในปี 2552 เพื่อบอกเล่าความพยายามของคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรมการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพจากระดับพื้นที่ขึ้นมา แทนการจัดการจากส่วนกลางลงไป

คุณหมอมงคล ขณะร่วมขับเคลื่อนแผนแม่บทชุมชน ที่จังหวัดขอนแก่น ปี 2552

                แนวคิดในการสร้าง “แผนแม่บทชุมชน” ของคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติในยุคนั้น มีฐานส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางนโยบายของประเทศที่เน้นสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น และเป็นช่วงที่ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศมากขึ้น และระบบบริการสุขภาพในภูมิภาคหลายแห่งได้สร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการกำลังคนของตัวเองขึ้นมาเพราะแนวทางจากส่วนกลางไม่ตอบโจทย์บริบททางสังคมและความต้องการของพื้นที่ เช่น การสร้างพยาบาลชุมชนของ รพ.น้ำพอง ในขอนแก่น ที่ร่วมมือกับแหล่งผลิตในพื้นที่ คือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการสนับสนุนงบประมาณจาก อบต. เพื่อผลิตพยาบาลใช้เอง ใน รพ. และส่งกระจายไปไปยัง รพ.สต. ในพื้นที่ หรือการที่ รพ. มหาราชนครราชสีมา จัดระบบบริหารบุคลากรใหม่ ดึงนักกายภาพบำบัดมารับผิดชอบงานด้านการฟื้นฟูสภาพและดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการในระบบบริการปฐมภูมิ ไปจนถึงการที่สถานบริการหลายแห่งผลิตกำลังคนในระดับที่ไม่ใช่วิชาชีพ เพื่อป้อนสู่ระบบบริการระดับปฐมภูมิ เช่น การสร้างโครงการผลิตผู้ช่วยพยาบาลและทันตาภิบาลของ สสจ. อุบลราชธานี หรือการที่ รพ. สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย แก้ปัญหาความต้องการนักกายภาพบำบัด แต่ไม่มีกรอบอัตรากำลังด้วยการใช้เงินบริจาคจากชุมชน

ตัวอย่างความสำเร็จของหลายพื้นที่ดังกล่าวทำให้คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพในยุคนั้นมองเห็นว่าการบริหารและจัดการกำลังนด้านสุขภาพต้องมีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์สังคมพหุลักษณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย “แผนแม่บทชุมชน” เพื่อขับเคลื่อนการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพในมิติที่ชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนจึงเกิดขึ้น เป็นแผนแม่บท ที่ไม่มีการจัดพิมพ์แผนเป็นตัวเล่มให้เป็นตำราอ้างอิง หากเน้นที่การพัฒนากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของพื้นที่ที่มีการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหากำลังคนด้านสุขภาพของตนเองมาแล้ว มีแผนการขับเคลื่อนในทุกภูมิภาค โดยอีสานเป็นภูมิภาคแรก แม้หลังจากการจัดเวทีจุดประกายการขับเคลื่อนแผนแม่บทกำลังคนด้านสุขภาพสู่การสร้างสุขภาพ ภาคอีสาน ในเดือนพฤศจิกายน  2552 จะไม่มีการจัดเวทีขับเคลื่อนที่เป็นทางการมาอีก แต่บทเรียนจากอีสานในครั้งนั้นทำให้แนวคิดในการสร้างและบริการกำลังคนโดยความร่วมมือของ อปท. แหล่งผลิต และสถานบริการ ในพื้นที่กระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรูปธรรมการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหากำลังคนด้านสุขภาพให้กับประเทศ ของคุณหมอมงคล ในช่วงที่คุณหมอดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เราได้เห็นความพยายามขับเคลื่อนห้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบบริการสุขภาพหลายอีกหลายอย่างที่หากทำสำเร็จนอกจากจะนำสู่การที่ระบบริการสุขภาพจะทั่วถึงและเป็นธรรมมากขึ้นแล้วยังส่งเสริมให้การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทที่หลากหลายมากขึ้น เช่นการพยายามผลักดันให้สถานบริการที่มีความพร้อมออกนอกระบบให้เป็นองค์กรมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข อย่าง รพ. บ้านแพ้ว โดยครั้งนั้น ได้มีการหยิบ รพ. ป่าตอง ซึ่งประสบกับปัญหาวิกฤติทางการเงินและการขาดแคลนกำลังคนอย่างมาก ขณะที่บริบททางสังคมเอื้อต่อการบริหารจัดการนโยบายและงบประมาณตัวเอง มาเป็นเป้าหมายการขับเคลื่อน แต่ก็ถูกคัดค้าน จนตกไป หรือความพยายามผลักดันให้เกิดการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็พบว่าหลังจากการถ่ายโอนชุดแรกสมัยที่คุณหมอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ไม่มีการถ่ายโอนตามมาอีก (อ่านเพิ่มเติม https://hrdo.org/wp-content/uploads/2018/12/Butterfly_07.pdf)

แน่นอนว่าความสำเร็จในการขับเคลื่อนและวางระบบการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพที่กล่าวมา ไม่ใช่ผลงานของคุณหมอมงคลเพียงคนเดียว หากมีบุคลอื่นอีกมากมายเข้ามามีบทบาทนำร่วมกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสนใจและการทุ่มเทแรงกาย แรงใจของคุณหมอมงคลโดยเฉพาะ การใช้อำนาจทางการบริหารในช่วงที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและประธานคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เป็นปัจจัยสำคัญ

ความทุ่มเทในการ “ทำ” เพื่อกำลังคนด้านสุขภาพอยู่กับอาจารย์ตลอดจนช่วงท้ายสุดของชีวิต หลายคนคงได้เห็นการ live ผ่านเฟซบุ๊คของอาจารย์ตลอด 2 เดือนของการรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนที่จะเสียชีวิต อาจารย์บอกเล่าอาการความเจ็บป่วยของร่างกายตัวเอง ใช้ความรู้ทางการแพทย์วิเคราะห์อาการภายในร่างกายตัวเอง ก่อนและหลังการรักษา กลายเป็นความรู้ที่ประเมินค่าไม่ได้ของบุคลากรทางการแพทย์  อีกทั้งยังอุทิศร่างกายตนเองเพื่อเป็นครูให้กับนักศึกษาแพทย์ในอนาคตโดยตรง ปิดฉากชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพในฐานะ  “หมอใหญ่” ของคนไข้ในชนบท และจากไปในฐานะ “อาจารย์ใหญ่” ของนักศึกษาแพทย์ อย่างงดงาม

ขอแสดงความคารวะอาจาย์หมอมงคล ณ สงขลา มา ณ ที่นี้