นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังนโยบาย LTC

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังนโยบาย LTC
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังนโยบาย LTC

 

การก้าวสู่สังคงผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วของประเทศไทย ทำให้ระบบสุขภาพต้องการกำลังคนเฉพาะด้านที่จะทำหน้าที่ดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และในปี 2559 กองทุนใหม่ที่ชื่อว่ากองทุนระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า กองทุน LTC ถือกำเนิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อตอบสนองนโยบายการจัดกำลังคนสำหรับงาน LTC ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมากองทุนฯ ดำเนินงานไปท่ามกลางเสียงของฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ ทั้งการชื่นชมในเชิงบวกและการวิพากษ์ในเชิงลบ ผีเสื้อขยับปีกฉบับนี้ โดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง พาทุกท่านไปสนทนากับบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายนี้ นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแล (steering committee) โครงการการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพสำหรับการดูแลระยะยาว ของสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.)

อยากให้อาจารย์พูดถึงที่มาที่ไปของนโยบายนี้

เราต้องเข้าใจก่อนว่าสถานการณ์ประเทศไทยวันนี้เรามี threat ของระบบบสุขภาพโดยรวม 2 เรื่องใหญ่ๆ 1. การที่เรามี age structure changing rapidly คือเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยเร็วมาก เร็วกว่าที่คาด ขีดเส้นใต้ไว้เลย จากการที่ผมทำงาน forecast 30 ปีกับสภาพัฒน์ฯ และมหาวิทยาลัยมหิดล เราเอาตัวเลขประชากรปี 2553 เป็นฐาน เพราะเป็นปีที่ประเทศไทยทำสำมะโนประชากร แล้วมองไปข้างหน้า 30 ปี เราพบชัดเจนว่าจากอัตราเกิดที่น้อยลง และการเทิร์นเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้สัดส่วนของผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงสูงมากขึ้นอย่างเร็ว อันนี้เป็นปัญหา เราพบว่าปี 2583 ถ้านับคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 1 ใน 4 หรือ 25% แต่หากนับที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ตามนิยามของ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุไทย เราจะมีผู้สูงอายุ 1 ใน 3  เลย คำว่าเร็วกว่าที่คาดหมายความว่าญี่ปุ่นไปก่อนเรา สแกนดิเนเวียหลายประเทศไปก่อนเรา แต่ค่อยๆ เทิร์นมา ของเราอยู่ๆ ก็โดดพรวดพราดมา เวลาเตรียมตัวน้อย หากไม่ทำอะไรให้ดีมีปัญหา

อันที่สอง คือเรื่องของ NCD เราเปลี่ยนระบาดวิทยาของโรคจากโรคติดต่อที่มีปัญหาในอดีตมาเป็นโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง หากนับโดย DALY Lost จะพบว่า market share ของ NCD อยู่เกือบ 80% ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงเกิน 80% ไปแล้ว ส่วนอีก 20% แบ่งๆ กันไประหว่างโรคติดเชื้อกับ injury และปัญหานี้มันก็เกี่ยวเนื่องกับปัญหาแรก ยิ่งคนอายุยืนมากขึ้นเท่าไร NCD ก็จะมากขึ้น อันนี้จึงเป็น threat ของประเทศ การมีผู้สูงอายุมากขึ้น ตามมาด้วยภาระพึ่งพิงที่คนที่ productive ที่มีหน้าที่หาเลี้ยง ต้องมา “แบก” คนแก่กับเด็ก แล้วในอนาคตอันใกล้นี้คนแก่ก็จะเยอะมากขึ้น แปลว่าคนทำงานจะต้องแบกหนักขึ้น

กลับมาที่นโยบาย LTC ประเด็นสำคัญคือเราอยากเห็นโมเดลในการจัดการเรื่องนี้ที่ดีพอกับหลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ใช้สิ่งที่เรียกว่า institutional base คือเมื่อคนสูงอายุมีปัญหาช่วยเหลือตัวเองลำบาก เขาจะให้ไปอยู่ที่สถานพยาบาล สถานบริบาลผู้สูงอายุ สร้างตึกใหญ่โต มีคนดูแล เป็นเรื่องดี ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ ปัญหาคือแพงมาก และพวกเราคงรู้ ใครที่เอาพ่อแม่ ไปอยู่โรงพยาบาลจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเดือนหนึ่งหลายหมื่น คนทั่วไปในภาพรวมของประเทศไม่สามารถแบกรับได้  เรากลับต้องกลับมาดูที่ต้นทุนของสังคมไทยที่เรามีเรื่องการเคารพ การให้เกียรติ ความกตัญญู เป็นทุน เราไม่ทอดทิ้ง เรามีชุมชนที่ค่อนข้างเข้มแข็ง ในอดีตเราทำวิจัยที่สำคัญร่วมกับญี่ปุ่นสองครั้ง ครั้งแรกศึกษา C top คือ community based เราอยากเอาท้องถิ่น ชุมชน ทั้งประเทศที่มีคนสูงอายุอยู่ แล้วมาดูว่าจะวางระบบการดูแล LTC ยังไง  โครงการต่อมาคือ L top เอา frail elderly คือผู้สูงอายุที่ ติดบ้าน ติดเตียงเป็นหลัก ทำโมเดลว่าเราจะดูแลเขายังไง ประเมินจาก ADL แล้ววันนี้เราทำเรื่อง seamless care คือผู้สูงอายุที่เข้าไปอยู่ ในโรงพยาบาลก่อนจะถูกส่งกลับบ้านต้องมีการบริการที่เชื่อมร้อยกันได้ดี เพื่อไม่ให้มีปัญหา

ตอนทำ L Top เราได้ไดอะแกรมมาอันหนึ่งเป็นเรื่อง network การดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงว่าต้องเริ่มที่บ้าน ที่ครอบครัว ไม่ได้เริ่มที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพราะมันจะทำให้ระบบเจ๊ง ผู้สูงอายุที่อยู่กับสามีภรรยาตัวเอง กับลูกหลาน พี่น้องที่สามารถดูแลเขา ได้ เราต้องเทรนคนกลุ่มนี้รวมทั้งตัวผู้สูงอายุเองด้วยให้มีความเข้าใจเบื้องต้นเพราะข้อจำกัดในการทำกิจวัตรประจำวันถ้าเทรนแล้วมันจะก้าวข้าม นโยบายรัฐบาล LTC ที่เราทำเรื่องไปขอสนับสนุนจาก สปสช. ให้ตั้งงบประมาณต่างหาก เป็นเรื่องของการสนับสนุนผู้สูงอายุ ติดเตียง เริ่มต้นจากตรงนี้ เราก็หวังให้เงินลงไปที่ท้องถิ่นจะช่วยเราหาโมเดลการมี network ของการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง

Network ที่อาจารย์พูดถึงมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ผู้สูงอายุบางส่วนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และเกินความสามารถของครอบครัวในการดูแล เช่น ลูกวัยทำงานสองคนไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว  พ่อกับแม่อยู่บ้านต่างจังหวัดคนเดียวหรืออยู่กับหลานเล็ก หรืออยู่กันสองสามีภรรยา แต่ภรรยาเองก็แย่ สุขภาพก็ไม่ไหว ช่วยทำอะไรไม่ได้มาก  รวมทั้งงานบางอย่างที่เกินศักยภาพเขา เช่น อาจต้องทำแผลบ่อยๆ หรือต้องเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ ซึ่งมันเกินกว่าที่เขาจะทำเองได้ เราก็เลยจะขยับมาสู่สิ่งที่เรียกว่า community long term care team เป็นทีมดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

Community คือเรา base ที่ รพสต. มีสององค์ประกอบใหญ่คือ care manager  ผู้จัดการการดูแล  เป็นบุคลากรในระบบสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานใน รพสต.  เราเอามาฝึกอบรมให้เข้าใจ  มีหน้าที่ทำแผนการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ เรามุ่งไปที่ผู้ติดเตียงก่อนนะ มีกี่คน สภาพเป็นอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง หรือไม่ได้เลย  วัดไปตาม ADL แล้วลูกมือคือ care giver/ volunteer, care workers หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราจะเรียก ลักษณะคือกึ่งจิตอาสา มันจะใช่จิตอาสา 100% มนุษย์เราจะจิตอาสา 100% ก็ลำบาก ก็ให้ค่าตอบแทนบ้างตามสมควร ไม่ได้มากมายจนระบบรับไม่ได้  เราเคยให้ไม่เกิน 300 บาทต่อเดือน เราก็ขยับขึ้นมา คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งมาจาก อสม. ที่มีค่าตอบแทนอยู่แล้ว แต่ 300 ไม่เวิร์กก็เพิ่มเป็นพันห้า แต่พวกนี้ถือว่ากึ่งอาสา คือจะใช้เขา full time เหมือนคนที่ทำเรื่องนี้เต็มเวลาไม่ได้ เป็น extra job ไป จะไปตอนว่าง ตอนเย็น หรืออะไรก็แล้วแต่

ในพื้นที่รับผิดชอบอาจมี CG 10 คน มี ผู้สูงอายุติดเตียงสัก 5 คน 8 คน ก็หมุนเวียนกัน ใครจะไปดู ใคร เช่น ทุกสองเดือน ใครไป ใครไปทุกอาทิตย์ ทุกเดือน ไปทำอะไรบ้าง เป็นการดูแลแต่ละคนร่วมกับครอบครัว CM ส่วนใหญ่อบรม 70 ชม. หลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นคือเวลาเขาไปดูแล สิ่งที่เราย้ำมากในโครงสร้างไดอะแกรมที่เราทำไว้คือ ต้องไม่แยกส่วน ไม่ใช่แยกไปตำบลใคร ตำบลมัน มันต้องเชื่อมกันได้ ตั้งแต่ครอบครัวมาที่ community long term care team ไปที่ รพ. แม่ข่าย คือ รพช. ในพื้นที่ นั่นหมายความว่าผู้สูงอายุติดเตียงทุกคนต้องมีฐานข้อมูลใน รพ. แม่ข่ายด้วย ต้องนึกถึงว่า บางคนอาจต้องไปกายภาพ ทุกสองอาทิตย์  ทุกอาทิตย์  หรือบางคนอาจต้องไปให้หมอตรวจ พบมีโรคไต นัดเจาะเลือด เบาหวาน  สิ่งเหล่านี้ต้องประสานแม่ข่าย รวมถึงบางเรื่องที่เกินกว่าศักยภาพ แม้กระทั่งการดูชีวิตประจำวันที่อาจต้องการไฮเอนด์ต้องการคนมาดูแลอันนี้ต้องเชื่อมกับตัวแม่ข่าย เลยไปถึง รพ. ประจำจังหวัดด้วยซ้ำไป อาจต้องการหมออายุรกรรม หมอหัวใจ และที่สำคัญก็คือว่าในโมเดลนี้เราให้คุณค่าท้องถิ่นมาก เพราะเราถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ผู้สูงอายุอยู่ เป็นประชากรของเขา เขาเป็นคนดูแลสารพัดเรื่อง หากบ้านผู้สูงอายุติดเตียงหลังคารั่ว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ไม่มีปัญญาจะทำ ก็ต้องท้องถิ่น  เขาดูทั้งเรื่องสุขภาพพวกนี้ด้วย เราก็อยากให้ท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุน

บทบาทของท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ใช่อย่างที่อยากเห็นหรือยัง

มันก็ยังมีปัญหาอยู่ งบประมาณที่เราให้ไปที่ปีแรก 600 ล้านบาท ปีต่อมา 900 ล้านบาท ปีถัดๆ มา ขึ้นหลักพันล้านเศษๆ ตอนนี้ลดลงไปนิดหน่อยเพราะของเก่ายังไม่ครบถ้วน อันนี้เป็นเรื่องที่มันคงไม่ใช่เงินก้อนที่ต้องในการดูแล เพราะมันต้องการเงินมากกว่านี้ในการดูแลทั้งหมด เงินตรงนี้มันก็ยังมีปัญหาท้องถิ่นเอาไปเข้ากองทุนที่ดูแลผู้สูงอายุ LTC แล้วก็ไปผ่านกลไกที่เรียกว่าคณะกรรมการกองทุนตำบล ที่มีท้องถิ่นเป็นประธาน และมีพวกเราเป็นกรรมการ แต่มีข้อจำกัดว่าเนื่องจากภาระกิจอันนี้ยังถูกตีความว่าใช่เรื่องที่ท้องถิ่นจะทำได้ไหม บางพื้นที่ บางแห่งก็มีการทักท้วง ผู้บริหารท้องถิ่นบางท่านก็ไม่สบายใจ แต่ตอนผมเป็นผู้ตรวจราชการเขตรอบที่สอง  ผมก็ใช้วิธีบริหาร เพราะเราพบว่าปีแรกเบิกได้สัก 10% การเบิก 10% หมายความว่างานมันทำแค่ 10% เราก็ว่าอย่างนี้ไม่ได้ แล้วเมื่อไรเราจะได้โมเดลที่ดี เพราะเราอยากได้โมเดล ก็เลยเชิญผู้บริหารระดับอำเภอ ทั้ง ผอ. รพช. และ สสอ. มาคุยกันจนจบว่าทางออกคือออะไร บางเรื่องเสี่ยงนิดหน่อยก็ต้องทำกันก่อน ขณะที่ส่วนกลางจะเจรจากับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินกับกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ก็ล่าช้าไปพอสมควร ขยับเรื่องทำระเบียบกติกา ให้เอื้อให้ท้องถิ่นทำเรื่องผู้สูงอายุให้มาก เราก็ใช้การบริหารจัดการในพื้นที่ให้ไปคุยกันว่าจะมีทางออกยังไงที่มีความเสี่ยงน้อย ทุกคนไม่เดือดร้อน หลายที่ก็ทำได้ดี  การเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นมาก พอปีที่สองก็เบิกได้เยอะมาก และท้องถิ่นที่กล้าๆ กลัวๆ ก็เข้ามาร่วมงานมากขึ้น

วันนี้เรื่องนี้ต้องเดินหน้ากฎระเบียบอะไรที่ยังมีปัญหาก็ต้องแก้ ท้องถิ่นยังต้องเข้ามา ในโมเดลเราเราชัดว่าท้องถิ่นต้องเข้ามามีบทบาท ไม่ใช่แค่ LTC แต่ NCD และอะไรอื่นๆ ด้วย ต้องให้ท้องถิ่นเข้ามา ถ้าประชากรของคุณ ในเขตปกครองของคุณ เป็นเบาหวาน หรือต้องมาฟอกไตกันถ้วนหน้า คุณจะรับได้ยังไง ก็ต้องมาช่วยกัน แต่เรื่องเทคนิควิชาการ เราอาจสนับสนุนให้ได้  แต่เรื่องอื่นเราต้องไปวางแผน

เราต้องเข้าใจว่ากรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีบทบาทชัดเจน เขาไม่ใช่เจ้านายของท้องถิ่นนะ อย่าคิดว่ามีอะไรไปบอกกรมส่งเสริมฯ เขาจะสั่งท้องถิ่นได้ อันนี้ไม่ใช่นะ ท้องถิ่นเขามีอิสระในการปกครอง มีสภา มีฝ่ายบริหาร กรมเขามีหน้าที่ชัดเจน ไปเจรจากับหน่วยงานต่างๆ แปลว่าท้องถิ่นบางแห่งก็ยังลังเลได้ และอันนี้คือปัญหาที่ทำให้ทุกอย่างล่าช้า เพราะให้มาขึ้นปีที่สี่แล้ว การทำมาสี่ปีควรจะเห็นอะไรมากมายในระบบแล้ว แต่วันนี้ยังเป็น spot บางแห่งไม่กลัวหรือมีความเสี่ยงเลกน้อยก็ทำไป เช่น ตั้งศูนย์ผู้สูงอายุในท้องถิ่น แล้วเบิกผ่านศูนย์นี้ คือเงินมันแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นค่าบริการทางการแพทย์ เล็กๆ ไม่เยอะ  อันนี้ตัดมาให้กระทรวงสาธารณสุข ตอนปีแรกที่งบประมาณโครงการ 600 ล้านบาท เป็นส่วนนี้ประมาณ 25% ที่เหลือก็ไปเป็นค่าดำเนินการ ค่าจัดการ เพราการดูแลผู้สูงอายุไม่ได้ดูเฉพาะบริการสุขภาพ แต่มันดูเรื่องราวต่างๆ อาบน้ำไม่ได้ กินข้าวไม่ได้ แผลกดทับต้องพลิก

ส่วนของ กสธ. ไม่มีปัญหา เงินเข้าเงินบำรุงเบิกจ่ายตามปกติ แต่ส่วนที่ไปต้องจ้าง CG อันนี้ยุ่ง  มันมีทางออกสองทางในช่วงที่ผ่านมา หนึ่งก็คือ การดึงกลับมาให้ กสธ. เข้าเงินบำรุง แล้วตกลงชัดเจนว่าจะให้การดูแลใครบ้าง  แต่พอมาเข้าเงินบำรุงมีข้อจำกัดแล้ว การจ่ายออกต้องจ่ายตามระเบียบ ซึ่งจะจ้าง CG เป็นรายเดือนทำไม่ได้ เราเลยต้องจ้างเหมา จ้างเหมาบริการ จ้างทำของ กลายเป็นเรื่องแบบนี้ไป กลายเป็น CG ต้องเซ็นสัญญา รพสต. กับ รพช. รับจ้างเหมาว่าดูแลกี่คน มันไม่เวิร์ก เจ้าหน้าที่ก็ขี้เกียจทำ ยุ่ง ต้องมีกรมการตรวจรับ แล้ว รพสต. แห่งหนึ่งมีกัน 3 คนใครจะมานั่งตรวจรับ  รูปแบบที่สองคือให้ท้องถิ่นบริหารจัดการ โดยตั้งเป็นศูนย์ผู้สูงอายุอะไรของเค้า ซึ่งบางคนยังติงอยู่ว่าศูนย์อะไรที่ว่านี้ ตั้งเองไม่ได้ ต้งให้ พม. endorse นะ ไม่อย่างนั้นจะเป็นศูนย์เถื่อน ก็ทำงานไม่ได้ สตง. ก็ท้วงติง บางที่ก็ไม่กล้าทำ แต่บางที่ก็กล้าทำ ใช้เป็นช่องเบิกจ่ายเงิน

สรุปโดยภาพรวมก็ยังเป็น spot มี best practice หลายที่ ทำด้วยความที่ ถามว่าหากไปรื้อแล้วดูจริงๆ ว่ามันผิดจะมีปัญหาไหม มันก็อาจจะมีปัญหา มันก็ทำให้คนอื่นไม่อยากทำ ยกตัวอย่างลำสนธิโมเดิล ที่เราทำมาก่อนที่จะมี LTC ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทุกคนก็พยายามดิ้นรนทำกัน  เพราะศูนย์ ผุ้สุงอายุมีปัญหา ลำสนธิ ร่วมมือกับท้องถิ่นชัดเจน อบต. ยอมตั้งงบประมาณเพื่อจะจ่าย CG เดือนละ 4,000 บาท ก็ไม่มากขนาดจะเลี้ยงชีพได้ แต่ก็หมายความว่า คนที่ไม่มีงานทำ เป็น อสม. อยู่แล้ว เป็นแม่บ้านอยู่แล้ว ไปทำจ๊อบเพิ่มนิดหน่อย  เขาใช้คอนเซปท์ว่าคนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน พยายามใช้แนวคิดกึ่งอาสา 4,000 บาทนี่ทำงานได้ง่ายขึ้น สบายขึ้น แต่ก็ถูก สตง. ท้วงว่าท้องถิ่นจ่ายแบบนี้ไม่ได้

ความเป็นนักการเมืองจะไม่เป็นอุปสรรคหรือ

เชื่อผมเถอะ หลายเรืองที่เป็น good will จะ gain vote ไม่มีใคร against หรอก ต้องมองให้เห็นว่ามันวิน วินได้ยังไง มันมีประเด็น ก็คนของคุณนี่คุณทำ นี่มันหาเสียงชัดๆ ตอนที่เราทำ รพสต อันที่เราประเมินแล้วได้คะแนนมากสุดของ รพสต. คือการเยี่ยมบ้าน บางคนตอบเราด้วยฟังแล้วขนลุก มาก ไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อก่อนต้องเหมารถไป รพ. ค่าเหมารถ 500 นะ ไปแป๊บเดียวกลับมาแล้ว ไปอาทิตย์ละหลายครั้ง วันนี้มาทีมพยาบาล ทีมหมอมาถึงบ้าน ตังค์ไม่เก็บเลย ไม่เสียสักบาท เค้าตอบด้วยความรู้สึก ดีๆ สุดยอด ไอ้นี่มันตอบโจทย์นะ LTC เพราะเค้าก็ทุกข์ร้อน ดูแลอยู่คนเดียว แบกรับ ใครจะทำแผล ใครจะทำอะไร ทีมเราจึงต้องเริ่มต้นได้ บางที่นายกฯ เขามาชาวนทำเองเลยนะ แต่เราอย่าไปหวังอะไรแบบนั้น เราต้องเป็นฝ่ายรุก จับมือกันไปหา อปท. เอง

รูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน CG  หลายพื้นที่จึงยังเป็นปัญหาจนปัจจุบัน

นโยบายที่มีในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา แต่เผอิญ รมต. ที่ดูแลเรื่องนี้ท่านลาออกก่อน คือเรื่องการทำเรื่องนักบริบาลชุมชน เป็นงานเต็มเวลา ไม่ได้เป็น  CG ซึ่งเป็นผู้ช่วยดูแลนะ เป็น “นัก” เลย แปลว่าต้องมีสเปกรองรับ นักบริบาลชุมชน ในอดีตมีปัญหามากเพราะบ้านเราการให้ดูแลระหว่างการช่วยอาบน้ำ ป้อนข้าว กับบริการพยาบาล มันเหลื่อมกัน เพราะฉะนั้น สังเกตว่าวันนี้เรายังไม่อนุญาตให้สถานบริบาลที่ดูแลผู้สูงอายุอย่างเดียวเกิดขึ้น กลายเป็นว่าต้องไปแปะกับ โรงพยาบาล เอกชนที่ทำอย่างกล้วยน้ำไทนี่เป็นโรงพยาบาล ขออนุญาตเป็นโรงพยาบาลแต่เอาคนแก่มาแอดมิท  แต่คอนเซปท์มันไม่จำเป็นใช่ไหม เขาอาจไม่ใช่ผู้ป่วย แต่แค่ช่วยตัวเองไม่ได้ สมัยผมเป็น ผอ. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ก็วิ่งมาหาผมกันเยอะ  ว่าเมื่อไรจะชัดเจน ซึ่งอีกไม่นาน เข้าใจว่ากฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องสถานพยาบาลผู้สูงอายุในลักษณะต่างๆ ทั้งค้างคืน ไม่ค้างคืน กำลังจะออก มันก็อาจจะมีความลงตัวระดับหนึ่ง ว่าหากมีคนที่ well trained ครั้งนี้ต้องอบรม 450 ชม. นะ เต็มหลักสูตรเลย พวกนี้สามารถมีตั๋วคือใบอนุญาตบางอย่างให้บริการดูแลได้ ภายใต้การดูแลของวิชาชีพบางอย่าง เช่นอาจต้องมีพยาบาลอยู่ด้วย

แปลว่าในอนาคตอันใกล้จะมีนักบริบาลชุมชนมาแทน CG หรือคะ

นักบริบาลชุมชนเป็นนโยบายเฉพาะที่อยากให้มีการทดลองทำเรื่องนี้ ตั้งภาพรวมว่าตำบลละประมาณ 2 คน ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เอามาจาก CG ที่เคยอบรม 70 ชม. มาแล้ว เอามาอบรมอีก 50 เน้นด้าน medical care เพิ่มขึ้น  ก็จะเป็น 70 +  50 กรมการแพทย์จะออกแบบหลักสูตรร่วมกับกรมอนามัย ตรงนี้ท้องถิ่นจะเป็นคนจ้าง เงินจะไปที่ท้องถิ่น พม. หาคนมา แล้วท้องถิ่นจ้าง ให้เดือนละประมาณ 6,000 – 9,000 บาทแล้วแต่พื้นที่ เป็นลูกจ้างท้องถิ่นเต็มเวลาภายใต้โครงการนี้ วางแผนโดย community long term care ทีมเดิม จัดการวางแผน  การดูแลหวังว่าจะมีคุณภาพมากขึ้น ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า CG ยังน้อยมาก แล้วก็กึ่งอาสาสมัคร คุณภาพการทำก็ต้องยอมรับว่ายังไม่เต็มร้อย แต่ถ้านักบริบาลถูกจ้างให้เต็มเวลา  มันเป็นงานที่ต้องทำแลกกับเงินเดือนก็น่าจะดีขึ้น

งาน LTC ต้องอย่างที่ผมบอก มันต้องเป็นระบบเครือข่าย เชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่ทำเป็นส่วนๆ อดีต พม. เคยทำพลาดมาแล้ว ตอนที่เอาเงินงบประมาณมาจ้าง CG ทำตนเดียว โดยไม่เกี่ยวกับใครเลย  ส่วนใหญ่ล้มหาย ตาย ซากไปแล้ว พอเงินหมดก็เลิกบ้านใครบ้านมัน มันไม่มีระบบรองรับ การทำเรื่องแบบนี้พอคิดเป็นครั้งๆ มันก็อีกเรื่องนึง มันต้องดูว่าจะยั่งยืนได้ยังไง ผมถึงบอกว่า network สำคัญ จากครอบครัว มา community LTC team มา รพ. แม่ข่าย มันต้องเชื่อมกันเป็นระบบอย่างนี้

แปลว่าทุกวันนี้กองทุน LTC ยังไม่สามารถผลิตโมเดลที่อาจารย์อยากเห็น

ยังไม่ถึงจุดนั้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว เราอยากเห็นโมเดลที่เข้มแข็งทั้งประเทศ แต่เบื้องต้น อย่างที่บอก หากผู้บริหารอำเภอยังไม่เข้าใจ ไม่สนใจ ผ่านไปเป็นปีแล้วใครเบิกเงินได้ ไม่ได้ กูไม่สนใจ ไอ้แบบนี้มันก็จะไม่เกิด หลายเรื่องต้องการบริหารช่วย เราจะรอไม่ได้  ต้องทำงานเชิงรุก หาทางแก้  ผอ. รพช. กับ สสอ. ต้องไปช่วยกันหาทางออกกับ อปท.

และเรายังจะทำงานในเชิงระหว่างประเทศด้วย เราจะตั้ง ACAI: ASEAN Center for Active Aging and Innovation เป็นศูนย์ที่มีสถานะทางกฎหมาย กำลังจะสรุปแล้ว ตีกับประเทศต่างๆ มาเยอะ จนนายกฯ จะให้เงินสนับสนุนศูนย์นี้ปีละ 5 ล้านเหรียญ เป็นเวลา 5 ปี ถ้าตั้งที่เราเราต้องออกนะ ญี่ปุ่นสนใจมาสนับสนุนด้วย ศูนย์นี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล คอยสร้างความรู้ เพื่อดูว่าจะแก้ปัญหายังไง อาจทำ policy brief เพื่อให้เกิดการเคลื่อนเรื่องผู้สูงอายุ ในประเทศเรา

ดูเหมือนโมเดลที่อาจารย์คิดจะตอบโจทย์สังคมชนบท แล้วเขตเมืองจะมีหน้าตาอย่างไร

ระบบสุขภาพเขตเมืองเป็นอีกระบบหนึ่ง ซึ่งเราก็กำลังคิดเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้สูงอายุนะ แม้แต่การดูแลปกติ ก็เหมือนกัน ลูกคนงานก่อสร้างในเมือง มีใครดูแลไหม ไม่มี แต่อันนี้เราถือว่าเป็นภาพประเทศไทยโดยรวม