นพ.สำเริง แหยงกระโทก กับการขับเคลื่อนนโยบายหมอ 3 คน

Home / บทความทั้งหมด / นพ.สำเริง แหยงกระโทก กับการขับเคลื่อนนโยบายหมอ 3 คน
นพ.สำเริง แหยงกระโทก กับการขับเคลื่อนนโยบายหมอ 3 คน

“พี่แหยง” หรือ “หมอแหยง” คือชื่อที่บุคลากรทางการแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขคุ้นเคยเป็นอย่างดี ครั้งหนึ่งเคยเป็นแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แล้วลาออกไปเล่นการเมืองท้องถิ่น จนได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายก อบจ. โคราช ตลอดเวลาที่ลาออกจากระทรวงสาธารณสุขไม่เคยเหินห่างจากระบบบริการสุขภาพ ใช้บทบาทของความเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ขับเคลื่อนผลักดันเพื่อให้ระบบบริการสุขภาพตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และในวันที่กลับกระทรวงฯ  ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวนโยบาย 1 ครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน  ซึ่งเป็นนโยบายทางการเมืองที่กำลังจะได้รับการประกาศให้มีผลบังคับใช้ในเร็วๆนี้ ผีเสื้อขยับปีก ขอพาทุกคนไปสนทนาเกี่ยวกับหนทางที่ผ่ามมาและทางเดินต่อไปในอนาคตของนโยบายที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบสุขภาพของประเทศไทย กับ “หมอแหยง” นพ. สำเริง แหยงกระโทก

แนวคิดของนโยบายหนึ่งครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน เริ่มมาจากตรงไหน

เริ่มมาจากเราต้องการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เราก็มาเริ่มดูว่ามีใครมองอะไรยังไง อันดับแรกองค์การอนามัยโลกว่ายังไง เราพบว่าตอนประชุมองค์การอนามัยโลกในปี 2561 ที่เมือง Astana มีเป้าหมายชัดเจนว่าให้ทุกประเทศสร้างความยั่งยืนด้านสาธารณสุขมูลฐานให้ประชาชน ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากการประชุมที่ Alma Ata เมื่อกว่า  40 ปีที่ผ่านมาตอนนั้นให้ทุกประเทศพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐาน พอทุกประเทศทำได้ดีเขาก็ให้ขยายมาเป็นการทำให้ยั่งยืน

อันที่สองเราดูความเคลื่อนไหวขององค์การสหประชาชาติ ที่มีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goal – SDG ไว้ 17 เป้าหมาย และเป้าหมายหนึ่งกำหนดว่าให้พัฒนาระบบสาธารณสุขมูลฐาน

สาม รัฐธรรมนูญของไทยเราบอกชัดว่าต้องมีทีมหมอครอบครัวมาดูแลสุขภาพประชาชน และสุดท้าย ดู พ.ร.บ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562  ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางหรือกรอบที่กำหนดว่าเราต้องพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิของเราเพื่อดูแลประชาชนให้ดีที่สุด และที่สำคัญอันที่ถือว่าเป็นเหตุจริงๆ คือ การที่มีการระบาดของ โควิค -19 แล้วเราพบว่า อสม. ของเราทำงานได้ดี ทั้งห้าปัจจัยนี้บวกกับประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ที่เป็นคนดูแล อสม. ก็เกิดมาเป็นแนวคิดนี้ที่จะนำสู่การปฏิบัติได้จริง

จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีการปฏิบัติกันอยู่แล้วแต่มันแยกส่วน ถ้าจะให้มันรวมส่วนได้มันต้องมีการพูดคุยกันในเชิงการเมือง ประชาชนได้อะไร เหมือน 30 บาทรักษาทุกโรค ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี เข้าถึงได้ อันนี้ถ้าเราเอา รธน. บอกว่าให้จัดทีมหมอครอบครัว มันก็จะเป็นมุมมองว่ารัฐมีหน้าที่จัดบริการให้ แต่คำถามคือแล้วชาวบ้านได้อะไร เราก็ต้องมานั่งคิดว่าชาวบ้านจะได้อะไร เขาต้องมีหมอที่ดูแลเขา 3 คน มันคือการปรับมามองด้วนแนวคิดทางการเมืองสิ่งสำคัญคือชาวบ้านต้องได้  สองต้องเป็นรูปธรรมจับต้องได้ พอพูดออกมามันต้องมีรูปธรรมของ 4-5 ข้อที่ผมกล่าวมาทั้งหมด แล้วเราค่อยมา define ว่าหมอสามคนเป็นอย่างไร การที่พูดว่าเมื่อโควิดเกิดขึ้นแล้วคนไทยมีหมอประจำตัวสามคนมันก็ชัดเจน และมันสะท้อนเรื่องอื่นด้วย จึงเป็นที่มาของเรื่องเหล่านี้  ผมคิดคนเดียวพูดคนเดียวไม่ได้ มันต้องมีระดับนโยบายลงมา และที่สำคัญต้องมีคนทำงานก็คือ core team ซึ่งมีคนสนใจอยู่ มันได้จังหวะพอเหมาะ พอผมหยุดงานทางการเมือง มันก็มีน้องๆ เข้ามาทำงานด้านนี้ จนเกิดแนวคิดคนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน สามารถเดินไปได้ในช่วงนี้พอดี

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการทำงานเป็นทีมของบุคลากรทางการแพทย์ แล้วต่างกับ “ทีมหมอครอบครัว” ที่มีอยู่แล้วอย่างไร

ต่างกันในเรื่องหมอครอบครัวพูดกันตามประสากฎหมาย กำหนดว่าทีมหมอครอบครัวเป็นทีมที่ประกอบด้วยนายแพทย์ ซึ่งจบเวชศาสตร์ครอบครัว มีพยาบาล สหวิชาชีพ  นักวิชาการสาธารณสุข นักเทคนิคการแพทย์ มีทันตาภิบาล อะไรแบบนี้ บวกด้วย อสม. อีก นั่นคือภาษากฎหมาย ภาษาที่เขียนในรัฐธรรมนูญว่าต้องการให้คนไทยได้รับการดูแลโดยทีมหมอครอบครัว ซึ่งเป็นการพูดรวมๆ และพูดในเชิงว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้ แต่ว่าในการที่คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัวสามคนมันเป็นการพูดในเชิงว่าคนไทยจะได้อะไร  อันแรกเน้นไปในสิ่งที่รัฐจัดให้ อันที่สองเน้นไปในสิ่งที่ประชาชนได้รับ และคำว่าหมอประจำตัว คนทั่วไปก็รู้จักว่าก็คือหมอครอบครัวซึ่งต่างประเทศเขามีกันครอบครัวละ 1 คน แต่ของเรามี 3 คน ให้การดูแลเป็นทีมเป็นคณะ ในเชิงขององค์ประกอบ ของบทบาทหน้าที่มันคล้ายกัน แต่มันจะต่างกันในเชิงคำพูด เชิงที่ชาวบ้านจะได้รับ มีรูปธรรมชัดเจน

แนวนโยบายนี้ทำให้ อสม. มีบทบาทในระบบสุขภาพชัดเจนขึ้น จะเป็นการใช้งานเขามากเกินไปไหม เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนที่ให้อยู่ในปัจจุบันนี้

ไม่เกินไปเลย เพราะว่า อสม. เดิมเรามีอยู่แล้ว แต่คนยังไม่ค่อยรู้จัก มารู้จักมากตอนโควิด ซึ่งทำให้คนรู้ว่าการที่มีคนมีความรู้เรื่องระบบสุขภาพในหมู่บ้าน เขาจะช่วยอะไรได้เยอะ เรื่องโควิดเป็นตัวอย่าง เมื่อตรงนี้มันเป็นตัวอย่างที่เห็นชัด เขาก็เข้าใจ อสม. ตอนนี้ อสม. แบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งทำงานดี มีจิตอาสา กลุ่มที่สอง ต้องสั่งการ กลุ่มที่สามไม่ทำงานรอรับเงินเดือน แต่พอมีนโยบายนี้เข้าไปทำให้ อสม. มีความชัดเจนในการปฏิบัติงานมากขึ้น 2.มีความเท่าเทียมไม่มีการกินแรง 3.อสม. ภาคภูมิใจที่เรายอมรับเขาเป็นหมอคนหนึ่งร่วมทีมกับหมอใหญ่ 4. มันเป็นระบบพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หมอ 3 คน ต้องมีการติดต่อกันระหว่างหมอ 3 คน และหมอทั้ง 3 คนต้องไปติดต่อกับประชาชนด้วย อสม. ก็จะได้รับการพัฒนายกระดับอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาไปจัดอบรมให้เขา 2-3 ติดต่อกันเขารับไม่ไหวหรอก แล้วก็เป็นวิชาการส่วนใหญ่ แต่ถ้าเขาถามว่าเอ๊ะแล้วโรคนี้เป็นยังไง ผื่นนี้เป็นโรคอะไร แพ้ไหม  ถ้าเป็นท้องร่วงเกิดจากอะไรบ้าง ความรู้เกิดจากการถาม คนที่ตอบเขาคือหมอคนที่สอง คนที่สาม อสม. เขาจะจำได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นการพัฒนาของ อสม. ก็เกิดขึ้น นอกเหนือจากหน้าที่ อสม. เขาก็ต้องไปสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัว (อสค.) คือการที่ในบ้านต้องมีคนหนึ่งที่มี health literacy ความรู้ด้านสุขภาพ

ยังคงเป็น volunteer based ได้เหมือนเดิมไหม สำหรับ อสม.

จริงๆ ได้  อสม.หากเขาไม่มีจิตอาสาเขาไม่มำทำงานตรงนี้หรอก เงินค่าตอบแทนที่ได้ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็น incentive  อะไรอยู่แล้ว เขามาทำเพราะจิตอาสากัน แล้วตอนนี้รัฐบาลเพิ่งมีมติให้เงินเพิ่มพิเศษจากการทำงานช่วงโควิด หากเราพูดในมุมกลับกันว่าไม่ได้เป็นการเยียวยาหรือให้เพื่อตอบสนองโควิด แต่เพื่อให้ทำงานเพิ่มมากขึ้นนะ อสม. ก็ดีใจ แต่ที่ดีใจมากกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม คือศักดิ์ศรีความเป็นหมอ การได้ดูแลประชาชน มีบทบาทชัดเจน ร่วมทีมเดียวกับนายแพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว กับหมอที่ตำบล ระบบสุขภาพให้การยอมรับว่าเขาเป็นตัวแทนของหมอ นี่คือสิ่งที่ได้นอกเหนือจากเงิน เขามีตำแหน่งแห่งหนในระบบสุขภาพชัดเจนขึ้น จิตอาสาก็ยังมีอยู่ อาจมีค่าเยียวยาอะไรเข้ามาบ้าง แต่สิ่งที่ได้คือ connection ของความต่อเนื่อง การช่วยเหลือ ระหว่างหมอสองหมอ กับระหว่างเขากับชาวบ้าน

ดูเหมือนทิศทางของนโยบายนี้ขัดแย้งกับการเดินทางของวิชาชีพ ที่มีการแบ่งภาระงานระหว่างวิชาชีพชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่หมอเวชศาสตร์ครอบครัวก็เรียนลงลึกลงไปเรื่อยๆ เจาะแคบลง แต่เราต้องการหมอที่รู้กว้าง ต้องการการทำงานที่ประสานและแทนกันได้

อันนี้แหละจะแก้ปัญหานี้ สภาพที่เป็นปัจจุบันนี้เราใช้ระบบการจัดสรรกำลังคนจากส่วนกลาง ที่เอาวิชาชีพเป็นตัวตั้ง คนที่ทำงานงานในระดับ รพ.สต.ก็เริ่มมีวิชาชีพที่ซอยย่อยลงไป ทำให้ต่างคนต่างอยู่ในวิชาชีพของตนเอง แต่พอมีเรื่องหมอสามคน เขาคือหมอระดับตำบล ต้องเข้าใจก่อนว่าความเป็นวิชาชีพมันจะเกิดมากที่สุด ใน รพ.สต และ รพช. แต่ที่ รพ.สต. เห็นชัดมาก ในนโยบายหมอ 3 คน เราไม่ได้เอาวิชาชีพเป็นตัวตั้ง แต่เรากำหนดว่าทุกคนใน รพ.สต. ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพอะไรทุกคนเป็นหมอระดับที่สองเหมือนกันหมด เมื่อกำหนดว่าเขาต้องทำงานร่วมกัน ทุกคนต้องแบ่งหมู่บ้านดูแลเท่าๆ กัน  เพราะฉะนั้น ความเป็นวิชาชีพเฉพาะมันจะน้อยลง จะแก้ปัญหาการเอาวิชาชีพเป็นตัวตั้งในระบบบริการสุขภาพได้ การที่เราให้หมอคนที่สองสวมหมวกสองใบ ใบที่หนึ่งคือคุณทำงานตามวิชาชีพไป แต่งานในวิชาชีพถูกลดไปครึ่งหนึ่งเมื่อเรากำหนดว่าคุณมีหน้าที่รับผิดชอบหมู่บ้านเหมือนกันหมด คนละ 1-3 หมู่บ้าน หรือประชากรประมาณ 1,250 คน ไม่ว่าคุณจะเป็นพยาบาล นักวิชาการ ทันตาภิบาล  หรือเป็นลูกจ้างสาธารณสุข คุณก็ต้องดูแลหมู่บ้านเหมือนกัน มีหน้าที่ต้องเชื่อมต่อ สร้างเครือข่าย การดูแลด้านสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ พวกนี้ไม่ได้เอาวิชาชีพมาเป็นตัวจับ ในหมู่บ้านปัญหาพื้นฐานไม่ต่างกันมาก และมันใช้ความรู้ด้านวิชาชีพน้อย อันนี้คืองานในฐานะหมวกใบที่สอง ใช้ทักษะเรื่องสังคม จิตวิทยา เมื่อคนมาทำตรงนี้ร่วมกัน หน้าที่คล้ายๆ กัน มันก็จะลดความเป็นวิชาชีพลง เพราะการที่เขาเป็นหมอระดับสองเหมือนกันมันต้องเกื้อกูลกัน ปรึกษากัน ความเป็นพยาบาล เป็นนักสาธารณสุข เป็นเทคนิคการแพทย์ก็จะน้อยลง

ปัญหาวิชาชีพในระดับ รพช.จะแก้ได้ไหมคะ

เรายังไม่สามารถเอื้อมไปถึงแต่หากเราสามารถจัดการระดับตำบล 9,000 กว่าแห่งได้ก็ช่วยได้เยอะ

เรื่องหมอสามคนตอนนี้เราจะ launch  program ออกไปให้เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล ว่าได้มาต่อยอดเรื่องการเข้าถึงบัตรทอง คือบัตรทองมันทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้จริง อย่างน้อยไม่มีใครถูกทิ้งให้ตายข้างถนนอย่างไร้ศักดิ์ศรี คนเข้าถึงระบบบริการได้ถึง 99.99% แต่ที่ตามมาคือโรงพยาบาลจังหวัดมีคนป่วยแออัด หนาแน่นตลอด เพราะระบบมันเน้นการรักษา ให้คนป่วยก่อนจึงจะเข้าถึงโรงพยาบาล คนให้บริการก็เครียด ชาวบ้านก็เครียดเพราะการรักษาจะมีคุณภาพด้อยลง กลายเป็นคนทำงานก็ไม่สำราญ งานที่ทำก็ไม่สำเร็จ แต่หมอสามคนจะส่งเสริมงานสร้างสุขภาพ ดูแลคนดีไม่ให้ป่วย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ให้ป่วย คนก็จะไปโรงพยาบาลน้อย ค่าใช้จ่ายของชาวบ้านในการเดินทางไปโรงพยาบาลก็น้อยลง แพทย์ พยาบาลในระดับ secondary, tertiary  ก็มีเวลาดูเรื่องโรคมากขึ้น มันก็จะดีทั้งระบบ

จะเชื่อมต่อไปถึง อปท. ที่ตอนนี้กำลังถูกดึงเข้ามาเป็นกลไกหลักในงานด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนหรือไม่ อย่างไร

อปท. ต้องเกี่ยวข้องแน่นอน เราละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่พูดถึงเพราะแม้แต่ในระบบปกติเราก็ใช้เขาอยู่แล้ว พอมีหมอ 3 คน เราใช้เขามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระดับตำบลทั้ง อบต. และเทศบาล ที่ตอนนี้มีกองทุนที่สำคัญในมือเขาอย่างน้อย 2 กองทุน คือกองทุนฟื้นฟูสุขภาพกับกองทุนผู้สูงอายุ (การดูแลสุขภาพระยะยาว) ในการทำงานของหมอคนที่สองที่เป็นระดับตำบลส่วนหนึ่งก็จะใช้งบประมาณปกติของระบบสุขภาพ อีกส่วนหนึ่งเราจะต้องใช้งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของ อปท. หลายแห่งยังเขียนขอเงินกองทุนไม่เป็น  หมอของเรากับท้องถิ่นก็ต้องช่วยกันเขียนโครงการเอาเงินมาทำงาน ท้องถิ่นต้องอนุมัติโดยปริยายเพราะดูแลคนในพื้นที่เขา และการเขียนโครงการก็จะถูกต้องขึ้น เพราะฉะนั้น อปท. ทุกระดับจะดีใจ ผมฟังเสียงท้องถิ่นหลายแห่งที่รับโอน รพ.สต. ไปแล้ว เขาดีใจมากขอทำเลย

เมื่อ รพ.สต. ต้องถูกถ่ายโอนไปตามกฎหมายกระจายอำนาจ นโยบายนี้ก็จะดำเนินต่อไป

ใช่ มันไม่ได้ขัดข้องอะไรเลย เพราะคำว่าหมอสามคนไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุขแต่มันขึ้นกับประชาชน หมอสามคนเพื่อประชาชน ไม่ว่า รพ.สต. จะอยู่ที่ไหน โครงการนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ หมอคนที่สองจะอยู่สังกัดไหนก็แล้วแต่ ยังไงต้องเป็นหมอคนที่สองทำเพื่อประชาชน ส่วนหมอคนที่หนึ่ง อสม. ต้องทำงานกับประชาชนอยู่แล้ว

แนวคิดหลักของหมอ 3 คน เน้นเรื่องการปลุกพลัง revitalization อาจารย์มองว่าระบบสุขภาพปัจจุบันขาดอะไรทำไมต้องเสริมพลัง

เรามี structure, staff แต่ขาด system กับ spirit  คือขาดความเชื่องโยงต่อเนื่อง และขาดการใส่จิตใจ ทัศนคติ อุดมคติ ความมีอุดมการณ์ของคนทำงาน เราเลยเรียกว่า revitalization เหมือนปลุกพลังชีวิต วิญญาณของการทำงานให้มีความสุข การได้ช่วยเหลือชาวบ้าน ทุกวันนี้คนของเราทำงานท่ามกลางความเครียด ยิ่งไปดู รพ. จังหวัดยิ่งเครียด เอาอย่างเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ซึ่งเป็นหมอคนที่สองต้องมานั่งคีย์ข้อมูลเพื่อไปเอาเงิน คนคีย์นี่เครียดนะ นี่กูคีย์ถูกไหม จะได้เงินไหม คนที่ไม่ได้คีย์ก็ถามเมื่อไรจะได้เงิน ไอ้คนรับข้อมูล ก็วิตกข้อมูลมันจะจริงไหม เกิดมันลงว่าขาวบ้านมารับบริการ แต่ไม่ได้ทำจริงซึ่งมันก็เคยเกิดขึ้น  มันก็เครียดทั้งระบบ ทุกระดับ แต่ถ้ามีหมอ 3 คน มันจะผ่อนคลาย การทำงานของหมอ 3 คนจะเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำงานง่ายขึ้น ที่สำคัญระบบข้อมูลเราต้องปรับใหม่ เราคุยกับ สปสช. แล้วว่าต้องปรับระบบการให้ค่าตอบแทน ไม่ใช่มานั่งนับว่าคุณฉีดวัคซีนไปได้เท่าไร  ต้องปรับใหม่คุณไปเยี่ยมบ้านกี่ครั้ง สร้าง อสค. ได้กี่คน หรือคุณทำให้คนไม่ป่วยได้มากเท่าไร

มันก็จะแค่การเปลี่ยนตัวชี้วัด งานยังเหมือนเดิม

ผมก็ไม่รู้จะปรับงานลงได้แค่ไหน แต่โดยทัศนคติหรือวิธีการมันน่าจะต้องปรับลง  ให้มันมีตัวชี้วัดที่ตรงกรอบงานที่เขาทำ และต้องเป็นตัวชี้วัดที่เป็น impact หรือ outcome ให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ output ที่เป็นตัวเลขว่าฉีดวัคซีนกี่คน อบรมกี่คน  แต่มันเห็นภาพว่าเขาไม่เป็นโรคนะ เพราะฉะนั้นมันต้องปรับคล้ายๆ อย่างนี้ แน่นอนการพูดแค่นี้มันง่าย เราก็ต้องค่อยๆ ปรับ ที่สำคัญผมว่าระบบต้องมีความเชื่อใจ คนเราหากได้รับความเชื่อใจ ไม่ต้องมาตรวจสอบกันตลอดเวลาแต่เชื่อใจกัน เขาก็จะมีความซื่อสัตย์ มีความถูกใจมากขึ้น เราหวังว่าอย่างนั้น นโยบายหมอ 3 คน ปัจจัยสำคัญคือเราต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธาในหมอทั้ง 3 คนของเขา ก่อนที่ประชาชนจะเชื่อมั่นเรา เราต้องเชื่อมั่นคนของเราเองก่อน

ก้าวต่อไปของการผลักดันนโยบายนี้

ที่ผ่านมางานที่เราทำคือเตรียมความคิดให้เข้าใจตรงกัน แล้วก็ดูตรรกะต่างๆ สอง ที่เพิ่งทำไปเราเอาผู้รู้มาคุย ต่อไปครั้งที่สามเมื่อคุยตรงกันแล้ว ก็ต้องดูว่าหมอครอบครัวที่เป็นหมอคนที่สามมีหน้าที่ทำอะไรต้องเอาหมอประเภทไหนมา จะรักษาเขาไว้ในระบบได้อย่างไร และผมคิดว่าต้องแยกเขาจาก รพช.  ไม่ใช่ว่ายังต้องสังกัด รพช. ที่พอจะลงพื้นที่ อาจมีกรณี ผอ. ไม่ให้ไป แยกมาต่างหากเลย  อันนี้ต้องคิดให้ชัด หน้าที่ บทบาทบาท การได้สวัสดิการ หมอคนที่สอง ในตำบล สมมติมีบุคลากร 10 คน แต่มี 14 หมู่บ้านเขาจะแบ่งงานกันอย่างไร  ลงชุมชนอย่างไร แบ่งให้ชัด ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรยังไง เช่นเดียวกันหมอหมู่บ้าน อสม. จะทำอย่างไร การแบ่งบ้านยังไง ต้องมีศูนย์สำหรับปฏิบัติงานไหม  หน้าที่การสร้าง อสค. ทำอย่างไร การสร้างความสัมพันธ์ของสามหมอ ที่จะให้ consult กันได้ต้องเป็นอย่างไร ต้องลงรายละเอียดพวกนี้ก่อน  ตอนนี้เราเห็นคอนเซปท์ร่วมกันแล้ว ก็ค่อยๆ มาดูว่าการเดินไปแต่ละขั้นจะเดินไปอย่างไร  พอทำตรงนี้เสร็จ ต่อไปก็ต้องจัดอบรมประชุมผู้บริหาร  ระดับข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจ นิเทศก์  พอเอระดับนี้ด้วยต่อไปก็คุยผู้บริหารระดับจังหวัด สสจ ต่อไปก็คุยกับผู้ปฏิบัติที่เราต้องลงไปให้ความรู้เขา คิดเป้าหมาย ก่อนว่าการทำทีเดียวทั้งประเทศไหวไหม หากไม่ไหวก็อาจจะค่อยๆ ขยับไป แต่ข้อสรุปเมื่อวานพอคุยกันได้แล้วว่าจะให้ทุกจังหวัดทำเลือกมาอย่างน้อย 1 อำเภอ  แบ่ง catchment area แล้วให้ลงมือปฏิบัติ 77 จังหวัด ก็จะได้ 77 อำเภอ ทำก่อนแล้วค่อยขยาย

หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นโยบายนี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

ผมว่าได้ เหมือน 30 บาทรักษาทุกโรคไม่มีใครล้มได้ แค่คิดจะล้มนี่ก็คิดผิดแล้ว  เพราะมันเกิดประโยชน์แก่ชาวบ้าน  อันนี้ก็เหมือนกันหากทำไปสัก 1-2 ปี แล้วมันเห็นว่าเกิดประโยชน์ ทั้งคนทำงาน ทั้งประชาชนที่รับบริการ ทั้งฝ่ายนโยบาย ทั้งฝ่ายที่ซื้อบริการ เห็นดีร่วมกันหมดมันก็เดินหน้าต่อไปได้ ที่สำคัญ มันมีรัฐธรรมนูญรองรับ เป็นนโยบายการเมืองของข้าราชการเมืองที่สอดคล้องกับนโยบายของข้าราชการประจำมันก็ยิ่งต้องอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมมั่นใจว่านมันจะคงอยู่ โดยระบบ โดยตรรกะและวิธีการของมันเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมว่าท่านรัฐมนตรีคงอยู่ยาว คงไม่ยุบสภาเร็วๆ นี้ ตราบที่ไม่ยุบสภาท่านก็ต้องคงอยู่ โดยส่วนตัวท่านก็ชอบงานพวกนี้ มีจิตอาสา ขับเครื่องบินส่งหัวใจ บริจาคร่ายกาย ไม่มีใครู้ว่าท่านบริจาคร่างกายนะ เพราะท่านขับเครื่องบินส่งหัวใจให้คนป่วยหลายครั้งท่านเห็นประโยชน์ตรงนี้ ถ้ารัฐบาลยังอยู่ ท่านก็ยังทำงานกับเราที่กระทรวงนี้แหละ

 

สัมภาษณ์โดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง