นักระบาดวิทยาในสหรัฐอเมริกาหลัง COVID-19

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / นักระบาดวิทยาในสหรัฐอเมริกาหลัง COVID-19
นักระบาดวิทยาในสหรัฐอเมริกาหลัง COVID-19

การระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของนักระบาดวิทยา จากเดิมที่ทำงานเงียบๆ แบบไม่มีใครรู้จัก กลายมาเป็นอาชีพที่บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งต้องการตัว  

การจะมองเห็นนัยสำคัญของประเด็นนี้เราต้องเริ่มต้นจากการทำความรู้จักนักระบาดวิทยากันก่อน นักระบาดวิทยาคือแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง มีความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนโรค หาต้นเหตุต้นตอของการระบาด แล้วตัดวงจรการระบาดนั้น นักระบาดวิทยาจะมี 2 กลุ่มคือ นักระบาดวิทยาคลินิก กลุ่มนี้เน้นทำงานในโรงพยาบาล ในห้องแลบ กับนักระบาดวิทยาชุมชน เน้นการทำงานนอกโรงพยาบาล ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเชื้อ ตัดวงจรการระบาดของโรค อเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีการสร้างนักระบาดวิทยากลุ่มหลัง และไทยก็เป็นประเทศที่  2 โดยไปศึกษาโครงสร้างหลักสูตรระบาดวิทยาชุมชนมาจากอเมริกาแล้วมาผลิตนักระบาดวิทยาชุมชนในประเทศไทยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว

การระบาดของ COVID-19 ทำให้บริษัทใหญ่ๆ กลายเป็นสนามทำงานใหม่ของนักระบาดวิทยา เพราะความจริงสำคัญประการหนึ่งที่ชัดเจนว่า COVID-19 จะยังไม่หายไปไหนจากสังคม ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหาวิธีอยู่กับเชื้อตัวนี้โดยไม่ให้เกิดการระบาด และนั่นทำให้พวกเขาต้องการนักระบาดวิทยา

 

  ภายใต้ new normal เราต้องเข้าไปช่วยเขาสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ จะใช้ลิฟท์อย่างไร ใช้พื้นที่ส่วนรวมร่วมกันอย่างไร การดูแลทำความสะอาดอาคารต้องทำอย่างไร หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานควรต้องเป็นอย่างไร ในเมืองพวกเขายังต้องกินข้าวเที่ยงด้วยกิน ดื่มกาแฟในห้องเดียวกัน ทำอย่างไรมันถึงจะปลอดภัย

 

พ.ญ. Kavita Trivedi นักระบาดวิทยา แห่งสำนักบริการสุขภาพและโรคติดเชื้อ รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวถึงภาระงานใหม่ในฐานะที่ปรึกษาด้านระบาดวิทยาให้กับหลายบริษัท

พ.ญ.Trivedi กล่าวว่ากระแสความตื่นตัวของบริษัทหรือองค์กรภาคเอกชนที่ต้องการคำปรึกษาเรื่องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เกิดขึ้นมาประมาณ 6 เดือนแล้ว ซึ่งสำหรับนักระบาดวิทยาถือเป็นสัญญาณดีที่คนเริ่มมองเห็นความสำคัญของตนเองในการควบคุมโรคด้วยการแสวงหาการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค  บางสัปดาห์ พ.ญ. Trivedi มีสัมมนาออนไลน์ (webinar) ให้กับบริษัทต่างๆ ถึง 5 ครั้ง รวมคนฟังกว่า 2,000 คน และมีหลายวันที่เธอและทีมต้องลงไปดูพื้นที่จริง

“มันเป็นงานที่ต้องทำในระยะยาว การต้องใส่หน้ากากตลอดเป็นระยะเวลานานจะต้องทำยังไง เราจะเปลี่ยนวัฒนธรรมและพฤติกรรมได้ยังไง เราต้องเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาเปลี่ยนวัฒธรรมองค์กร เช่นเมื่อพนักงานไอนิดหนึ่งก็ต้องให้หยุดงานแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้” เธอกล่าว

การตื่นตัวของบริษัทเอกชนในการขอคำปรึกษาจากนักระบาดวิทยา ทำให้แวดวงระบาดวิทยาของอเมริกาเริ่มมีความคึกคัก จากเดิมที่ทำกันอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จักบทบาทหน้าที่ของพวกเขาเท่าไรนัก กลายมาเป็นวิชาชีพที่น่าจับตามอง ข้อมูลจาก The Council of State and Territorial Epidemiologists  ในปี 2017 พบว่ามีนักระบาดวิทยาทั้งประเทศอเมริกาประมาณ 3,370 คน กว่า 1 ใน 3 กระจุกตัวในเมืองใหญ่ และประมาณ 3 ใน 4 ของนักระบาดวิทยาจะเน้นการทำงานกับโรคติดเชื้อ สุขภาพแม่และเด็ก และโรคเรื้อรัง ส่วนที่เหลือกระจายไปในงานอื่นๆ เช่น การเตรียมรับมือภัยพิบัติ งานข้อมูลสถิติ และสุขภาพสิ่งแวดล้อม งานที่ต้องการนักระบาดวิทยาแต่มีนักระบาดวิทยาสนใจทำน้อยที่สุดคือ งานด้านสุขภาพจิต การป้องกันการบาดเจ็บ และการใช้สารเสพติด

COVID-19 นอกจากจะทำให้ภาคธุรกิจเอกชนของอเมริกาให้ความสำคัญกับนักระบาดวิทยาแล้วยังทำให้สภาคองเกรสเปิดประตูต้อนรับบุคลากรกลุ่มนี้ด้วย เดือนพฤษภาคม 2563 ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อในอเมริกากำลังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันปัญหาการชะงักงันทางเศรษฐกิจเริ่มส่งผลในวงกว้าง Caitlin Rivers นักระบาดวิทยาผู้มีภูมิหลังด้านมานุษยวิทยาการแพทย์ ได้รับเชิญให้ไปให้ข้อมูลกับสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับมาตรการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ Rivers ซึ่งทำงานอยู่ที่ Johns Hopkins Center for Health Security ได้ให้คำแนะนำผู้แทนราษฎรว่าการมีแผนระดับชาติเกี่ยวกับการทดสอบหาเชื้อ การสืบสวนเส้นทางการติดเชื้อ และการสร้างความมั่นคงให้กับระบบสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากการระบาดของ COVID-19 ได้ ก่อนหน้านั้นในเดือนมีนาคม Rivers และตัวแทนคณะกรรมการอาหารและยา และผู้แทนจาก American Enterprise Institute ได้ร่วมกันวางเงื่อนไขเพื่อให้การเปิดทำการของภาคธุรกิจมีความปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขที่เสนอในครั้งนั้นคือ ให้รอจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ และการพูดกับสภาพคองเกรสในเดือนพฤษภาคมเธอก็ได้กระตุ้นให้รัฐบาลเร่งทำแผนชาติเพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในการตรวจหาเชื้อ ซึ่งหากรัฐบาลอเมริกันเชื่อคำแนะนำของเธอสถานการณ์ในประเทศก็คงจะไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ที่ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนชาวอเมริกันที่เสียชีวิตคิดเป็น 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ในฐานะนักระบาดวิทยาที่เติบโตมาจากสายมนุษยวิทยา Rivers ไม่ได้ประณามการตัดสินปลดล็อคภาคธุรกิจโดยไม่ทำตามคำแนะนำของเธอ เพราะเธอเข้าใจดีถึงแรงกดดันที่ฝ่ายนโยบายต้องรับผิดชอบเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ถึงเวลานี้ภาคการเมืองเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของคำแนะนำของเธอ เช่นเดียวกับประชาชนบนโลกทวิตเตอร์ที่ติดตามเธออยู่ถึงกว่า 140,000 คน มองเห็นความสำคัญของการมีแผนระดับชาติในการรับมือกับโรคระบาดต่างๆ และ Rivers เริ่มมีความหวังที่จะเห็นการก่อตั้งศูนย์ระดับชาติเพื่อคาดการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อ ซึ่งเธอเคยเสนอรัฐบาลในปี 2015 แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง และเธอคิดว่า COVID-19 ทำให้เธอมีความหวังที่จะเห็นการตั้งศูนย์นี้ได้จริง ทั้งนี้ที่ผ่านมาการให้ความสำคัญกับปัญหาภัยพิบัติหรือโรคระบาดมักจะเกิดขึ้นเป็นคราวๆ และเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีความยั่งยืน ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของงานนักระบาดวิทยา เพราะทำให้ต้องทำงานภายใต้สัญญาระยะสั้นกับรัฐบาล และบ่อยครั้งที่งบช้าหรือถูกตัด

แม้ COVID-19 จะโหดร้ายกับอเมริกา อย่างน้อยก็สร้างความหวังที่จะทำนักระบาดวิทยาของที่นั่นมีที่ยืนที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าปัจจุบัน

 

เพ็ญนภา   หงษ์ทอง

ภาพ https://consumer.healthday.com/