นิวซีแลนด์ กับ NO-FAULT SYSTEM

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / นิวซีแลนด์ กับ NO-FAULT SYSTEM
นิวซีแลนด์ กับ NO-FAULT SYSTEM

No-fault system หรือระบบการชดเชยให้ผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ โดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในแวดวงการให้บริการสุขภาพในบ้านเรา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความพยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ที่นับวันจะจบลงด้วยการเป็นคดีความในศาลมากขึ้น

แม้ประเทศไทยจะมีการนำระบบนี้มาใช้หลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เพราะยังมีข้อจำกัดอยู่กับเฉพาะผู้ป่วยที่สังกัดกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น ส่วนผู้ป่วยในสังกัดอื่นเช่น กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม ยังคงไม่ได้รับความคุ้มครอง no-fault system จะขยายความคุ้มครองไปถึงผู้ป่วยในกองทุนอื่น หากร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการพิจารณาให้ประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับ ระหว่างที่เรากำลังรอดูว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาหรือไม่ และประเทศไทยจะมีระบบชดเชยโดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิดมาใช้อย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ อย่างไร เราลองไปดูตัวอย่างจากนิวซีแลนด์ ซึ่งใช้ระบบนี้มาค่อนข้างนานว่ามีผลการดำเนินการเป็นอย่างไร

นิวซีแลนด์ เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศแรกๆ ที่นำระบบการชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจนจ์ถูกผิดมาใช้ โดยรับ แนวคิดจากเยอรมันมาตั้งแต่ปี 1900 เริ่มจากการชดเชยให้คนงานเป็นอันดับแรก ภายใต้ข้อบังคับใน พ.ร.บ.ชดเชยแรงงาน (Worker Compensation Act) โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นรายสัปดาห์ ต่อมาก็ขยายไปยังผู้ที่ไม่อยู่ในภาวะจ้างงานและผู้ได้รับอุบัติเหตุจากการใช้ถนน แต่นั่นก็ยังถือเป็น no-fault system อย่างไม่เป็นทางการ ระบบอย่างเป็นทางการมาเริ่มขึ้นในปี 1974 เมื่อกฎหมายชดเชยผู้ประสบอุบัติเหตุ (Accidental Compensation Act) ระบุให้มีการชดเชยการบาดเจ็บของบุคคลที่เกิดจากอุบัติเหตุ โดยถือว่าการบาดเจ็บจากการรักษาทางการแพทย์เป็นอุบัติเหตุอย่างหนึ่ง พร้อมกับการขยายการครอบคลุมของ พ.ร.บ.ชดเชยผู้ประสบอุบัติเหตุ ได้มีการตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า Accident Compensation Corporation (ACC) ขึ้นมา เพื่อรับผิดชอบดูแลเรื่องการจ่ายเงินชดเชย งบประมาณของ ACC มาจากหลากหลายแหล่ง ส่วนหนึ่งมาจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่รัฐบาลจัดสรรมาให้ ส่วนผู้ที่ไม่มีรายได้ รัฐบาลก็จะเป็นคนจ่ายเงินสมทบตรงนี้แทน มีเงินสบทบจากส่วนของนายจ้าง บางส่วนมาจากภาษีน้ำมัน

สถานการณ์ที่ให้จ่ายเงินชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด มีแนวโน้มจะทำให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ มีแนวโน้มที่จะบันทึกรายงานความผิดพลาดทางการแพทย์ที่อาจจะเกิดกับผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้ดีกว่าการให้บริการในบรรยากาศของการฟ้องร้องตามกฎหมาย

ต่อมาปี 2002 รัฐบาลได้ออกกฎหมายใหม่ชื่อว่า Injury Prevention Rehabilitation and Compensation Act 2002 ให้ความสำคัญกับการป้องกันการบาดเจ็บ และการส่งต่อของข้อมูลข่าวสาร โดยกำหนดให้ ACC ต้องส่งข้อมูลความผิดพลาดให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือแบบเงินก้อนขึ้นใหม่ด้วย สำหรับการบาดเจ็บหรือสูญเสียถาวร

ตามกฎหมายใหม่นี้กำหนดการบาดเจ็บที่เข้าข่ายอุบัติเหตุทางการแพทย์ไว้ดังนี้ Medical Misadventure หรือ การบาดเจ็บที่เกิดจากขั้นตอนการรักษา หรือการแสวงหาการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ลงทะเบียน หรือจากคำแนะนำของบุคลากรสุขภาพที่ลงทะเบียน และจะต้องเป็นการบาดเจ็บที่เกิดจาก Medical error หรือ Medical mishap

Medical error หมายถึง ความผิดพลาดของบุคลากรทางสุขภาพที่ลงทะเบียน ในการหาวิธีการรักษาและรักษาที่สมเหตุสมผลที่ถูกคาดหวังในสถานการณ์นั้นๆ

Medical mishap หมายถึง ผลข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาโดยบุคลากรสุขภาพที่ลงทะเบียนแล้ว และเป็นผลข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก (ไม่เกินร้อยละ 1) และเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง (เสียชีวิต พักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่า 14 วัน หรือมีการบาดเจ็บต่อเนื่องมากกว่า 28 วัน)

เมื่อผู้ป่วยได้รับความเสียหายตามที่ระบุข้างต้น ก็จะสามารถร้องเรียนไปยัง ACC เพื่อขอรับเงินชดเชยได้ โดยจะมีการพิจารณาคำร้อง และการประเมินการชดเชยตามระเบียบที่วางไว้ ซึ่งเมื่อตกลงรับเงินชดเชยแล้วจะต้องงดเว้นการใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดีของตนเอง

นับตั้งแต่มีการนำระบบการชดเชยแบบไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดมาใช้ พบว่าค่าใช้จ่ายในการชดเชยในภาพรวม ตั้งแต่ปี 1975-1989 สูงขึ้นประมาณร้อยละ 20 ต่อปี โดยสูงกว่าค่าชดเชยโดยระบบศาล นอกจากนี้พบว่าระหว่างปี 1992-2002 มีการร้องเรียนการบาดเจ็บจากการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ประมาณ 20,000 ราย และได้รับการชดเชยประมาณร้อยละ 40 โดยการรักษาทางศัลยกรรมทั่วไปจะมีการร้องเรียนมากที่สุด รองลงไปคือสาขานรีเวชศาสตร์ ออร์โธปิดิก ทันตกรรม สูติศาสตร์ และหัตถกรรมทั่วไป แต่การร้องเรียนที่ต้องจ่ายเงินชดเชยมากที่สุดกลับเป็นสาขาสูติกรรม

แม้ ACC จะจ่ายเงินชดเชยโดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด แต่ก็พบว่าข้อบังคับที่ให้ ACC ต้องส่งรายงานความผิดพลาดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ก็ส่งผลให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ส่วนหนึ่งไม่ค่อยอยากให้ความร่วมมือ เพราะเกรงว่าข้อมูล รายละเอียดที่ส่งไป จะถูกส่งไปยังหน่วยงานอื่นที่อาจมีผลต่อการควบคุมหรือการลงโทษ อย่างไรก็ดีรายงานศึกษาบางฉบับพบว่าสถานการณ์ที่ให้จ่ายเงินชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด มีแนวโน้มจะทำให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ มีแนวโน้มที่จะบันทึกรายงานความผิดพลาดทางการแพทย์ที่อาจจะเกิดกับผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้ดีกว่าการให้บริการในบรรยากาศของการฟ้องร้องตามกฎหมาย

ปัจจุบันแม้ระบบการชดเชยโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ถูกผิด ของนิวซีแลนด์จะถือว่าลงตัวและเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ นำไปพิจารณาปรับใช้ แต่นิวซีแลนด์เองก็ยังคงมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

หมายเหตุ: เก็บความจาก รายงานการชดเชยความเสียหายจากบริการทางการแพทย์โดยไม่ต้องรับผิด (No-Fault Compensation Schemes): การทบทวนสถานการณ์ใน 6 ประเทศ โดย รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง, ทพ.นฤพงศ์ ภักดี และ พ.ต.หญิง จิราพร ชมศรี

มองรอบโลก โดยแม่พลอย

เผยแพร่ครั้งแรก ผีเสื้อขยับปีก เล่มที่ 6


  • ม. 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ระบุว่า “ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้ หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกำหนด” โดยคำว่า ผู้รับบริการหมายถึงเฉพาะผู้รับบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น
  • ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข มีข้อกำหนดให้ตั้งกองทุนคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เพื่อใช้จ่ายเป็นเงินชดเชยให้แก่ผู้เสียหายหรือทายาท โดยไม่มีการพิสูจน์ความถูกผิด โดยไม่กำหนดว่าผู้เสียหายเป็นผู้ป่วยสังกัดกองทุนสุขภาพกองทุนใด