บทบาทของเภสัชกรในระบบสุขภาพไทย กับ ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / บทบาทของเภสัชกรในระบบสุขภาพไทย กับ ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์
บทบาทของเภสัชกรในระบบสุขภาพไทย กับ ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์

สังคมขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องยา, การหวงความรู้ในสายงานของวิชาชีพมากเกินไป, เภสัชกรยังไม่ได้ทำงานให้ระบบสุขภาพเต็มศักยภาพที่มี ส่วนหนึ่งของประเด็นการสนทนาว่าด้วยบทบาทของเภสัชกรและร้านขายยาในระบบบริการสุขภาพปัจจุบันที่ผีเสื้อขยับปีก ได้รับโอกาสจาก รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม ให้ร่วมสนทนาด้วย ภายหลังกระทรวงสาธารณสุขประกาศดำเนินนโยบายลดความอัดของโรงพยาบาลด้วยการให้ร้านขายยาภายนอกทำหน้าที่จ่ายยาแทนห้องยาของโรงพยาบาล

ความเห็นต่อนโยบายการลดความแออัด

            เห็นด้วย เพราะคนที่จะได้ประโยชน์มากสุดคือผู้ป่วยที่ไม่ต้องรอรับยาที่ รพ. และสามารถเลือกรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านได้ แต่ไม่ใช่ร้านยาไหนก็ได้นะคะ ผู้ป่วยต้องลงทะเบียนร้านยาที่ตัวเองจะไปรับยาก่อน อาจเป็นที่เรารู้จัก  หรือเคยใช้บริการ ระบบนี้จึงจะทำให้บริการสาธารณสุขคล่องตัวได้ขึ้น และร้านยาซึ่งมีเภสัชกรที่ชำนาญด้านยาอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเห็นด้วยว่าเป็นนโยบายที่ดี

จำนวนร้านยากับความสามารถในการทำหน้าที่นี้

ตอนนี้ร้านยามีจำนวนเป็นหมื่น เยอะกว่าสถานพยาบาลด้วยซ้ำ เราพูดเฉพาะร้านยาที่มีเภสัชกรคือ ขย 1 เราไม่พูดถึง ขย 2  ตอนนี้ ขย 1 ตามกฎหมายต้องมีเภสัชกรตลอดเวลาที่เปิดทำการ แปลว่าร้านยาเหล่านี้ถูกดูแลควบคุมมาตรฐานโดยสำนักงานอาหารและยา ซึ่งมีมาตรฐาน Good Pharmacy Practice (GPP) คือแนวทางปฏิบัติที่ดีของร้านยา ต้องมีการต่อทะเบียนทุกปี จึงมีการควบคุมโดย อย. อยู่แล้วว่าต้องมีเภสัชกรประจำ นอกจากนี้ร้านยายังมีอีกหนึ่งมาตรฐานควบคุมอยู่ คือมาตรฐานสภาเภสัชกรรม นั่นคือร้านยาคุณภาพ มาตรฐานจะสูงกว่า GPP นิดหน่อย มีมาตรฐานการให้บริการเภสัชกรรมที่เพิ่มขึ้นจากของ อย.  ที่เน้นมาตรฐานเชิงโครงสร้าง เช่น ร้านต้องสะอาด มีที่เก็บยาสะอาด มีที่ควบคุมอุณหภูมิของยา ต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาที่เปิดร้าน แต่ร้านยาคุณภาพเราจะมีมาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตรฐานในการให้บริการทางเภสัชกรรมซึ่งมีรายละเอียดมากขึ้น  เพราะฉะนั้นถามว่าร้านยามีพอเพียงไหม คำตอบคือพอ และระบบที่ออกแบบมาเป็นระบบที่ต้องขึ้นทะเบียน แปลว่าสถานพยาบาลเองก็ต้องมีทะเบียนของร้านยาที่สถานบริการที่เกี่ยวข้องด้วย ตรงนี้เป็นระบบที่ สปสช. จะต้องวางขึ้นมาสำหรับแต่ละจังหวัด

จำนวนเภสัชกรเพียงพอหรือไม่

 การผลิตเภสัชกรถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง แต่หากพิจารณาจริงๆ  ขณะนี้ถือว่าเราขาดนะ ในประเด็นที่ว่าหากเราจะให้เภสัชกรทำงานเต็มสมรรถนะที่เรียน 6 ปี คือในโรงพยาบาลเองก็ยังมีปัญหาห้องยาล้นเพราะคนไปรอคิวที่ห้องยา และห้องยาไม่มีตำแหน่งให้เภสัชกร เภสัชกรในห้องยาเองก็มีจำนวนไม่เพียงพอ แล้วก็มีเภสัชกรที่ทำงานในร้านยา ตอนนี้มีเภสัชกรที่อยู่ประจำร้านยา บางร้านอาจมีสองคน สามคน เพราะร้านใหญ่ บางร้านอาจมีคนเดียว แล้วก็ยังมีเภสัชกรที่ทำงานที่ศูนย์บริการปฐมภูมิ  เพราะฉะนั้นเภสัชกรที่มีในขณะนี้มันก็จะพอดีๆ ปริ่ม ไม่ได้ขาด

ศักยภาพของเภสัชกรกับการทำงานในระบบสุขภาพปัจจุบัน

เราจะเห็นเลยว่าในสถานพยาบาล ผู้ป่วยในจำเป็นต้องมีเภสัชกรคลินิก คือผู้ที่ดูแลเรื่องของยา ทำงานบนวอร์ด เพราะเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ต้องคอยตรวจสอบเรื่องยา เพราะมียาออกใหม่อยู่ตลอด องค์ความรู้เรื่องยาพัฒนาไวมาก  มันจะมีเรื่องของ drug interaction ที่ต้องระวัง ปกติผู้ป่วยจะไม่ได้มีอาการเดียว การใช้ยาของผู้ป่วยก็จะมีหลายชนิด มันอาจมีการไม่เข้ากันระหว่างยาที่กิน หรือมีปัญหาระหว่างยากับอาหารที่กิน หรือมันมีปัญหาระหว่างยากลุ่มหนึ่งในการรักษาอาการหนึ่ง กับยาอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นในเรื่องของยา ต้องมีเภสัชรตลอด ถามว่าเภสัชกรยังขาดไหม ในเรื่องของเภสัชกรรมคลินิค  อันนี้เป็นอีกประเด็น ซึ่งขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่งให้เภสัชกรขึ้นไปช่วยงานในวอร์ด โดยเฉพาะในคลินิกที่จำเป็นต้องมีการผสมยาเฉพาะ เช่นในวอร์ดผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้ยาเคมีบำบัด

ยาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลผู้ป่วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องอยู่ในสถานพยาบาล ขณะเดียวกัน ใน รพ.สต. ก็มีเภสัชกรที่สามารถช่วยคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทัน หรือที่ฮิตมากการใช้คำว่า health literacy ก็คือมีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพและยา ไม่ถูกหลอกง่าย เราจะเห็นว่านอกจากยาแล้วยังมีอาหารเสริม ซึ่งเป็นธุรกิจสุขภาพที่ทำกำไรมหาศาล ยิ่งคนยิ่งซื้อ ยิ่งเชื่อ บางทีมันไม่ได้มีฤทธิ์อย่างนั้นหรอก แต่โฆษณากันจนมันวิเศษมากเลย ยาอายุยืนหมื่นปี แพงแสนแพง คนก็เชื่อ นั่นแปลว่าในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ในเรื่องความเข้าใจเรื่องยา เรื่องของสิ่งที่เรานำเข้าไปในร่างกายเพื่อป้องกัน ส่งเสริม หรือสร้างเสริมสุขภาพ องค์ความรู้เหล่านี้ยังไม่ได้ถูกเรียบเรียงจนชาวบ้านมีความเท่าทัน เพราะถ้าเขาเท่าทัน เขาจะตั้งคำถาม เฮ้ย! มันจะเข้าไปทำอะไรในร่างกาย มันจะทำอย่างนั้นได้จริงหรือเปล่า แล้วมันทำได้ยังไง นึกออกไหม คำถามมันจะตามมาเป็นขบวนเลยก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ หรือเอาเข้าร่างกาย ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้เห็นข่าวที่มีการหลอกว่าไอ้แผ่นคล้ายๆ แผ่นแม่เหล็ก ขนาดเท่านามบัตร เอามาแปะที่ตัวก็หาย หรือเอามาแช่น้ำ แล้วกินน้ำนั้นก็จะหายจากโรคภัย แล้วราคาก็ไม่ใช่บาทสองบาท

นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของเภสัชกรคือการคุ้มครองผู้บริโภค  แล้วก็มีการสกรีนนิ่ง คัดกรอง แนวโน้มของการเป็นเบาหวาน ความดัน ที่ต้องป้องกัน ต้องดูแล เหล่านี้เภสัชกรสามารถช่วยได้ เป็นกำลังที่สำคัญ อาจไม่ต้องลงไปทำโดยตรง แต่ลงไปช่วยให้ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความรู้ความเข้าใจ เภสัชกรจะทำให้พื้นที่นั้นมีศักยภาพมากขึ้น เครือข่ายเภสัชกรปฐมภูมิที่ทำงานด้านพื้นที่เพื่อทำให้ชาวบ้านเกิดความเท่าทันในเรื่องของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือว่าทำให้สามารถค้นหาผู้ป่วยที่บางทีไม่รู้หรอกว่านี่เป็นผลข้างเคียงจากยา เช่นกินยาไปจนกระทั่งขาบวม เดินไมได้ ไม่รู้หรอกว่ายาที่ตัวเองกินเป็นประจำนั้นทำให้ขาบวม คิดว่ามันเป็นโรคใหม่เกิดขึ้นอีกหนึ่งโรค นี่คือตัวอย่างที่เภสัชกรจะเข้าไปช่วยลดปัญหาเหล่านี้

 เราจะเห็นปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคเรื้อรัง มีข้อมูลชัดเจนว่ามียาเหลือใช้ และเป็นยาแพงๆ ด้วยนะ อยู่ในบ้าน คิดเป็นมูลค่าเป็นร้อยล้าน พันล้านเลยนะ แต่ละปี  ถ้าสมมติว่าเราสามารถทำให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาได้จะทำให้สถานการณ์โรคดีขึ้น  โรคเรื้อรังพวกนี้ปกติหมอจะนัด 4 เดือน 6 เดือน เพราะฉะนั้นไปแต่ละครั้งยามันเยอะ เพราะกว่าจะเจอหมออีกที 4 เดือน ยาก็ต้องเยอะ หากผู้ป่วยใช้ยาไม่ถูก ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง เหลือบ้าง อาการไม่หาย ก็ไม่ใช้ กลายเป็นยาเหลือทิ้งที่บ้าน แต่ถ้าระบบที่จะเกิดขึ้นที่ร้านยาทำหน้าที่จ่ายยา ร้านยาจะจ่ายให้ทีละเดือนเพื่อติดตามการใช้ยา แล้วก็ดูว่าทำไมยามันถึงเหลือ ทุกครั้งที่มารับยาก็ต้องซักถามพูดคุยยาเหลือไหม เหลือเท่าไร เอามาดู ร้านยาที่เขาเลือก เป็นร้านยาที่ใกล้ที่ทำงาน หรือใกล้บ้าน  โอกาสที่จะทำความเข้าใจในการติดตามการใช้ยาก็จะเยอะกว่า ที่โรงพยาบาลซึ่งมันไม่มีโอกาส เพราะให้ครั้งละ 4-6 เดือน พอไปหาหมออีกทีก็ได้ยาไปเพิ่มอีกและอาการก็ไม่ดีขึ้น  เพราะคุมไม่ได้ พอคุมไม่ได้ก็เพิ่มยาอีก  มันก็เป็นปัญหาไม่จบ เนื่องจากเวลาในการดูแลหรือพูดคุยเพื่อความเข้าใจที่ห้องยามันน้อย เพราะเวลาไม่พอ ในการให้บริการ ขนาดแค่บอกยานี่ยังไง ต้องระวังนะ อย่ากินพร้อมอาหาร พร้อมนม อะไรก็ตาม คนไข้ก็แน่นแล้ว ถ้าต้องติดตามอีกว่า คราวที่แล้วกินยาแล้วมีอาการใจสั่นไหม ขาบวมไหม มีอาการผิดปกติอะไรไหม มันยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้

เพราะฉะนั้นการขยายให้บริการมาที่ร้านยาก็จะเป็นประโยน์กับผู้ป่วยได้มีเวลาซักถาม และเป็นที่พึ่งเรื่องยา สงสัยก็มาถาม ได้องค์ความรู้ เข้าใจ ในเรื่องยาดีขึ้น

คือระบบใหม่จะเปิดโอกาสให้เภสัชกรที่ทำงานนอกโรงพยาบาลมีบทบาทในระบบสุขภาพมากขึ้น

ใช่ค่ะ แต่มันไม่ใช่ว่าเอาใบสั่งไปที่ร้านยาที่ไหนก็ได้นะคะ ระบบจะมีร้านยาประจำ เป็นระบบขึ้นทะเบียนคล้ายๆ กับระบบหลักประกันที่มีโรงพยาบาลตัวเอง ร้านยาก็เช่นเดียวกัน แต่คุณจะเปลี่ยนร้านยาได้ถ้าคุณไม่พอใจในบริการ ใน 6 เดือนหรือ 1 ปี คุณลงทะเบียนเปลี่ยนร้านยาได้ ไม่ใช่เอาใบสั่งยาไปที่ร้านไหนก็ได้ หากให้เอาใบสั่งแล้วไปไหนก็ได้ บางทีมันเกิดความไม่เข้าใจ อย่างโรงพยาบาลเอกชนค่ยามันแพง ก็เอาใบสั่งไป ซื้อยา แล้วใช้ยาโดยไม่มีการติดตามการใช่ยาก็จะมีผลเสียได้

นโยบายนี้คือการต่อยอดร้านยาชุมชนอบอุ่นใช่ไหม

ใช่แล้ว เพราะว่าตอนนี้ร้านยาชุมชนอบอุ่น ไม่ได้ให้บริการในเรื่องใบสั่งยา แต่ให้บริการในเรื่องการคัดกรองผู้ป่วย จะมีผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน ผู้ป่วยระบบโรคทางเดินหายใจ หรืออะไรก็ตาม คัดกรองแล้วส่งต่อ ผู้ป่วย ผู้ที่มาปรึกษาหรือขอความรู้เรื่องสุขภาพ ให้บริการในด้านการอดบุหรี่ มี 3-4 บริการ ของร้านยาชุมชนอบอุ่น ตอนนี้จะต่อยอดจากนั้น  ซึ่งมีเฉพาะในกรุงเทพ ต่อไปจะมีทุกจังหวัด  ที่จะนำร่องในเดือนตุลาคม จังหวัดไหนพร้อมก็เริ่มได้เลย ไม่ได้จำกัดเฉพาะใน กทม เหมือนร้านยาชุมนอบอุ่น ที่ทดลองเฉพาะในกรุงเทพฯ ก่อนในช่วงนั้น พอรัฐมนตรีมีนโยบายต้องการลดปัญหาความแออัด มันไม่ใช่แออัดเฉพาะในกรุงเทพฯ  มันแออัดทั่วประเทศ หลายจังหวัดก็สนใจ

จริงๆ มีโรงพยาบาลที่ทดลองรูปแบบการให้บริการร่วมกับร้านยามาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นกลไกที่เข้าไปอยู่ในระบบบริการอย่างจริงจัง เป็นพียงโครงการทดลองนำร่อง  พอทำมา 2-3 ปีเมื่อไม่มีงบประมาณหรือการชดเชยที่เป็นระบบ มันก็ไม่ยั่งยืน ไม่ได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายเลย มันก็ไม่ถาวร  กระท่อนกระแท่น ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่คราวนี้เป็นนโยบาย สปสช. จะทำให้ระบบมั่นคง ร้านยาอยู่ได้  โรงพยาบาลอยู่ได้ ชาวบ้านได้รับบริการ ทั่วถึง ระบบก็จะเป็นจริงขึ้น

แล้วห้องยาในโรงพยาบาลยังจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่

แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของระบบ ในโรงพยาบาลอย่างไรยาก็จำเป็นต้องมี แต่ว่าจะให้มีเฉพาะผู้ป่วยใน หรือผู้ป่วยนอกด้วย เพราะร้านยาก็จะดูแลเฉพาะผู้ป่วยนอกเท่านั้น  หากโรงพยาบาลจะไม่มีห้องยาสำหรับผู้ป่วยอกเลยก็ได้  เภสัชกรห้องยาก็ดูแลเฉพาะผู้ป่วยใน และดูแลเรื่องการจัดการยา บทบาทก็จะชัดขึ้น หากห้องยาต้องดูทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในก็ต้องชัดว่าผู้ป่วยนอกประเภทไหนที่โรงพยาบาลจะดูแลเอง และประเภทไหนส่งต่อให้ร้านยาดูแล มันจะเป็นพัฒนาการของระบบไปเอง ตอนนี้ยังเพิ่งเริ่มต้น

การเพิ่มบทบาทให้เภสัชกรและร้านยาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ร้านยาคุณภาพ ร้านยาอบอุ่น มาถึงการลดความแออัดจะไปกระทบกับการทำงานของวิชาชีพอื่นหรือไม่

ประเด็นนี่เราต้องยอมรับวิชาชีพต้องใจกว้าง อันนี้เรื่องจริง ไม่ว่าวิชาชีพไหนก็ตามต้องใจกว้าง อย่างเช่นตอนนี้เราสอนให้พยาบาลที่ รพ.สต สามารถจ่ายยาอันตรายที่จำเป็นต้องจ่ายให้คนไข้  ภายใต้การทำงานของเภสัชกร เภสัชกรต้องใจกว้างให้เขามาทำ เพราะมันเป็นไม่ได้ว่าคุณจะมาใจแคบ แล้วคิดว่าคุณเท่านั้นที่จะทำได้ แต่ในระดับที่เป็นพื้นฐานคุณสามารถที่จะถ่ายทอดให้เขาเป็นผู้ช่วยได้  การเจาะเลือดที่ปลายนิ้วก็เช่นกัน คนไข้เขาเจาะเองได้ ไม่ต้องให้เภสัชกรหรือวิชาชีพไหนไปเจาะหรอก เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันไปไกล มันไม่ต้องใช้องค์ความรู้ ความขำนาญในการเจาะเลือด มันไม่ใช่การเปิดเส้นเลือด มันไม่จำเป็น  แค่เจาะที่ปลายนิ้วมันก็สามารถคัดกรองคนไข้ได้ หรือการวัดความดัน จะมาบอกว่าคนที่จะวัดความดันได้ คนที่จะต้องแตะต้องตัวผู้ป่วยได้ ต้องเป็นบุคลกรกลุ่มนี้กลุ่มนั้นเท่านั้น คำถามคือเดื๋ยวนี้ความดันเอามือสอดเข้าเครื่องไปมันก็รู้แล้ว แล้วมันแม่นยำไหม ก็แม่นยำ  80-90% ซึ่งหากใช้เพื่อติดตามหรือแค่สกรีนนิ่ง มันไม่ได้ซีเรียสขนาดว่าข้อมูลต้องถูกต้อง 100% เป๊ะ ที่ต้องใช้บุคลากรมาฟัง ต้องใช้สเต็ต อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันต้องใจกว้าง ไม่ใช่พูดกว้างๆ ว่าวัดความดันก็ไม่ได้นะ เจาะเลือดก็ไม่ได้นะ  อย่างนั้นมันก็ไม่ได้พัฒนา ตรงนี้ขอเรียกร้องเลยว่าทุกวิชาชีพต้องใจกว้าง อาจารย์เองก็พยายามคุยกับวิชาชีพเภสัชกรเลยว่าเดี๋ยวนี้มันไม่มีพรมแดนแล้ว องค์ความรู้มันมีอยู่ทั่ว เปิดอินเทอร์เน็ตทุกคนก็รู้หมดแล้ว คุณไม่ต้องมาหวง  ที่สำคัญคือวิชาชีพต้องรู้ให้ลึก ไม่ได้รู้แค่ข้อมูลตื้นๆ สมมติคุณจะเป็นวิชาชีพ คุณจะบอกว่าคุณมีความรู้เรื่องยา คุณก็ต้องเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของมัน ต้องรู้ลึกไปกว่าที่จะหาได้จากในเน็ต จะมาบอกว่าคนอื่นไม่มีความรู้เลยไมได้ เพราะเดี๋ยวนี้วิชาการมันไปก้าวหน้ามาก ขนาด AI มันสามารถวิเคราะห์โรคได้ จะมาบอกว่าไม่ได้นะ AI จะมาวิเคราะห์โรคไม่ได้ ต้องหมอเท่านั้น มันก็ไม่ใช่อีก ถูกไหมคะ เพราะเราจะไปต้านทานเทคโนโลยีหรือความรู้มันไม่ได้  แต่จะทำยังไงให้มันถูกต้อง และได้ประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชน ไม่ใช่แก่วิชาชีพ

หากกลัวว่าเค้ามาแย่งวิชาชีพคุณ มันก็แปลว่าคุณไม่ใช่วิชาชีพสิ คนอื่นถึงมาทำงานของคุณได้ คุณก็ไม่เห็นมีอะไรที่มันเป็นเอกลักษณ์ หรือลักษณะพิเสษของคุณ คุณก็ต้องกลับมาคิดใหม่ เอ๊ะ! หรือว่าเรายังไม่ได้ทำสิ่งที่มันเป็นวิชาชีพจริง

อาจารย์กำลังพูดถึง skill mixed

ใช่ อันนั้นถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันเป็น skill mixed ส่วนใหญ่ คือ boundary ของวิชาชีพมันจะน้อยลง เพราะฉะนั้นอย่าไปหวงวิชาชีพมาก แต่มันก็ยังมีลักษณะของวิชาชีพในระดับสูง อันนั้นยังมีความจำเป็น และตรงนี้ก็เป็นพัฒนาการทำให้วิชาชีพก้าวหน้าไปด้วย

การที่สังคมไทยยังมีความเชื่อว่าเอาแผ่นแม่เหล็กจะมองว่าเป็นผลจากการที่เภสัชกรมีบทบาทในระบบสุขภาพน้อยเกินไปได้หรือไม่ 

ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด มัน half truth เราต้องยอมรับว่ายาเป็นธุรกิจ เขาต้องการ maximize กำไร เขาก็ต้องบอกว่าของเขาดี ของเข้าหรู ระบบการโฆษณาการส่งเสริมการขายยังมีบทบาทสูง แม้แต่ในส่วนที่กฎหมายห้ามไม่ให้โฆษณา เขาก็เลี่ยงโฆษณาจนได้  เทคโนโลยีมันทำให้ข้อมูลข่าวสารไปเร็วด้วย  คุณทำงานไม่ทันหรอกหากชาวบ้านไม่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นหากคุณไม่ทำให้ชาวบ้านมีความใจลึกซึ้งจนกระทั่งตั้งคำถามเป็น  ก็เหมือนที่เราพยายามบอกว่าการศึกษาของไทยเรา เราไม่ได้จัดการศึกษาจนเกิด critical thinking ความคิดวิเคราะห์ หากเกิดความคิดเชิงวิเคราะห์ ก็จะเกิดการตั้งคำถาม เอ๊ะ! ทำไม แล้วมันจริงหรือ คนก็จะแสวงหาความรู้ แต่เราสอนกันในลักษณะการป้อน สังคมไทยก็เป็นแบบนั้น  เป็นเพียงรับรู้ข้อมูลแล้วไม่ค่อยวิเคราะห์ สังเคราะห์ ถามว่าเป็นความผิดไหม ไม่ใช่ เพราะว่าระบบเราทำให้เกิดลักษณะเช่นนั้น แต่ว่าเดี่ยวนี้เริ่มดีขึ้น แต่ขณะที่ดีขึ้นสิ่งเร้าก็ฉลาดขึ้น กลไกเหล่านี้มีวิธีพูดให้ฟังแล้วเคลิ้ม แล้วยังมีเรื่องของความเชื่อ และการบอกต่อมันทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเชื่อที่ผิดๆ การใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล ปัญหาจากการใช้ยาก็ยังดำรงอยู่

ปัญหาการใช่ยาเป็นแค่ตัวอย่างให้เห้นถึงความอ่อนแอของสังคมไทยว่าเยอะแยะมากมาย

ถูกต้อง เราอ่อนแอในหลายด้าน

ทำไมระบบสุขภาพถึงไม่เปิดโอกาสให้เภสัชกรทำงานเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนจาก 5 ปี เป็น 6 ปี

ไม่ใช่ไม่เปิด มันเริ่มมีแล้ว ตอนนี้หลายโรงพยาบาลเภสัชกรก็ช่วยหมอในเรื่องยาเยอะขึ้น  หมอจำนวนมากพอมีปัญหาเรื่องยาก็ปรึกษาเภสัชมากขึ้น คือประเด็นบ้านเราเนื่องจากอัตรากำลัง การที่จะเพิ่มตำแหน่งมันยังมีปัญหาอยู่เยอะ ความจำกัดของงบประมาณ แต่ในหลายที่เราเห็นบทบาทเภสัชกรมากขึ้น ชัดเจนขึ้น

 

เรื่อง เพ็ญนภา หงษ์ทอง

ภาพ ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์