ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอ

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอ
ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอ

ระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอถูกจัดตั้งขึ้นไม่เพียงให้เป็นด่านหน้าของระบบบริการสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศ แต่ยังให้มีภาระรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ

อย่างไรก็ดีระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอกลับต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ทั้งความไม่เป็นหนึ่งเดียวของระบบ ปัญหากำลังคนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อัตรากำลัง ปัญหาการขาดแคลนและการกระจายกำลังคนด้านสุขภาพ ทักษะในการทำงาน ตลอดถึงข้อจำกัดในอำนาจการบริหารจัดการกำลังคนในระดับพื้นที่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมระบบบริการปฐมภูมิ รวมถึงนโยบายคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care-cluster – PCC) แต่กระนั้น ท่ามกลางข้อจำกัด หลายพื้นที่กลับสามารถดำเนินระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2561 ดร.นงลักษณ์ พะไกยะ ในฐานะนักวิจัยของสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) และคณะจึงได้ถอดบทเรียนพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอภายใต้ชื่อโครงการ “การจัดการกำลังคนด้านสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอของประเทศไทย” เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จของพื้นที่เหล่านั้น และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลต่อไป
พื้นที่ศึกษาเพื่อการถอดบทเรียนในครั้งนี้ได้แก่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย, อ.นครไทย จ.พิษณุโลก, อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี, อ.นาหว้า จ.นครพนม, อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ. สงขลา ผลการถอดบทเรียนพบว่าพื้นที่ทั้ง 6 แห่ง

มีปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพระดับอำเภอ ดังนี้
1. ภาวะผู้นำ พบว่าผู้นำในพื้นที่ทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนและสาธารณสุขอำเภอมีความเข้าใจสุขภาพอำเภอในภาพรวม และมียุทธศาสตร์การทำงานที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
2. การมองภาพรวมของระบบสุขภาพอำเภอเป็นหนึ่งเดียว การวางแผนร่วมกัน การบริหารจัดการการเงินอย่างโปร่งใส ติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ
3. การสร้างทีมงานผู้นำรุ่น 2 ของทีมสุขภาพ ซึ่งจะเป็นทีมวิชาการและผู้นำรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาระบบสุขภาพระดับอำเภอ
4. การทำงานในรูปเครือข่าย ทั้งแนวตั้งและแนวราบทั้งภายในภาคสาธารณสุขและกับภาคีภายนอก

จากปัจจัยความสำเร็จทั้ง 4 ประการข้างต้นทีมนักวิจัยได้นำมาสังเคราะห์และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการที่รัฐบาลจะนำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างศักยภาพของระบบบริการปฐมภูมิและระบบบริการสุขภาพระดับอำเภอต่างๆ รวมทั้งนโยบาย PCC มาใช้ ดังนี้

1. รัฐบาลควรจัดรูปแบบทีมกำลังคนให้บริการในเครือข่ายบริการปฐมภูมิที่หลากหลาย เพื่อเป็นการสร้างการเข้าถึงบริการ เพิ่มคุณภาพบริการในต้นทุนที่ระบบสามารถจ่ายได้ การจัดทีมกำลังคนควรให้มีหลายทักษะในทีมเดียวกัน
2. มีกระบวนการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นสอง และทีมวิชาการ เพื่อให้การทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่องแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กร
3. การพัฒนาศักยภาพเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ นอกภาคสาธารณสุขโดยเฉพาะศักยภาพด้าน soft skill เช่น มนุษยสัมพันธ์ การทำงานเป็นทีม ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น
4. สนับสนุนหรือพัฒนาศักยภาพนักยุทธศาสตร์ด้านกำลังคนเพื่อเข้ามาพัฒนาระบบการวางแผนกำลังคน การบริหารจัดการและการธำรงกำลังคนในระบบ

โดย กองบินผีเสื้อ