พิไลพร แก้วเขียว “ผีเสื้อจากแดนใต้”

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / พิไลพร แก้วเขียว “ผีเสื้อจากแดนใต้”
พิไลพร แก้วเขียว “ผีเสื้อจากแดนใต้”

หากคนนอกพื้นที่เดินเข้าไปในโรงพยาบาลยะรัง อ. ยะรัง จ.ปัตตานี แวบแรกของความรู้สึกอาจจะบอกกับตัวเองว่าที่นี่มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ที่นี่มีคนไข้นั่งรอคิวกันอยู่ด้านนอก มีหมอใส่เสื้อกาวน์เดินไปมา มีเจ้าหน้าที่เข็นเตียงคนไข้ผ่านไปมา แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปและทำให้บรรยากาศของที่นี่ต่างไปจากโรงพยาบาลอื่นๆ ก็คือ ที่โรงพยาบาลยะรังไม่มีนางพยาบาลใส่ชุดขาวและสวมหมวกพยาบาลเดินอยู่ให้เห็น นางพยาบาลที่นี่ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่อาจจะเดินปะปนอยู่กับคนไข้และญาติที่เราเห็น เพราะที่นี่นางพยาบาลได้รับอนุญาตเป็นพิเศษให้สวมเสื้อผ้าลำลองมาทำงาน

การไม่สวมเครื่องแบบขาวของพยาบาลเป็นหนึ่งในการปรับตัวของพยาบาลในโรงพยาบาลยะรัง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางความรุนแรง และมือที่มองไม่เห็นที่พร้อมจะจุดชนวนระเบิดหรือลั่นไกปืนใส่ผู้คนได้ทุกเมื่อ ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในวิชาชีพพยาบาลยังคงมีอยู่ และสถานการณ์ความรุนแรงเข้ามาเป็นปัจจัยซ้ำเติม พยาบาลที่นั่นอยู่กันอย่างทุกข์ สุข เช่นไร ผีเสื้อขยับปีก ฉบับนี้จะพาทุกท่านไปร่วมสนทนากับ พิไลพร แก้วเขียว หัวหน้าพยาบาลห้องคลอด โรงพยาบาลยะรัง ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพยาบาลที่ต้องทำงานท่ามกลางเสียงกระสุนและควันระเบิด

ปัจจุบันที่โรงพยาบาลมีพยาบาลอยู่จำนวนเท่าไร

เรามีกันอยู่ 40 คน ถือว่าเป็นจำนวนที่ขาดแคลน แม้เราจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง แต่จำนวนประชากรที่เราต้องดูแลสูงถึง 88,000 คน หากเทียบจำนวนอัตราส่วนพยาบาลต่อจำนวนประชากรแล้ว พยาบาล 1 คนของเราต้องดูแลประชากรถึง 2,500 คน ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สูงมาก งานของเราอาจจะมากกว่าโรงพยาบาลในเขตพื้นที่อื่น ที่นี่ยอดทำคลอดสูงมากเดือนละ 100 กว่าเคสทุกเดือน ผู้ป่วยในเดือนละประมาณ 400 เคส เรียกได้ว่างานเราล้นจำนวนคนที่เรามีโดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเสียเลือดเนื้อเกิดขึ้นในพื้นที่เราบ่อย งานที่ห้องอุบัติเหตุของเราก็เพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนคนเราเท่าเดิม

ส่วนใหญ่กำลังคนพยาบาลเป็นคนที่ไหน

เป็นคนในยะรังเอง 13 คน ที่เหลือเป็นคนปัตตานีและยะลา ก็ยังถือว่าเป็นคนในภาคใต้ที่มีความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เราไม่มีคนจากต่างภูมิภาคมาเลย

ตั้งแต่มีความรุนแรงที่ต้องปรับตัวกันมากแค่ไหน

มากที่สุด เราต้องปรับทุกอย่างทั้งชีวิตส่วนตัว ทั้งการทำงาน กำลังคนของเราส่วนใหญ่พักอยู่นอกโรงพยาบาล แม้โรงพยาบาลจะมีแฟลตกับบ้านพักให้ แต่ก็ไม่เพียงพอ คนที่พักนอกโรงพยาบาลก็จะรู้สึกว่าตัวเองเสี่ยงกับอันตราย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงมีนโยบายว่าให้พยาบาลสามารถควบกะได้ ออกเวรบ่ายแล้วเข้าเวรดึกต่อเลย เพื่อไม่ให้พยาบาลต้องกลับบ้านตอนดึก ให้ใช้เวลาทำงานในโรงพยาบาลต่อไปเลย นโยบายนี้ไม่ใช่ว่าโรงพยาบาลทำเองนะคะ เรามีการทำเรื่องปรึกษาไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดท่านก็ตอบมาว่าให้เป็นดุลยพินิจของโรงพยาบาล ทาง รพ.ยะรังก็เลยนำมาใช้เป็นนโยบาย เราอนุญาตให้มีการควบกะมาได้นานกว่าหนึ่งปีแล้ว และผลการประเมินเราก็พบว่าประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลไม่ได้ด้อยลง ไม่มีคนไข้ร้องเรียน จึงเป็นนโยบายที่เราใช้มาตลอด นอกจากจะเพื่อผลด้านความปลอดภัยของกำลังคนพยาบาลแล้วยังเป็นเรื่องของการทำงานล่วงเวลา เพราะอย่างที่บอกงานเรามากกว่าคน พยาบาลของเราส่วนใหญ่ก็เลยต้องทำโอทีไปด้วยเพื่อให้ทันกับงานที่มี

การที่เราไม่สวมเครื่องแบบขาวนี่ก็เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง เราไม่ต้องการตกเป็นเป้า พยาบาลที่นี่ทุกคนสวมชุดลำลองมาทำงานเหมือนคนไข้ แต่เราจะมีป้ายคล้องคอเพื่อให้คนไข้และญาติรู้ว่าเราเป็นพยาบาล ส่วนหมอก็จะสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเท่านั้น และสวมเฉพาะเวลาอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เวลาทำงานหมอจะนั่งรอตรวจคนไข้อยู่ในห้องอยู่แล้ว ไม่ต้องเดินไปเดินมาเหมือนพยาบาล

อีกอย่างหนึ่งการควบกะกลางคืนยังเป็นการเตรียมพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจะรอให้เกิดเหตุร้ายแล้วค่อยโทรศัพท์ตามตัวกันไม่ได้ เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ทหาร ตำรวจจะปิดเส้นทางการสัญจรหมด นั่นหมายความว่ากำลังคนของเราก็เดินทางมาโรงพยาบาลไม่ได้ ดังนั้น ผอ.รพ. จึงสั่งให้มีการเตรียมกำลังคนไว้ให้พร้อมตลอดเวลา ไม่ต้องตามตัวกันเมื่อถึงเวลาฉุกเฉิน

หมายความว่าถ้ามีที่พักในโรงพยาบาลเพิ่มพยาบาลก็จะทำงานได้สะดวกขึ้น

ใช่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง และตอนนี้เราก็กำลังสร้างแฟลตเพิ่มอีก 1 หลัง ก็จะมีห้องพักเพิ่ม 20 ยูนิต จะก่อสร้างเสร็จเดือนมีนาคมนี้ คิดว่าเมื่อแฟลตนี้เปิดพยาบาลที่เลิกงานกลางคืนก็จะสะดวกขึ้น พักที่โรงพยาบาลได้เลย

ตั้งแต่มีความรุนแรงนี่ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปเยอะ ขับรถมอเตอร์ไซค์ก็ไม่กล้าขับคนเดียวต้องมีเพื่อนไปด้วย เมื่อก่อนไปไหนมาไหนกลับบ้าน 2 ทุ่ม ก็ยังสบายๆ เดี๋ยวนี้ต้องกลับก่อน 6 โมงเย็น ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีผลต่อการทำงานของพยาบาลที่นี่ไหม

ก็ในเรื่องของการปรับตารางการทำงานอย่างที่บอกมา และเราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น เราไม่คอยพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ออกความเห็นว่าน่าจะเป็นใคร คือเราต้องอยู่กับการเมืองหรือสถานการณ์ในพื้นที่ แต่อยู่อย่างไม่พูดถึงมัน กับคนป่วยหรือญาติโดยบางครั้งเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เราไม่กล้าแสดงความเห็นด้วย ที่ รพ.ยะรังนี่ถึงไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงแต่เราก็ถูกขู่หลายครั้ง บางครั้งมีกล่องกระดาษมาวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะในโรงพยาบาลตอนกลางดึก เราก็ต้องเรียกหน่วยกู้ภัยให้มากู้ เคยมีใบปลิวที่มีข้อความว่าเอาแผ่นดินคืนมา มาโปรยอยู่ในโรงพยาบาล หรือที่ผนังด้านนอกของห้องประชุมก็เคยมีคนเอาสีแดงมาพ่นด่าทหาร พวกเราก็คุยกันเองว่าคนทำอาจจะอยู่ไม่ไกลจากพวกเรานักก็ได้ ทางที่ดีคือเราไม่พูดถึงมัน

กลายเป็นบรรยากาศการทำงานแบบไว้ใจกันไม่ได้

ใช่ค่ะ ถนนหน้าโรงพยาบาลนี่มีรถฮัมวี่วิ่งขวักไขว่ตลอด ตรงป้อมด้านหน้าก็มีทหารมาประจำตลอดเวลา เราก็เห็นใจเขานะ อยากเข้าไปคุยแต่ก็ไม่กล้า กลัวตัวเองตกเป็นเป้า การมีทหารมาอยู่ใกล้ๆ นี่มันสร้างความรู้สึกได้ทั้ง 2 อย่าง อย่างแรกคือความอุ่นใจว่าเรามีกำลังเตรียมพร้อมปกป้องเรา อีกอย่างหนึ่งคือกลัว เพราะทหารคือเป้า เราก็ไม่อยากตกเป็นเป้าร่วมกับทหาร เราก็เลยต้องไม่ไปอยู่ใกล้หรือทักทายเขา

ในส่วนกำลังคน ตั้งแต่เกิดเรื่องเราไม่มีกำลังคนใหม่เพิ่มเข้ามาเลย มีแต่คนย้ายออก พยาบาลของเรานี่เข้ามาใหม่ล่าสุดปี 2548 เป็นพยาบาลจบใหม่ 2 คน เป็นคนในพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังคนที่เกิดขึ้นคือการย้ายออก นโยบายของผู้อำนวยการคือใครที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อยากย้ายท่านก็จะให้ย้าย ส่วนใหญ่คนที่ย้ายจะเป็นคนที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงกับตัวเองหรือกับครอบครัว เช่น การโดนขู่ ปีที่แล้วเรามีพยาบาลย้ายออกไป 1 คน เพราะถูกโทรศัพท์ข่มขู่ ก่อนหน้านี้ก็มีพยาบาลหัวหน้าตึกผู้ป่วยในขอย้ายออก เพราะสามีถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง ยิงต่อหน้าลูกสาวเลย ลูกสาวเพิ่งเรียนอยู่ ป.4 ตอนนั้น สภาพจิตแย่ไปเลย แค่เห็นทหารถือปืนก็ร้องไห้แล้ว น้องเขาก็ทำเรื่องขอย้าย ผอ.ก็รีบประสานงานกับผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ เพื่อให้ได้ย้ายออก นี่อาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดที่เราทำได้เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น คือการดูแลกัน ใครอยากย้าย รพ. กระทรวงก็จะช่วยประสานงานเพื่อให้ได้ย้ายออก ความปลอดภัยกับสุขภาพจิตของกำลังคนเป็นเรื่องสำคัญ

“เราไม่คอยพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ออกความเห็นว่าน่าจะเป็นใคร คือเราต้องอยู่กับการเมืองหรือสถานการณ์ในพื้นที่ แต่อยู่อย่างไม่พูดถึงมัน”

ปัญหาเรื่องกำลังคนพยาบาลยังเป็นเรื่องใหญ่อยู่สำหรับโรงพยาบาลยะรังหรือไม่

ใหญ่มาก อย่างที่บอกสถานการณ์มันทำให้มีแต่คนออกไม่มีคนเข้า ตอนนี้พยาบาลที่เคยอยู่ในตำแหน่งบริหารก็ต้องมาช่วยทำงานปฏิบัติการตามวิชาชีพ คือให้ทำหน้าที่พยาบาลดูแลคนไข้ตอนเช้า ตอนบ่ายค่อยทำงานบริหาร ขณะที่เมื่อก่อน (ก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง) เราไม่มีปัญหาแบบนี้ ใครอยู่ตำแหน่งบริหารก็บริหารไปเลย

ดูจากสถานการณ์แล้ว พี่มีความหวังเรื่องกำลังคนพยาบาลของโรงพยาบาลอย่างไรบ้าง

ความหวังของเราตอนนี้อยู่ที่นักเรียนพยาบาลตามโครงการ 3,000 คน (โครงการผลิตพยาบาล 3,000 คน เพื่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจัดดำเนินการขึ้นเป็นพิเศษ เริ่มโครงการในปี 2550 – กองบรรณาธิการ) เมื่อน้องๆ เรียนจบก็จะกลับมาทำงานที่บ้าน 3,000 คน กระจายกัน 3 จังหวัด ก็จังหวัดละ 1,000 คน น่าจะกระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลได้แห่งละประมาณ 40 คน ทางเราก็หวังว่าน้องๆ จะมาที่โรงพยาบาลอำเภอบ้าง กลัวอยู่เหมือนกันว่าจะไปกระจุกตัวกันในโรงพยาบาลจังหวัด อยากฝากบอกน้องๆ ว่าที่โรงพยาบาลอำเภอจะมีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่มากกว่า พยาบาลที่นี่ต้องมีการหมุนเวียนงานกันตลอด เวลามีเหตุฉุกเฉินต้องทำคลอดคนไข้เราก็ต้องทำได้ คือเราจะไม่มีการประจำแผนกเหมือนโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่จะทำให้ทักษะของพยาบาลถูกกำจัดตามเฉพาะงานที่เราต้องรับผิดชอบอยู่

หากคำนวณระยะเวลาแล้ว เด็กรุ่นแรกจากโครงการ 3,000 คนน่าจะจบปี 2553 พี่คิดว่าปีนั้นสถานการณ์เราน่าจะดีขึ้น

มีเสียงวิตกกังวลถึงคุณภาพของนักเรียนพยาบาลตามโครงการ 3,000 คน เพราะเงื่อนไขการสอบคัดเลือกไม่เคร่งครัดเหมือนการสอบคัดเลือกตามปกติ

สิ่งสำคัญตอนนี้คือเราต้องการกำลังคน พี่ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าน้องที่จบมาตามโครงการอาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพบ้าง และเราก็คิดกันว่าไม่น่าจะสำเร็จการศึกษาครบทั้ง 3,000 คน แต่อย่างไรก็ตามโดยเนื้องานพยาบาลสามารถมาฝึกกันได้ อาจจะให้พี่ๆ พยาบาลที่ทำงานมาก่อนช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ อย่างน้อยน้องๆ เขาก็ผ่านการเรียนตามหลักสูตรมาแล้ว

นโยบายในการลดขนาดกำลังคนของรัฐที่ทำให้ตำแหน่งข้าราชการพยาบาลต้องถูกปรับลดไปด้วยมีผลกระทบต่อโรงพยาบาลอย่างไรบ้าง

ของเราไม่กระทบ โชคดีที่ผู้บริหารมองเห็นปัจจัยเฉพาะของพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ทำให้ตำแหน่งข้าราชการพยาบาลของเราไม่ถูกปรับลดตามนโยบาย อย่างน้องพยาบาลที่เข้ามาใหม่ปี 2548 ทั้ง 2 คน ก็เป็นข้าราชการ พี่ว่าความเข้าใจกันที่ผู้บริหารจากส่วนกลางและรัฐบาลมีให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ทำให้พวกเรายังคงทำงานกันอยู่ได้

ถือเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจ

ใช่ พี่ว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญนะ การยอมรับและเข้าใจว่าพื้นที่ตรงนี้มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้เราไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้และอะลุ้มอล่วยกัน ถ้าถามพี่พี่ว่าตอนนี้กระทรวงฯ (สาธารณสุข) ดูแลเราอย่างเต็มที่แล้วนะ ปัญหาสำคัญสุดเกิดจากความรุนแรง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกินอำนาจที่กระทรวงฯ จะจัดการได้ ทุกวันนี้กระทรวงฯ ให้สิทธิพิเศษพวกเราค่อนข้างมาก นอกเหนือจากตำแหน่งข้าราชการแล้ว ก็ยังมีเรื่องการอนุญาตให้ลาศึกษาต่อ หรือใครอยากย้ายด่วนเนื่องจากความรุนแรงก็ได้ย้าย

ส่วนนโยบายบางอย่างที่เราไม่สามารถตอบสนองได้กระทรวงฯ ก็เข้าใจและไม่ได้ตำหนิ เช่น การรณรงค์การคลอดบุตรที่โรงพยาบาล การตรวจหลังคลอด การตรวจแปปสเมียร์ (มะเร็งปากมดลูก – กองบรรณาธิการ) เราต้องเข้าใจว่าที่นี่เป็นสังคมมุสลิม ชาวบ้านวิถีชีวิตตามความเชื่อทางศาสนา เรื่องแบบนี้เราตรวจไม่ได้ ที่นี่มีอัตราการคลอดที่บ้านสูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อ ส่วนหนึ่งชาวบ้านบอกว่าเจ้าหน้าที่เราพูดจาไม่สุภาพ ซึ่งประเด็นนี้เราก็พยายามปรับปรุง พออัตราการคลอดที่บ้านสูงอัตราการตายจากการตกเลือดก็สูง

หรือการมาหาหมอตามนัด และคนไข้เบาหวานของเราก็คัดกรองไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านไม่อยากมาหาหมอตามนัด และเราก็เข้าหมู่บ้านไปคัดกรองไม่ได้ ทั้งหมดนี้เราก็รายงานไปตามนั้น ตัวเลขของเราอาจจะไม่สวยแต่มันก็เป็นไปตามบริบทสังคมที่นี่ ซึ่งกระทรวงฯ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านรัฐมนตรีก็เคยมาเยี่ยมพวกเรา

ในส่วนของกำลังคนเราก็มีสวัสดิการตลอด พยาบาลนี่เราได้เลื่อนขั้นตลอดครั้งละขั้นครึ่งหรือ 2 ขั้นนี่มีตลอด พี่ว่าตรงนี้เค้าอาจจะสงสารเรานะ

หรือจะเป็นการเพิ่มเงินที่เรียกกันว่าเบี้ยเสี่ยงภัย พยาบาลก็ได้คนละ 3,000 ทุกเดือน แต่พี่คิดว่ามันก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนะ ทุกคนที่นี่เสี่ยงภัยเท่ากันไม่ว่าจะตำแหน่งอะไร แต่หมอได้เบี้ยเสี่ยงภัยมากกว่าคือเดือนละ 3 หมื่น แต่พยาบาลนี่ได้ 3 พัน ลูกจ้างนี่ไม่ได้เลย

อันนี้เป็นส่วนที่อยากให้ปรับ

ใช่ค่ะ อยากให้ทุกคนได้เท่ากัน ชีวิตทุกคนก็มีค่าเท่ากันนะพี่ว่า ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไรก็ตาม

นอกเหนือจากส่วนกลางแล้ว โรงพยาบาลเองมีการสร้างขวัญและกำลังใจอย่างไรบ้าง

ก็มีเรื่องของการจัดไปเที่ยว ที่โรงพยาบาลนี่ ผอ.จัดสรรงบประมาณให้ได้ไปเที่ยวกันทุกคน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เวียนกันไปทุกกลุ่มใน 1 ปี เรียกว่าทุกปี 2-3 วันนี่ทุกคนที่ทำงานที่นี่ ทุกคนเลยนะ ได้ไปพักผ่อนกัน

สุดท้ายอยากฝากบอกอะไรคนนอกพื้นที่บ้าง

ไม่มีอะไร อยากให้ความรุนแรงหมดไป เราจะได้อยู่กันเหมือนเดิม ก่อนที่จะมีความรุนแรง รพ. ของเราน่าอยู่มากเลยนะ อยู่ตรงกลางระหว่างตัวเมืองยะลากับปัตตานี เดินทางไปไหนก็สะดวก สังคมก็น่าอยู่ อยากให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมคนจะได้อยากมาทำงานที่โรงพยาบาลเรามากขึ้น

ปอกเปลือกความคิด โดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง

เผยแพร่ครั้งแรก ผีเสื้อขยับปีก เล่มที่ 3


ขอบคุณรูปภาพผีเสื้อ จาก www.nairobroo.com