มศว ก้าวแรกสู่เวทีโลกของโรงเรียนแพทย์ไทย

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / มศว ก้าวแรกสู่เวทีโลกของโรงเรียนแพทย์ไทย
มศว ก้าวแรกสู่เวทีโลกของโรงเรียนแพทย์ไทย

คณะแพทยศาสตร์ มศว ประกาศอย่างเป็นทางการถึงความพยายามเปิดสูตรแพทย์ศาสตร์ศึกษาให้สาธารณะได้รับรู้เป็นครั้งแรกในปี 2551 ในงานประชุมวิชาการประจำปีไตรภาคีครั้งที่ 1 ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มศว, University of South Florida –USF) และศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายน

“มศว เปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติเพราะต้องการให้นิสิตไทยมีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตต่างชาติ เพื่อเตรียมนิสิตแพทย์ มศว ให้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างมั่นใจและสง่างาม สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำทางด้านวิชาการด้านแพทย์ในภาคพื้นอาเซียนนี้ได้ในอนาคต” ศ.นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มศว กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวัน

หนึ่งปีหลังจากนั้น คณะแพทยศาสตร์ มศว ได้พยายามพัฒนาหลักสูตรมาตลอด ควบคู่ไปกับเสียงคัดค้านและสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอกคณะแพทยศาสตร์เอง หลักสูตรมีการปรับเปลี่ยนหลายต่อหลายครั้ง จนล่าสุด ในเดือนพฤศจิกายน 2552 ระบุว่าจะเป็นหลักสูตรที่เปิดกว้างสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ต้องมีความสามารถทางภาษาอังกฤษถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การเรียนการสอนจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่จะมีวิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนต่าชาติเพราะการขึ้นวอร์ดระดับคลินิกนักศึกษาจะต้องใช้ภาษาไทยสื่อสารกับคนไข้ไทย

“เรื่องภาษาไม่มีปัญหา เพราะ 3 ปี ในระดับ pre-clinic จะทำให้เด็กกลุ่มนี้สามารถพูดภาษาไทยได้อยู่แล้ว” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มศว กล่าว

จุดเด่นของหลักสูตรนี้นอกจากการเรียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วยังมีเรื่องของรูปแบบการสอน ที่จะไม่ได้สอนแบบแยกภาควิชาเหมือนการสอนแพทยศาสตร์ในหลักสูตรปกติ แต่จะสอนในลักษณะที่ ศ.นพ. สมเกียรติเรียกว่าเป็น blog คือเป็นกลุ่มของการเรียนรู้ในสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น แทนที่จะแบ่งเป็นภาควิชาสูติ-นารีเวช และกุมารเวช ซึ่งถือเป็นการเรียนที่แยกแม่และลูกออกจากกัน โดยเฉพาะเมื่อคนไข้มาคลอดลูก แม่จะได้รับการดูแลโดยสูติแพทย์ ขณะที่เด็กจะถูกแยกไปดูแลโดยกุมารแพทย์ การเรียนแบบใหม่จะทำให้เกิด blog แม่และเด็ก ที่ดูทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

คณะแพทยศาสตร์ มศว ตั้งเป้าว่าจะรับนักศึกษาปีละ 20 คน เก็บค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละ 1.2 ล้านบาท และนักศึกษาตามหลักสูตรนี้ไม่ต้องใช้ทุนเหมือนนักศึกษาตามหลักสูตรปกติ เพราะ “ไม่มีการใช้ทรัพยากรของรัฐ” แม้การเรียนในระดับคลินิกจะต้องให้นักศึกษาขึ้นวอร์ดที่โรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งในเบื้องต้นถูกระบุว่าจะมีศูนย์ฝึก 3 แห่ง คือ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มศว, โรงพยาบาลนครนายก สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลชลประทาน ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยจะมีการจ่ายเงินทดแทนให้ศูนย์ฝึกทุกแห่งเช่นเดียวกับที่โรงเรียนแพทย์เอกชนอย่างมหาวิทยาลัยรังสิตทำ อย่างไรก็ดียังไม่มีความชัดเจนในเรื่องศูนย์ฝึกอย่างป็นรูปธรรม ซึ่งประเด็นนี้เองที่ทำให้หลักสูตรนี้ยังไม่ผ่านการอนุมัติของแพทยสภา

นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ผีเสื้อขยับปีกว่าหลักสูตรนี้ยังขาดความพร้อมของศูนย์ฝึก เพราะศูนย์แพทย์ ของคณะแพทยศาสตร์ มศว เองเล็กกว่าเกณฑ์ของแพทยสภาที่กำหนดว่าต้องเป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง

“ในหลักสูตรที่เสนอมาบอกว่าจะทำสัญญาส่งเด็กไปฝึกที่ รพ. อื่น ในสังกัด สธ. แต่ก็ยังไม่เห็นมีการเซ็นสัญญากันตรงนี้ ปัจจุบันมีแค่ในกระดาษ แต่ สธ. ยังไม่รับรู้ เราไม่สามารถอนุมัติหลักสูตรได้” นพ. สมศักดิ์ กล่าว

นอกเหนือจากเรื่องของขนาดศูนย์ฝึกแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แพทยสภายังไม่อนุมัติหลักสูตรนานาชาติของ แพทยศาสตร์ มศว ก็คือ ความพร้อมของบุคลากรเองโดยเฉพาะด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ

“เท่าที่ดูอาจารย์ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และคิดว่าเหตุผลหลักที่มีการคัดค้านภายในเพราะเป็นกลุ่มอาจารย์ที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่ได้ คณะฯ บอกว่าจะจัดจ้างอาจารย์ใหม่ที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นการเฉพาะ แต่ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนตรงนี้ ไม่แน่ใจว่าจะมีการจ้างจริงหรือไม่”

นพ. สมศักดิ์ บอกว่าแพทยสภาจะนำเรื่องหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษา ของ มศว เข้าสู่การพิจารณาเพื่ออนุมัติต่อเมื่อทั้ง 2 ประเด็นที่กล่าวมามีความชัดเจนก่อน ซึ่งไม่แน่ใจว่าแพทยสภาจะสามารถอนุมัติหลักสูตรให้เปิดได้ทันปีการศึกษา 2553 ดังที่คณบดีตั้งเป้าไว้หรือไม่

ความพยายามผลักดันหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติของคณบดี ทำให้มีอาจารย์แพทย์ส่วนหนึ่งของคณะไม่เห็นด้วยและลุกขึ้นมาคัดค้าน ด้วยเหตุผลที่หลากหลายทั้งความไม่พร้อมของบุคลากรและสถานที่ ความไม่เหมาะสมในการใช้คนไข้ไทยเป็นครูฝึกให้กับนักศึกษาต่างชาติ การเอาเปรียบนักเรียนแพทย์หลักสูตรปกติและสังคมไทยที่กำหนดว่าเด็กในหลักสูตรนานาชาติไม่ต้องมีการใช้ทุน ความไม่เหมาะสมที่โรงเรียนแพทย์ของรัฐต้องมาผลิตแพทย์ให้ต่างประเทศ รวมทั้งความวิตกกังวลในเรื่องคุณภาพและความยั่งยืนของโครงการ เนื่องจากคณะแพทยศาสตร์ มศว ถือเป็นโรงเรียนแพทย์ใหม่ จึงควรรอดูประสบการณ์จากโรงเรียนแพทย์ที่ตั้งมานานกว่าก่อน เป็นต้น

หากพิจารณาจากสถานการณ์ล่าสุดที่ความขัดแย้งภายในคณะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และการที่หลักสูตรยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากแพทยสภา การที่คณะแพทยศาสตร์ มศว. จะเป็นก้าวแรกของโรงเรียนแพทย์ไทยสู่สังคมโลกาภิวัตน์อย่างเป็นทางการก็คงยังเป็นแค่ความหวังและความฝันที่คณบดีต้องออกแรงผลักดันต่อ

คิวบา เมื่อแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติเพื่อคนมิใช่ผลกำไร

แม้หลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติในหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ โรมาเนีย รวมทั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย จะเป็นไปด้วยแรงผลักทางเศรษฐกิจในโลกแห่งตลาดเสรีของโลกาภิวัตน์ แต่ที่คิวบา ประเทศยากจนเล็กๆ ในทวีปอเมริกาใต้ หลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติเป็นไปด้วยแรงขับแห่งผลประโยชน์ของมนุษยชาติ

ประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แห่งนี้ แพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติเกิดขึ้นก่อนที่โลกาภิวัตน์จะแผ่ขยายไปทั่วโลกเช่นปัจจุบัน ภาระกิจด้านสาธารณสุขเป็นภาระกิจที่คิวบาทุ่มเทให้ความสำคัญนับแต่เสร็จสิ้นการปฏิวัติในปี 2502 ไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรด้านสุขภาพเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับบริการสาธารณสุขประเทศของตนเอง จนปัจจุบันคิวบาเป็นประเทศที่มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงที่สุดในโลกคือ 1:159 ในปี 2548 มีแพทย์รวมทั้งประเทศทั้งสิ้น 70,594 คน คิวบายังใช้ศักยภาพในการสร้างคนที่ตนเองมีเพื่อประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบทะเลแคริบเบียนและแอฟริกา ซึ่งเพิ่งเป็นอิสระในยุคหลังอาณานิคมด้วยการส่งแพทย์ของตนเองไปช่วยงานในประเทศเกิดใหม่เหล่านั้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชากรของประเทศเหล่านั้นได้เข้าศึกษาด้านแพทยศาสตร์ในคิวบาด้วย มีตัวเลขแสดงให้เป็นว่านับจากปี 1966 จนถึง 2004 มีนักศึกษาต่างชาติเกือบ 4,000 คนสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์จากคิวบา และอีกประมาณ 30,000 คนกำลังศึกษาด้านแพทยศาสตร์ในคิวบา

แม้จะมีหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติที่หลากหลายแต่โครงการที่เด่นและรัฐบาลคิวบาทุ่มให้การสนับสนุนมากที่สุดคือโครงการแพทยศาสตร์ศึกษาละตินอเมริกา (Latin American Medical School-ELAM) ซึ่งรัฐบาลคิวบาให้ทุนการศึกษากับนักเรียนแพทย์จาก 29 ประเทศเป็นจำนวนถึง 10,000 ทุน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เรียนต้องมาจากชุมชนที่ยากจน หรือเป็นชนพื้นเมือง ยากต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ และแพทย์ที่เรียนจบตามโครงการนี้มีพันธะสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้วิชาชีพของตนรับใช้ชุมชนยากจนต่อไป ELAM เป็นโครงการแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์แต่มิใช่ด้วยเหตุผลด้านการแข่งขันของตลาดเสรี หากแต่เป็นเหตุผลด้านมนุษยธรรมตามแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จุดกำเนิดของโครงการคือปี 1998 เมื่ออเมริกากลางและหมู่เกาะแคริบเบียนประสบภัยจากพายุเฮอริเคนครั้งใหญ่ ครั้งแรกคิวบาเพียงแค่ส่งแพทย์อาสาสมัครจำนวน 1,000 คน ไปให้ความช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย แต่ต่อมารัฐบาลคิวบาตัดสินใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับระบบบริการสาธารณสุขของพื้นที่แถบนี้ 2 สิ่งด้วยกัน คือการส่งทีมแพทย์ไปประจำการระยะยาวเพื่อร่วมสร้างความแข็งแกร่งด้านสาธารณสุขให้กับพื้นที่ที่ถูกเฮอริเคนทำลายล้าง และเปิดโรงเรียนแพทย์เพื่อรองรับนักเรียนแพทย์จากพื้นที่นั้น โดยมีจุดมุ่งหมายแรกเพียงเพื่อให้มีกำลังคนพื้นเมืองขึ้นมาทดแทนหมอชาวคิวบาที่สักวันหนึ่งต้องถอนตัวออกมา

จากโครงการเพื่อมนุษยชนที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับประเทศที่ตกเป็นเหยื่อเฮอริเคนในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริบเบียน ELAM พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติที่ปิดกว้างให้กับประชากรจากชุมชนยากจนจากทุกประเทศในโลก ปัจจุบันจึงพบว่าแม้แต่นักประชากรของประเทศอเมริกายังเป็นนักเรียนทุนตามโครงการ ELAM นี้ด้วย และจำนวนผู้รับทุนของโครงการนี้ก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี ผลิตบัณฑิตแพทย์รุ่นแรกออกมาในปี 2005 แม้จะเป็นหลักสูตรที่เปิดรับนักศึกษาจากทุกมุมโลก แต่ ELAM ก็ทำการเรียนการสอนด้วยภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาราชการของคิวบา ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มเรียนหลักสูตรแพทย์ นักศึกษาที่ไม่มีความสามารถทางภาษาสเปนจะต้องเรียนภาษาสเปนก่อน 3 เดือน ถึง 1 ปี โดยรัฐบาลคิวบาถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ELAM หลังจากนั้นอีก 2 ปี จะได้เรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานในมหาวิทยาลัยของรัฐ และ 4 ปีสุดท้ายเป็นการเรียนในระดับคลินิก ซึ่งนักศึกษาแพทย์จะต้องกระจายตัวและหมุนเวียนไปเรียนตามโรงเรียนแพทย์ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ การเรียนในระดับคลินิกนี้จะเรียนร่วมกับนักเรียนแพทย์คิวบาที่เรียนตามหลักสูตรปกติ

การผลิตบัณฑิตแพทย์ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมเช่นนี้ประเทศไทยเองก็เคยมีประสบการณ์ เช่นที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวรก็เคยรับนักศึกษาจากภูฏานและมัลดีฟ ซึ่งไม่มีโรงเรียนแพทย์ในประเทศมาแล้วเช่นกัน และนักศึกษาจากทั้ง 2 ประเทศก็ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน เพียงแต่ในครั้งนั้นยังไม่ได้เป็นการเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติอย่างเป็นระบบเท่านั้น

สกูปพิเศษ โดยสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ

เผยแพร่ครั้งแรก ผีเสื้อขยับปีก ปีที่ 2 เล่มที่ 12