มองการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพกับผู้จัดการ สวค.

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / มองการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพกับผู้จัดการ สวค.
มองการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพกับผู้จัดการ สวค.

กำลังคนด้านสุขภาพหมายถึงบุคลากรที่มีหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพในระบบบริการสุขภาพของประเทศ หลายครั้งเรามักได้ยินข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพ เช่น เรื่องของการขาดแคลนแพทย์ ภาระงานที่หนักเกินไป โรงเรียนผลิตไม่ตอบโจทย์ความต้องการในระบบ และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหาต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพ ผีเสื้อขยับปีกฉบับนี้ จึงสนทนากับ ดร.นพ.ฑิณกร โนรี ผู้จัดการสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) ผู้ซึ่งทำงานอยู่แวดวงกำลังคนด้านสุขภาพมากว่า 14 ปี ถึงความท้าทายปัจจุบันของการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพ รวมทั้งบทบาทของสำนักงานต่อระบบการบริหารจัดการกำลังคน

 

ขอเริ่มด้วยบทบาทหน้าที่ของ สวค. ต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศ

สวค.วางตัวเองเป็นหน่วยงานวิชาการ (Academic platform) มีหน้าที่วิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ครอบคลุมในเรื่องการวางแผนและการบริหารจัดการเพื่อสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ให้กับผู้บริหารและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง  นอกจากบทบาทในการสร้างและจัดการความรู้เรื่องกำลังคนด้านสุขภาพแล้ว สวค.ยังวางบทบาทตัวเองในการผลักดันนโยบาย (Policy advocator) ผ่านกระบวนการนโยบาย (Policy platform) ในระดับต่างๆ ทั้งในพื้นที่ ในกระทรวงสาธารณสุขและในระดับประเทศ ผ่านคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ แม้สำนักงานจะตั้งอยู่ภายในกระทรวงสาธารณสุข แต่เราเป็นหน่วยงานวิชาการที่มีความเป็นอิสระ ข้อเสนอทางนโยบายที่เราพัฒนาจึงไม่ได้มุ่งเป้าแค่กระทรวงสาธารณสุข แต่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของระบบสุขภาพของประเทศในภาพรวม

งานเล็กๆ อีกอย่างหนึ่งที่เราทำคือการสื่อสารกับสังคม เรามองว่าการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศจะได้ผล สังคมต้องเข้าใจระบบกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศด้วย กำลังคนด้านสุขภาพมี เงื่อนไข มีข้อจำกัด หรือความเฉพาะในการทำงานของแต่ละวิชาชีพ การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพจึงต่างจากการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานอื่นๆ อย่างมาก ทำให้ในบางครั้งการทำงานของบุคลากรหรือการจัดการระบบไม่ถูกใจประชาชน ทั้งที่มันเป็นการกระทำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริการสุขภาพ ณ ขณะนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะเรามีทั้งจุลสารผีเสื้อขยับปีก มีเวบไซต์และแฟนเพจ สำหรับถ่ายทอดเรื่องราวยากๆ ของการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพให้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สังคมเข้าใจได้

การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพต่างจากการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านอื่นๆ อย่างไร และนำสู่ความจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพอย่างไร 

ในกระบวนการสร้างนโยบายที่ดี จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ทางวิชาการหรือหลักฐานเชิงประจักษ์มาสนับสนุน มากกว่าใช้การตัดสินใจจากความรู้สึก หรือประสบการณ์ของผู้บริหารบางส่วน ที่อาจจะยังมองปัญหาไม่รอบด้านเพียงพอ ดังนั้น สวค.เองเข้ามามีบทบาทในการสร้างตัวองค์ความรู้ที่ผ่านกระบวนการทางวิชาการอย่างเข้มข้นมาสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายที่ดีและมีประสิทธิภาพ

เราต้องเข้าใจร่วมกันว่าเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพมีสองภาคส่วนสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือส่วนผลิตและส่วนการใช้ ส่วนผลิตหมายถึงสถาบันผลิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ วิชาชีพต่างๆ ในระบบสุขภาพซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัย ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนภาคการใช้คือหน่วยงานที่นำผลผลิตของสถาบันการศึกษาต่างๆ มาทำงาน โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการหลักโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทของประเทศ นอกจากนี้ก็มีกระทรวงอื่นๆ เช่น กลาโหม หรือท้องถิ่น อย่าง กรุงเทพมหานคร การที่หน่วยงานผู้ผลิตและผู้ใช้อยู่ต่างสังกัดกันส่งผลให้การประสานงานเพื่อบูรณาการทิศทางความต้องการด้านสุขภาพ ระบบบริการสุขภาพ และกำลังคนที่จะมารองรับระบบเหล่านั้นอาจจะประสานงานกันอย่างไม่เพียงพอในปัจจุบัน ตัวอย่างการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพเราต้องวางแผนตั้งแต่การผลิต จะผลิตใคร อย่างไร เท่าไร ให้เพียงพอเหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งต้องการหลักฐานทางวิชาการมายืนยันว่าสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพของแต่ละวิชาชีพเป็นอย่างไร ปัญหานั้นเกิดจากการผลิตไม่เพียงพอ หรือเกิดจากการกระจายกำลังคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาการกระจายคนเกิดจากอะไร ค่าตอบแทนหรือเปล่า ปัญหาความมั่นคงมีส่วนไหม การเพิ่มหรือลดการผลิตจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร  สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการงานวิจัยมาสนับสนุนทั้งนั้น หลายครั้งที่งานวิจัยกำลังคนด้านสุขภาพทำให้เกิดการดีไซน์ระบบการผลิตใหม่ อันนี้ผมหมายถึงงานวิจัยที่เกิดจากหน่วยงานอื่นด้วยนะครับ เพราะ สวค. ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่ทำหน้าที่นี้ เรามีโครงการ CPIRD หรือโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท เพื่อแก้ปัญหาแพทย์จบใหม่ไม่ไปทำงานในชนบท เพราะเรามีหลักฐานทางวิชาการว่านักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่เป็นคนเด็กในเมืองใหญ่ คนที่เกิดและโตในเมืองใหญ่จะให้ไปทำงานในชนบทระยะยาวก็เป็นเรื่องยาก CPIRD จึงเกิดขึ้นเพื่อเปิดช่องทางตรงให้เด็กที่เรียนเก่งจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนแพทย์ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกลับไปทำงานในพื้นที่

คุณหมอมองว่านโยบาย ในการบริหารกำลงคนด้านสุขภาพของประเทศ อยู่บนฐานของหลักฐานข้อมูลเพียงพอแล้วหรือยัง

ในขอบเขตของกระทรวงสาธารณสุขการวางแผนความต้องการกำลังคนในสาขาต่างๆ มีการใช้ข้อมูลมากำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดกรอบอัตรากำลังปี 2560-2564 ที่มีการคำนวณความต้องการโดยใช้องค์ความรู้ทางวิชาการทั้งในเรื่องจำนวนผู้มารับบริการ และเวลามาตรฐานในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไรก็ตามในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการนั้น ยังมีการใช้ข้อมูลองค์ความรู้ทางวิชาการไม่มากนัก

ในส่วนภาพระดับประเทศแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยต่างๆ ทั้งในเรื่องการวางแผน และการบริหารจัดการกำลังคนก็ตาม แต่การนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายยังทำได้น้อย สาเหตุสำคัญ คือ กระบวนการทางนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศเองยังขาดเอกภาพ หมายถึงไม่มีองค์กร/หน่วยงาน/คณะกรรมการใด ที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดแนวนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานต่างๆถือเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันความไม่สอดคล้องด้านนโยบาย (ที่อาจจะเกิดขึ้น)

โจทย์ที่ท้าทายการจัดบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบันคืออะไร ยังเป็นปัญหาเรื่องการผลิตไม่เพียงพอและการกระจุกตัวในเขตเมืองหรือไม่

เนื่องจากสถานการณ์กำลังคนของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างอายุประชากรและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ส่งผลถึงการวางแผนและการบริหารจัดการกำลังคนของประเทศ ในแง่การผลิตสาขาวิชาชีพหลัก เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่เป็นปัญหาขาดแคลนมาตลอดหลายสิบปี ในอนาคตประเทศไทยอาจจะเกิดปัญหาบุคลากรในสาขาเหล่านี้มีความต้องการมากกว่าความต้องการของตลาดแรงงาน  ในขณะที่บางสาขาที่มีจำนวนการผลิตต่ำ อาจจะขาดแคลนต่อเนื่องถึงในอนาคต เช่น วิชาชีพรังสี วิชาชีพจิตวิทยา วิชาชีพกิจกรรมบำบัด วิชาชีพเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก เป็นต้น หรือการผลิตบุคลากรบางสายงานที่มารองรับการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ เช่นแพทย์และพยาบาล ที่มีศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ในส่วนของการกระจายเอง จากมาตรการการผลิตเพิ่มและมาตรการสร้างแรงจูงใจที่ดีของภาครัฐตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การกระจายของวิชาชีพต่างๆ ในพื้นที่ชนบทห่างไกลดีขึ้น แต่ในสาขาที่มีการผลิตน้อยดังที่กล่างข้างต้น การกระจายอย่างทั่วถึงในพื้นที่ต่างๆ ก็ยังคงมีปัญหา นอกจากนี้ปัญหาการกระจายบุคลากรที่เหมาะสมมีมากกว่ามิติของเมืองและชนบท เพราะในเขตเมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้น การกระจายของบุคลากรสุขภาพที่จะช่วยดูแลกลุ่มคนยากจน หรือชนชั้นกลางด้วยภาวะการเจ็บป่วยง่ายๆ อาจจะยังไม่เพียงพอ ดังนั้นปัญหาการจัดการบริการและกำลังคนด้านสุขภาพของเขตเมืองใหญ่ จะเป็นความท้าทายของประเทศในอนาคต

ในมุมมอง สวค.ที่อยู่กับระบบกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศมาระยะเวลาหนึ่ง ปัญหาของเรา ณ ขณะนี้ คือ ความเป็นเอกภาพทางนโยบาย ไม่ใช่เฉพาะแค่นโยบายกำลังคนด้านสุขภาพเท่านั้น ยังเป็นเอกภาพเรื่องนโยบายในการจัดระบบบริการในภาพรวมของประเทศ ที่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการวางนโยบาย ยกตัวอย่าง การเปิดหน่วยบริการใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ของกระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือ หน่วยบริการของกองทัพ ยังขาดความร่วมมือในการมองระบบบริการในภาพรวมอย่างบูรณาการในพื้นที่ นี่ยังไม่นับการเปิด รพ./เพิ่มจำนวนเตียงของเอกชน ซึ่งทั้งหมดนำมาสู่การกระทบเรื่องการวางแผน การแก่งแย่งทรัพยากรบุคคลที่มีจำนวนจำกัด ถึงแม้ว่ากระทรวงสาธารณสุข ในแง่ผู้ให้บริการรายใหญ่ (main service providers) จะวางนโยบายในการบริหารจัดการกำลังคนที่ดีระดับหนึ่งก็ตาม แต่ยังมีความต้องการกำลังคนจากนอกหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขออกมา ส่งผลให้การวางแผนเพื่อกำหนดเป็นโยบายทำด้วยความยากลำบาก

ความไม่เป็นเอกภาพทางนโยบาย ยังเกิดในส่วนของผู้ผลิต (มหาวิทยาลัย) กับ ผู้ใช้งาน (หน่วยบริการต่าง) โดยในปัจจุบันผู้ผลิตเองมีทิศทางในการพัฒนาระบบการศึกษาไปสู่ความเป็นสากล (International standard) ซึ่งในความเป็นสากลดังกล่าว อาจจะทำให้หลุดบริบทของความต้องการด้านสุขภาพของประเทศไทยไป ซึ่งหมายความว่าบัณฑิตคือผลผลิตทางการศึกษาเอง อาจจะมีสมรรถนะตลอดจนจิตสำนึกที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของระบบสุขภาพประเทศ

แนวคิดสำคัญในการบริหารและจัดการกำลังคนด้านสุขภาพคืออะไร

เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพทางนโยบาย ภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการและกำลังคนด้านสุขภาพ ซึ่งอย่างน้อยมี 4 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1) ผู้ให้บริการ ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน 2) ผู้ผลิต ได้แก่ มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่างๆ 3) สภา/องค์กรวิชาชีพ ที่ควบคุมมาตรฐาน และ 4) ภาคประชาชน/ประชาสังคม จะต้องเข้ามาร่วมกำหนดนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพร่วมกัน อาจจะเป็นรูปแบบ คณะกรรมการนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ

หลายประเทศทั่วโลกทั้งที่พัฒนาแล้วและมีฐานะทางเศรษฐกิจดีก็ยังประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพและปัญหาการกระจุกตัว เป็นไปได้หรือไม่ที่ระบบสุขภาพของสังคมใดๆ จะอยู่ได้โดยไม่มีปัญหาเหล่านี้เลย

เป็นเรื่องปกติ ในภาพรวมเมื่อมองดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น GDP ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีค่าสูง เมื่อมองลงในรายละเอียด ความแตกต่างในเรื่องความเจริญของแต่ละพื้นที่ ยังคงปรากฏในทุกประเทศ ดังนั้นแม้ว่าประเทศที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจดี เช่น สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย ก็ขาดแคลนหมอพยาบาลในพื้นที่ชนบท เช่นกัน ซึ่งปัจจัยเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวสำคัญในการลดปัญหาความขาดแคลนบุคลากรระหว่างพื้นที่

ที่ผ่านมามีภาพของความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จากภาระงานที่ซ้อนทับกัน คุณหมอมองประเด็นนี้อย่างไร มีข้อเสนอแนะอย่างไร

ตรงนี้เป็นตัวอย่างของการขาดการประสานงานหรือเอกภาพในเชิงนโยบาย เพราะในมุมของนโยบายประเทศจะใช้ผลลัพธ์ต่อประชาชนเป็นตัวตั้งในการกำหนดเป้าหมาย ถ้ายึดประชาชนเป็นหลัก นโยบาย กฏ กติกาต่างๆ ที่ออกมาจากภาคส่วนต่างๆ ก็จะลดความทับซ้อน และลดความขัดแย้งอัตโนมัติ แต่ถ้าใช้มุมมองของหน่วยงาน หรือวิชาชีพเป็นหลักมันก็จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างที่ปรากฏในข่าว

จุดอ่อน จุดแข็ง ของระบบกำลังคนด้านสุขภาพในประเทศไทย

เรามีการพัฒนาอย่างเป็นระบบกำลังคนมานาน ดำเนินการทุกมาตรการที่เสนอแนะโดย WHO มาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสภาพปัญหาในบางเรื่องยังคงอยู่ แต่ปัญหาสำคัญๆ เช่น การขาดแคลนในวิชาชีพหลัก ก็ได้รับการแก้ไขมาต่อเนื่อง จุดอ่อน คงเป็นเรื่องเอกภาพทางนโยบาย และ ความความแตกต่างของgeneration ซึ่งกำลังคนด้านสุขภาพรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดแรงงาน จะเป็นคน generation ใหม่ ซึ่งระบบอาจจะต้องปรับให้เข้ากับคุณลักษณะของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

สังคมกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นเมือง แต่ กระทรวงสาธารณสุขยังให้ความสำคัญบทบาทของ อสม. อยู่มาก คิดว่าเป็นการยุทธวิธีที่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันหรือไม่

หลักคิดของความเป็น อสม. คือ เรื่องการสร้างให้ประชาชนมีความรู้ในเรื่องสุขภาพ (Strengthening health literacy) และการทำงานแบบจิตอาสา (Voluntarism) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีถ้าประยุกต์ 2 หลักการสำคัญเข้ากับความเป็นเมือง ก็จะได้กำลังคนหน้าตาใหม่ๆ เติมเข้ามาในระบบ

สวค. กำลังมีโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกำลังคนในระบบบริการสุขภาพระยะยาว คุณหมอมองว่าในสังคมผู้สูงอายุ ความต้องการกำลังคนในระบบสุขภาพเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร

ต้องการทั้งประเภทของกำลังคนและสมรรถนะที่ตรงต่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีลักษณะของการดำเนินโรคและความเจ็บป่วยเฉพาะ ทั้งในเรื่องความเจ็บป่วยจากการเสื่อมสภาพ และ โรคไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน และความดัน อย่างไรก็ตามนโยบายผู้สูงอายุไม่ควรเน้นเฉพาะทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว การสร้างสังคมผู้สูงอายุที่แข็งแรง เป็น active aging เป็นสิ่งสำคัญ

ข้อเสนอของ สวค. ต่อการวางแผนกำลังคนให้ตรงกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อเสนอที่เป็นระบบล่าสุดจะเป็นการที่ สวค. ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในนามคณะอนุกรรมการยกร่างแผนพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย ในอีก 10 ปีข้างหน้า (2561-2570) ซึ่งตั้งโดยคณะกรรมกรกำลังคนด้านุขภาพแห่งชาติ  โดยออกแบบให้ตอบโจทย์บริบทการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะมีผลต่อด้านสุขภาพ 6 ประการ คือ 1.การเปลี่ยนแปลงของประชากรทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขยายตัวของเมือง การย้ายถิ่นและการเพิ่มสัดส่วนของชนชั้นกลาง 2. ระบบต่างๆ ที่จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิกฤติ เช่น สาธารณภัย การะบาดของโรคติดต่อ อย่างที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ และภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ 3.ทรัพยากรและงบประมาณสาธารณะ 4. บทบาทและปัจจัยจากนอกประเทศ 5. เทคโนโลยสารสนเทศด้านสุขภาพที่พัฒนาไปไกลและเร็วมาก และ 6.ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคม

โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพที่สำคัญ 4 เรื่องได้แก่ 1) สร้างและพัฒนากลไกนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ ภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ  2) ปฏิรูประบบการการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของระบบสุขภาพที่เป็นพลวัต 3)  ปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ภายใต้ค่าใช้จ่าย ที่เหมาะสม และ 4) พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลกำลังคนด้านสุขภาพที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ