สำรวจศักยภาพระบบสุขภาพในการรองรับผู้ป่วย COVID 19 กับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / สำรวจศักยภาพระบบสุขภาพในการรองรับผู้ป่วย COVID 19 กับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
สำรวจศักยภาพระบบสุขภาพในการรองรับผู้ป่วย COVID 19 กับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID 19 ในประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะของการติดเชื้อพร้อมกันเป็นกลุ่มใหญ่ คาดการณ์ได้ว่าอีกไม่ช้าผู้ติดเชื้อแสดงอาการจะเพิ่มมากขึ้น ความต้องการบริการก็จะเพิ่มมากขึ้น ผีเสื้อขยับปีก พาทุกท่านไปสำรวจทรัพยากรในระบบสุขภาพที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วย COVID 19 และพูดคุยถึงแนวทางที่เหมาะสมในการตั้งรับที่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มี กับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  และผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน

 

แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรสุขภาพเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในปัจจุบัน

กระทรวงสาธารณสุขเองได้ให้ทำการสำรวจ บุคลากร แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ให้สำรวจเตียง และห้องซึ่งมีหลายระดับ ห้องรักษาอาการระดับแรกสุดคือห้องความดันลบ ระดับที่สองห้องดัดแปลงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ และอีกระดับหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่อาการยังไม่หนักมากนัก มาอยู่รวมๆ กัน อีกพื้นที่หนึ่งคือพื้นที่สำหรับการคัดแยกว่าคนที่มีอาการไข้ มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หรือไม่ เป็นพื้นที่ที่ไว้คัดว่าใครเป็น ใครไม่เป็น

ทีนี้เราลองมามองข้อด้อยของมัน จะเห็นว่าห้องทั้ง 4 ระดับ ฝังตัวในโรงพยาบาลปกติ ซึ่งฮ่องกง จีน  หรือสิงคโปร์เองแนะนำว่าเป็นข้อห้าม ต้องแยก แต่โรงพยาบาลเราถูกสร้างขึ้นมาโดยเอาห้องความดันลบ ห้องกักกันตัว อะไรต่างๆ อยู่ในพื้นที่โรงพยาบาล แม้ว่าจะแยกเป็นอาคาร หรือตึกพิเศษก็ตาม แต่ยังอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน ซึ่งทางที่ดีที่สุดแล้วคือแยกพื้นที่สำหรับโรคติดเชื้อออกจากโรงพยาบาลธรรมดาซึ่งขณะนี้เราทำได้ ในอนาคตเราต้องทำแบบนี้

ประการที่สอง เตียงในห้องความดันลบ ในห้องที่ดัดแปลงสำหรับผัป่วยที่มีทางเดินหายใจผิดปกติ ห้องที่ไม่หนักนัก หรือห้องที่คัดกรองคนพวกนี้ ปัจจุบันทำไม่ไหว แม้แต่โรงพยาบาลจุฬาฯ หรือบำราศนราดูรก็ทำไม่ไหว  และถ้าเมื่อไรที่จะต้องมีผู้ป่วยเข้า ICU แปลว่าต้องเป็น ICU ห้องความดันลบ เพราะวิธีการปฏิบัติต่อผู้ป่วยในกระบวนการรักษาอาจทำให้เกิดละอองฝอยชนิดที่แพร่ทางเดินหายใจได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องการห้องความดันลบ หรือหากเป็น ICU ปกติ ก็ต้องระวังไม่ใช้เครื่องปรับอากาศระบบกลางเครื่องเดียวกัน เพราะมันจะดูดเชื้อโรคเข้าไปในระบบแอร์ทั้งตึก  นั่นคือความอันตรายอย่างหนึ่ง ถ้าเมื่อไรเอาคนไข้เหล่านี้เข้ามาอยู่ใน ICU ธรรมดาที่ไม่ใช่ห้องความดันลบ ก็จะเกิดปัญหา นอกจากนี้ตอนนี้เตียง ICU ทั่วไปก็ถูกบรรจุด้วยผู้ป่วยธรรมดาอยู่แล้ว เตียง ICU ธรรมดาก็คงจะหายาก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นมาเราตายแน่ นี่คือแค่เรื่องของห้องก็มีปัญหาแล้ว

เรื่องของเครื่องช่วยหายใจ ต้องเข้าใจว่าเครื่องช่วยหายใจที่เรามีอย่ในขณะนี้ถูกใช้โดยคนไช้ปกติที่เราให้การรักษาอยู่ หากต้องมีคนไข้ COVID 19 เข้ามา ต้องอยู่ในพื้นที่พิเศษ ดังนั้นก็จะมีปัญหาแน่ๆ และอีกประการหนึ่งก็คือ บุคลากร ทั้งหมอ พยาบาล หรือผู้ช่วยพยาบาล ที่เข้ามาอาจต้องจับฉลาก เพราะต้องอยู่ 2-3 อาทิยต์ หมายความว่าคนทำงานตรงนั้น หากกลับที่หอพักตนเองก็ต้องแยกตัว กลับบ้านไม่ได้ สุงสิงกับใครไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อมาหรือเปล่า สมมติว่าตกลงกันแล้วว่าจะอยู่เสาร์ อาทิตย์นะ  ก็ต้องถูกกักตัวอีก 14 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้รับเชื้อ แปลว่าหลังจากที่หมดกะ สมมติตกลงกันว่าเราจะอยู่เวรกัน 2 อาทิตย์ เมื่อหมด 2 อาทิตย์นั้นแล้วก็ต้องไปกักตัวที่บ้านอีก 14 วัน ต้องรักษาระยะห่างเลย ไม่สุงสิงกับคนในครอบครัว เห็นหน้ากันไกลๆ 2-4 เมตรได้ อันนี้คืออีก 2 อาทิตย์ แล้วถึงจะกลับมาทำงานใหม่ เพราะฉะนั้น บุคลากรตรงนั้น ขาดแน่ เพราะบุคลากรตามปกติก็ทำงานกับผู้ป่วยธรรมดาอยู่แล้ว  บุคลากรที่จะอามาใช้งานในลักษณะนี้ก็ต้องได้รับการอบรมพิเศษ ซึ่งหากว่าดูแล้ว บุคลากรที่จะเข้ามาผลัดเปลี่ยนทำงานตรงนี้ก็จะมีปัญหา และก็ต้องดึงบุคลากรจากการรักษาปกติ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยตามปกติที่เรารักษาอยู่แล้วก็จะมีบุคลากรมาดูแลไม่เพียงพอ  ผลกระทบก็จะตกกับการรักษาในปัจจุบันที่ทำอยู่ หากมีผู้ป่วย COVID 19 มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะไม่ได้มีเฉพาะคนไข้ COVID 19 ที่จะเสียชีวิต แต่เราจะมีคนไข้โรคอื่นเสียชีวิตด้วย เพราะเราจะไม่มีบุคลากรและอุปกรณ์ไม่พอ

ท่ามกลางข้อจำกัดของทรัพยากรควรทำอย่างไร

ที่อยากให้รัฐบาลทำคือห้ามการเคลื่อนย้าของประชาชนออกนอกบ้าน คือนโยบายปิดบ้าน ต้องปิดทั้งประเทศ ต้องปิด 21 วันนะ ผมให้เหตุผลไว้ในเพจของผมแล้ว ไปอ่านดูได้  หลังจากพ้น 21 วันต้องมีกระบวนการต่อเนื่อง คือการเริ่มมีชีวิตเข้าใกล้ปกติ แต่ไม่ปกติ คือ อาจต้องเดินเข้าแถวซื้อของห่างกัน 2 เมตร กินข้าวห่างกัน 2 เมตร ดูหนัง ดูละคร นั่งห่างกัน 2 เมตร แต่ว่าทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟูขึ้นมาได้ เราจะทำตรงนี้ได้เพราะเราถือว่าเราเทียบเท่ากับประเทศจีน ที่เป็นประเทศสะอาดแล้ว

ที่อิตาลีพอเห็นแนวโน้มการแพร่ระบาดเขาเริ่มย้ายคนไข้ ICU เดิมออกไปอยู่โรงพยาบาลนอกพื้นที่การระบาดและเพิ่มเตียงใน ICU พื้นที่ที่มีการระบาด เราจำเป็นต้องเตรียมตัวแบบนี้หรือไม่

ตอนนี้เราไม่มีสตางค์ เคยเสนอตรงนี้ไปแล้ว สิ่งที่จะเป็นไปได้ตอนนี้คือห้องกักกัน ก็อาจจะใช้โรงแรม หรือโรงพยาบาลที่เจ๊งๆ น่าจะมี แต่โรงแรมที่เจ๊งนี่มีเยอะ เราอาจทำเป็นพื้นที่แยกผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ คือแยกหาคนที่ติดเชื้อ และอาจเป็นห้องสำหรับกักตัวผู้ที่มีอาการปานกลาง คือหากอาการน้อยไม่ต้องกักตัว ให้ไปกักตัวเองที่บ้าน หากอาการปานกลางกักตัวไว้ที่โรงแรม หากอาการหนักค่อยย้ายเข้าโรงพยาบาล นี่เป็นวิธีเดียวที่จะให้แยกออกไปจากโรงพยาบาลตามปกติ

คือให้คนไข้เข้าสู่ระบบน้อยที่สุด เอาเท่าที่จำเป็น

ใช่ครับ ตอนนี้ ถ้าหากคนไข้เป็นไข้หวัดน้ำมูกไหล ผมชอบใช้คำว่าไข้หวัดเล็ก ไข้หวัดกลาง ไข้หวัดใหญ่ คนไข้เหล่านี้อาจจะเป็น COVID 19 หรืออาจไม่ใช่ก็ได้ หากเป็นไข้หวัดเล็กน้ำมูกไหล กักตัวที่บ้าน 14 วัน หากพัฒนามามีอาการไช้หวัดกลาง ถึงเข้ามาตรวจว่ามี COVID 19 หรือเปล่า เหตุผลที่เข้ามาตรวจเพราะไม่รู้ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ก็ให้เข้ามาตรวจฟรี ทั้งที่จริงๆ เรารู้อยู่ลึกๆ ว่าพวกที่เป็นหวัดเล็กนั้น แท้ที่จริงแล้วสามารถแพร่เชื้อได้ แต่เราไม่สามารถให้การบริการตรวจคนเป็นแสนคนได้

คือเพื่อไม่ให้ระบบสุขภาพเข้าสู่จุดวิกฤติ รัฐ กระทรวงสาธารณสุข และประชาชน ต้องร่วมมือกัน ทุกฝ่ายต้องเข้าใจกันและกัน

ในระบบสาธารณสุขตอนนี้เราเข้าใจกันและกันแล้วครับว่าเราไม่ไหว ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนตอนนี้เราอกสั่นขวัญแขวนหมด

เราจะเดินไปถึงจุดเดียวกับอิตาลีไหม ที่บางแคว้นออกระเบียบแล้วว่าอายุเกิน 80 ไม่รับ เข้า ICU

หากเราไม่ปิดบ้านอย่างที่เล่าให้ฟัง เราเสนอนายกฯ ไปแล้ว แต่ก็ไม่ฟัง ไปฟังที่ปรึกษาโลกสวย 5-6 คน ถ้าที่ปรึกษาโลกสวยแบบนี้เราจะเป็นอิตาลีแน่ๆ เลย คือต้องเลือกแล้วว่าใครจะตายใครจะอยู่ อันนี้ผมพูดจริงนะ เพราะที่แลบเราตรวจจนตรวจไม่ไหว ยิ่งตรวจมากก็เจอมาก

เอกชนเริ่มรับตรวจในราคาแพงพอตรวจเจอว่ามีเชื้อส่งมาให้ภาครัฐรักษาต่อ ระบบควรเป็นแบบนี้ไหม เป็นการเพิ่มภาระให้ระบบของรัฐหรือไม่

เหตุผลที่เอกชนไม่ยอมให้ใช้เป็นพื้นที่ในการแยกตรวจ คือพื้นที่แรก เป็นวอร์ดกลางให้เขามานั่งตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลา 6-24 ชม.  เอกชนจะไม่ชอบ เพราะเมื่อเข้ามาแล้วตามกฎคือเมื่อรู้ว่าเป็นต้องรับรักษาเลย โรงพยาบาลไม่มีกำลังพอที่จะรับได้ เขาก็เลย เสนออกมาว่าเป็นชนิด walk through หรือ drive through คือเขาก็ตั้งป้อมยามป้อมนึง คนที่เดินมาอ้าปาก ใช้คน 2-3  คน แต่งตัวเต็มยศ แล้วยื่นมือแยงเข้าไปในจมูก เสร็จแล้วก็ให้กลับบ้าน แล้วโทรศัพท์แจ้งผล ด้วยวิธีนี้เขาก็จะปัดความรับผิดชอบได้ว่าไม่ต้องรับคนไข้เข้าโรงพยาบาล จริๆ แล้ว ผมเสนอให้จุฬาฯ ทำแบบนี้ เพื่อให้เราสามารถอยู่ได้ โดยพื้นที่ ไม่แออัด รักษาพื้นที่ไว้ให้คนที่จำเป็นต้องรักษา พอมาถึงใช้คนน้อยที่สุดในการปฏิบัติการ มีหน้าที่แยงจมูก จบ ให้กลับไปอยู่บ้าน เจ้าหน้าที่เอาตัวอย่างใส่ขวด ส่งห้องแลบพอรู้ผลว่าบวกก็โทรบอก ให้แยกตัวเลย แต่ยังอยู่บ้านนั่นแหละ พอเริ่มมีอาการระดับปานกลาง ให้เผ่นกลับมาที่โรงพยาบาล ประเทศไทยจะมี network รู้ได้ว่าใครมีเตียงว่างระดับไหนแค่ไหน โรงพยาบาลที่รับคนไข้ไว้ก็จะรู้ว่าต้องส่งต่อไปที่ไหน อย่าง รพ. จุฬาฯ เรามีห้องความดันลบอยู่แค่ 10 ห้องเอง เราจะเปิดเพิ่มที่ตึก 14  ชั้น อีกที่หนึ่ง แต่พอเราจะเปิดที่ชั้น 6 ชั้น 1-5 ก็กลัวเพราะว่ามันเป็น central air ก็เลยเปิดไม่ได้ ก็เลยมี 10 ห้อง แล้วก็มีห้องรวมสำหรับอาการไม่หนักอีกประมาณ 10 ห้อง ยังไงก็ไม่พอแน่ๆ ตอนนี้ห้องที่รอให้คนไข้มารอตรวจรวมๆ กัน ก็แออัดยัดเยียดกันมาก

คนไข้พอตรวจเจอ เขาอยากแอดมิด

ไม่ได้ เราไม่สามารถตอบสนองคนที่มานอน รพ. โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราไม่แนะนำ

ตอนนี้ทั้งประเทศมีห้องความดันลบประมาณกี่ห้อง

ประมาณ 102-103 ห้อง เท่าที่ทราบ ข้อมูลเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วนะครับ

ใช้งานได้เต็มกำลังไหม

ต้องเช็คกับกระทรวงสาธารณสุข แต่ระวังเขาไม่บอกความจริง เขาบอกว่าเขามี 1,000 ห้อง แต่มันหมายความว่ามันเป็นห้องที่ดัดแปลงมาให้ใกล้เคียงกับห้องความดันลบ ไม่ใช่ห้องความดันลบจริงๆ อาจเป็นห้องเก็บของ ห้องอะไรมาก่อน แล้วมาเติม facility ให้เป็นห้องความดันลบ ก็ต้องดุว่าประสิทธิภาพมันได้แค่ไหน ห้องกลุ่มนี้เท่าที่จำได้ก็มีประมาณ 1,300 ห้อง ยืนยันเลยว่าต่อให้ห้องความดันลบจริงๆ พันห้องก็ไม่พอ เพราะพันห้องตรงนี้มันไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน แต่อยู่ที่ รพ. นี้ 2 ห้อง จังหวัดนี้ 10 ห้อง จังหวัดโน้น  20 ห้อง เพราะฉะนั้นถ้าสมมติเดินมาแล้วมาส่งจุฬาฯพร้อมกัน 5 คน ตายเลย เวลาพูดเรื่องนี้ เราต้องไม่พูดแค่ว่าประเทศไทยมีพันห้องสองพันห้อง เราต้องดูว่าในพื้นที่หนึ่งมีแค่ 10 ห้อง

กรณีผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรงขนาดนี้การ refer คนไข้สามารถทำได้ไหม

ได้ แต่ต้องมีการขนส่งพิเศษ เอาคนไข้ใส่ไปในถุงที่สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยไม่แพร่เชื้อ ที่จุฬาฯ มีอยู่ 2-3 ถุง ถ้าไม่มีก็ต้องทำง่ายๆ เอาคนไข้ใส่ถุงพลาสติกปิดเทปให้มิด เอา M 95 ครอบปากคนไข้ไป

กำลังคนด้านแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อและระบบทางเดินหายใจรวมแล้วประมาณ 600 เอง ไม่น่าจะรับมือไหวหากระบาดใหญ่ไหมคะ

ถูกต้อง 600 คนนี้เป็นผู้บริหารไปแล้วส่วนหนึ่งด้วย ไม่ได้ทำห้องติดเชื้อแล้ว  และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนสามารถรักษาได้นะ หมอที่โรคพยาบาลโรคทรวงอกโทรมาหาผมเลยบอกว่า ‘พี่ผมผ่าหัวใจเป็น ผมเปลี่ยนปอดได้ แต่ถ้าให้ผมมาดูคนไข้อาการหนัก ต้องแต่งชุดแบบนี้ ทำงานในห้องความดันลบ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ’ เขาก็มีปัญหา ต้องเข้าใจว่าหมอปอดไม่ใช่หมอติดเชื้อ หรือหมอติดเชื้อเองก็ไม่ได้ให้การรักษาโรคแบบนี้เป็นประจำ ชุดที่เห็นใส่กันนั่นใส่ทีหนึ่ง 3 ชั้นนะครับ

ที่อิตาลีพบว่า GP มีความเสี่ยงมาก เพราะต้องเป็นทัพหน้าและไม่ได้ถูกเทรนมาด้านโรคติดเชื้อ มีรายงานว่าแพทย์ติดไป 50 คนแล้ว

ใช่มีปัญหาแน่ๆ อย่างผมนี่ไม่ได้ทำแลบแล้ว จะให้ผมดูคนไข้ลักษณะนี้ผมก็ทำไม่ได้แล้ว แล้วที่ รมว. หรือใครบอกว่จะสามารถ recruit แพทย์ออกมาได้ หรือที่จะเอาจิตอาสาที่เกษียณไปแล้วมาทำ พวกนี้ตายหมด อย่าเอามา เราต้องมานั่งรักษาหมอพวกนี้ เข้ามากลายเป็นความเสี่ยงสูง เขาไม่คุ้นกับการใส่ชุดแบบนี้ ผมตกใจตอนได้ยินเขาพูดที่ทำเนียบ คุณไม่รู้หรือว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะรักษาโรคนี้ได้ มาแล้วจะทำให้งานเราหนักขึ้นมาอีก เอาเท่าที่มี จะมีห้าร้อย หกร้อยคน ก็ต้องเอาเท่าที่มี