หมอ  บนความขัดแย้งทางการเมือง

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / หมอ  บนความขัดแย้งทางการเมือง
หมอ  บนความขัดแย้งทางการเมือง

เชื่อว่านาทีนี้หลายคนคงได้เห็นคลิปแพทย์หญิงคนหนึ่งสวมชุดกาวน์ แสดงจุดยืนทางการเมืองในที่สาธารณะด้วยการวิพากษ์นักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ที่แนวคิดทางการเมืองคนละขั้วกับฝ่ายรัฐบาลอย่างเกรี้ยวกราดถึงขั้นขู่อาฆาต  ได้รับรู้ข่าวแพทย์หญิงจากโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะต้องถูกไล่ออกเพียงเพราะร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ของแพทย์เพื่อคัดค้านการใช้ความรุนแรงในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ได้เห็นข่าวพยาบาลอาสาคนหนึ่งที่ร่วมออกหน่วยให้บริการกลุ่มผู้ประท้วงต้องโดนหมายเรียก ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ประชาชนแบ่งขั้วทางความคิดชัดเจน แพทย์ในฐานะวิชาชีพที่มีจรรยาบรรณบังคับไว้ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีอคติ สามารถมีจุดยืนและแสดงออกทางการเมืองได้หรือไม่ หากได้ควรแสดงออกในรูปแบบไหน เป็นวิวาทะที่ควรต้องร่วมกันหาคำตอบ

 

การแสดงความเห็นและแสดงจุดยืนส่วนตัว

แน่นอนว่าเมื่อต้องสวมบทบาทการเป็นแพทย์ที่มีหน้าที่รักษาเพื่อนมนุษย์ แพทย์ไม่สามารถเลือกมิตรเลือกศัตรูได้ แต่ในฐานะของสมาชิกคนหนึ่งในสังคมการแสดงความเห็นและแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมืองอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่สามารถถูกพรากเพียงเพราะความเป็นแพทย์ แต่การแสดงความเห็นนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ทุกคนไม่ว่าจะใช่แพทย์หรือไม่ใช่แพทย์ต้องระมัดระวังทั้งเรื่องการหมิ่นประมาท หรือการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ยิ่งในช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ยิ่งต้องระวังการแสดงออกที่มีลักษณะปลุกปั่นทางความคิดหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่สำหรับแพทย์ที่มีกรอบของวิชาชีพครอบอยู่การแสดงความเห็นและแสดงออกทางการเมืองมีเงื่อนไขที่มากกว่าบุคคลทั่วไป

ปี 2559 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติออกประกาศแนวทางการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ เพื่อให้บุคลากรในระบบสุขภาพ สภาวิชาชีพ สถานพยาบาล และองค์กรที่เกี่ยวกับสุขภาพนำไปปรับใช้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การแสดงความเห็นหรือข้อมูลบนสื่อออนไลน์ของบุคลากรด้านสุขภาพ “เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  เหมาะสม และมีจริยธรรมอันจะเป็นการธำรงรักษาเกียรติภูมิและความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประชาชนมีต่อวิชาชีพ” ประกาศฉบับนี้วางแนวทางการปฏิบัติไว้ค่อนข้างละเอียด แต่อยู่ภายใต้หลักการกว้างๆ ดังนี้

1.เคารพกฎหมายและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

2.เคารพกฎระเบียบและนโยบายองค์กร

3.เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลีกเลี่ยงทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูถูก ถูกเกลียดชัง ถูกคุกคาม หรือกลั่นแกล้ง

4.ระมัดระวังการแสดงความเห็นในลักษณะการบ่น ระบายอารมณ์ หรือการนินทา

5.ระมัดระวังการแสดงความเห็นในข้อถกเถียงที่สุ่มเสี่ยง เช่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเมือง การปกครอง

อย่างไรก็ดีประกาศฉบับนี้เป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับ ไม่มีบทลงโทษ หลายต่อหลายครั้งเราจึงได้เห็นการแสดงออกทางการเมืองของแพทย์และบุคลากรในระบบสุขภาพที่สวนทางกับแนวทางปฏิบัติ ไม่เพียงในความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่แพทย์หญิงคนหนึ่งถือประกาศใส่เครื่องขยายเสียงแสดงความรังเกียจ อาฆาต นักการเมืองหนุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่

หรือการแสดงความเห็นของ นพ. เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฏวัฒนะ ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำและท่าทางที่รังเกียจกลุ่มผู้ประท้วงที่เสนอให้มีการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีท่าทีจากแพทยสภาออกมาแต่อย่างใด หรือย้อนกลับไปมองการแสดงจุดยืนทางการเมืองของบุคลากรทางการแพทย์ในยุคที่นายกรัฐมนตรีชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถึงกับขึ้นป้าย “หนีคนไข้มาไล่นายกฯ” ซึ่งควรจะถือได้ว่ามีความรุนแรงกว่าในยุคปัจจุบัน ก็ไม่มีการตรวจสอบหรือลงโทษใดๆ ตามมา

ถามว่าทำไมคนที่เป็นแพทย์ถึงต้องระมัดระวังตัวในเรื่องการแสดงความเห็นทางการเมืองมากกว่าบุคคลอื่น คำตอบคือเพราะแพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาชีวิตผู้อื่น หากแสดงออกซึ่งการไม่มีมนุษยธรรมหรือจริยธรรมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนทั่วไปวางใจได้ว่าจะเป็นผู้ที่มีจริยธรรมทางการแพทย์พอที่จะได้รับความไว้วางใจให้ประกอบวิชาชีพแพทย์

มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขถึงการแสดงออกของบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทั้งเป็นการตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข คำตอบที่ได้ก็ออกมากลางๆ ในลักษณะของการให้ข้อคิด แต่ไม่กล่าวถึงความควรไม่ควรของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้คำตอบว่าแพทย์สามารถแสดงความเห็นได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น “แต่ถ้าเป็นแพทย์ที่เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ต้องนึกถึงสภาพของการให้บริการกับผู้ป่วยด้วย” ขณะที่ นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีความเห็นต่อการที่แพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขออกมามีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า “ลงชื่อในนามส่วนตัวได้ แต่ไม่ควรลงว่าต้นสังกัดคือโรงพยาบาลใด จึงขอความร่วมมือไม่ใช้ความเป็นข้าราชการในการแสดงความเห็น แต่หากแสดงความเห็นส่วนตัวสามารถทำได้แม้จะใช้คำว่านายแพทย์หรือแพทย์หญิงนำหน้าก็ทำได้”

 

On line และ on site พื้นที่แสดงออกทางวิชาชีพ

ในรอบ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่กลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” จัดให้มีการรวมตัวกันในที่สาธารณะ ได้เกิดการรวมตัวกันของบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีโลกออกนไลน์เป็นพื้นที่สื่อสารนำสู่การรวมตัวในโลกจริง  เช่น “บุคลากรทางการแพทย์อยู่ข้างประชาชน” ที่ให้นิยามตัวเองว่า “กลุ่มเพื่อแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล เทคนิคการแพทย์ กายภาพ และอื่นๆ เพื่อประสานงานทางการแพทย์ช่วยเหลือประชาชน แจ้งข่าว แสดงจุดยืน และพูดคุย” มีสมาชิกกลุ่มประมาณ 3 หมื่นคน ชื่อของกลุ่มบ่งบอกชัดเจนถึงแนวคิดที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่าอยู่ข้างประชาชนผู้ประท้วง และข้อความที่โพสต์หรือแชร์บนหน้าเพจก็สื่อให้เห็นจุดยืนนั้น แต่ไม่พบว่ามีการใช้พื้นที่ด่าหรือโจมตีฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล รวมทั้งไม่มีการลงข้อความที่ขัดแย้งต่อการทำงานของวิชาชีพ จากการติดตามเพจห็นชัดถึงการทำตามวัตถุประสงค์เพจคือการเป็นพื้นที่สื่อสารประสานงาน มีกลุ่มแพทย์ พยาบาล และกลุ่มบุคลากรหลายกลุ่มที่จัดทีมอาสาเพื่อให้บริการผู้อาจได้รับบาดเจ็บในการชุมนุมหลายกลุ่มมาโพสต์ประชาสัมพันธ์กลุ่ม รวมทั้งรับสมัครทีมงานแลระรับบริจาคผ่านเพจนี้

ในขณะที่กลุ่ม “D.N.A. บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัคร” @volunteerMedTH แนะนำตัวในโลกทวิตเตอร์ไว้ว่าคือ ภาคีบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัคร จะคอยทำหน้าที่ปฐมพยาบาลเพื่อประชาชน กลุ่มนี้มีการรวมทีมเพื่อปฏิบัติภารกิจในสนามจริง  ประกาศชัดเจนว่าเป็นการรวมกลุ่มเพื่อแสดงจุดยืนทางวิชาชีพ ไม่เกี่ยวกับการเมือง “เราเป็นทีมปฐมพยาบาลเท่านั้น ไม่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือแสดงเครื่องหมายทางการเมืองในการชุมนุม ทีมของเราสามารถปฏิบัติการได้ในทุกการชุมนุมไม่เลือกข้าง ไม่เลือกกิจกรรม” เปิดโอกาสให้ผู้จัดการชุมนุมทุกฝ่ายติดต่อขอให้ทีมไปออกหน่วยในการชุมนุมได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องแจ้งก่อนอย่างน้อย 2 วัน เมื่อลงพื้นที่หน้างานแล้วสภาพกิจกรรมไม่เป็นดั่งที่ผู้จัดการชุมนุมคุยไว้ หรือมีสภาพแวดล้อมที่อาจก่ออันตรายกับทีม ทีมสามารถถอนตัวได้ทันที และที่สำคัญการถ่ายรูปสมาชิกในทีมที่ออกหน่วยต้องขออนุญาตทุกครั้ง เพราะหลายคนต้องปกป้อง identity ตนเอง ที่ผ่านมากลุ่ม D.N.A. (ย่อมาจาก Doctor and Nurse Association) ออกหน่วยสนามในทุกครั้งที่มีการชุมนุม

นอกจากนี้พบว่ามีกลุ่มของบุคลากรทางการแพทย์อีกหลายกลุ่มออกมาร่วมปฏิบัติหน้าที่ โดยพบว่าส่วนใหญ่จะมีจุดยืนทางการเมืองอยู่ข้าง “ประชาชน” อย่างชัดเจน เช่น “FAV.53” (First Aid Volunteer Thailand 53) ที่ประกาศผ่านแอคเคาท์ของกลุ่มทางทวิตเตอร์ว่า “ดูแลน้องๆ นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย” “ทีมหน่วยแพทย์และพยาบาลเพื่อมวลชนภาคีนักศึกษาศาลายา” (พมช.) เป็นกลุ่มของนักศึกษาแพทย์และพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศชัดเจนว่าเป็น “ภาคีพันธมิตรกับคณะราษฎร 2563 มุ่งมั่นสืบทอดเจตนารมณ์นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516” และกลุ่ม “ERP หน่วยอาสาสมัครเพื่อประชาชน” เป็นต้น

แม้หลายกลุ่มจะประกาศจุดยืนทางการเมืองชัดเจน แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงก็ปฏิบัติหน้าที่ตามกรบแห่งจริยธรรมวิชาชีพ เราจึงได้เห็นแพทย์พยาบาลอาสาเหล่านี้ให้บริการทางการแพทย์เบื้องต้นทั้งต่อผู้ชุมนุมและตำรวจทหาร

ภาพจาก @volunteerMedTH

ภาพจาก @volunteerMedTH

มองวิกฤติให้เป็นโอกาส

บนความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันมีปรากฏการณ์และสถานการณ์มากมายที่เป็นโอกาสอันดีให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์แลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อนำสู่การปฏิบัติหน้าที่ของตนเองทั้งในภาวะวิกฤติทางการเมืองและภาวะปัจจุบันให้ดีขึ้น เช่น การที่ข้อมูลของผู้มีประวัติรักษาอาการทางจิตคนหนึ่งถูกเผยแพร่และเจ้าตัวถูกบังคับให้ติดสติ๊กเกอร์สีชมพู เพื่อเป็นจุดสังเกตแยกจากบุคคลทั่วไปในระหว่างการถูกคัดกรองตัวเพื่อร่วมงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 30 ตุลา ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า “กลัวเข้างานแล้วควบคุมไม่ได้” ควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจสอบหาต้นสายปลายเหตุว่าเหตุใดข้อมูลการป่วยและการรักษาส่วนตัวของผู้ป่วยถึงถูกเผยแพร่ออกนอกสถานบริการโดยไม่ใช่เจ้าตัวเป็นคนเปิดเผย เหตุใดจึงปล่อยให้มีการกระทำในลักษณะการแบ่งแยกหรือกีดกันผู้ป่วยให้เห็นเด่นชัดจากผู้ไม่ป่วยเช่นนั้น หรือกรณีที่ณัฏฐธิดา มีวังปลา อาสาสมัครพยาบาลที่ร่วมออกหน่วยในระหว่างการรวมกลุ่มประท้วงของนักศึกษาและประชาชนต้องโดยหมายเรียก และการที่ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ถูกออกหมายจับหลังปรากฏตัวในพื้นที่ชุมนุมของนักศึกษา แม้ทั้งสองคนจะมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่การปรากฏตัวในการประท้วงจนนำสู่การถูกออกหมายจับและหมายเรียกล้วนเป็นการร่วมพื้นที่การเมืองในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ ควรหรือไม่ที่ต้องถูกหมายเรียกและหมายจับเช่นนั้น การที่แพทย์หญิงต้องถูกไล่ออกจากโรงพยาบาลเอกชนต้นสังกัดเพียงเพราะร่วมลงชื่อแถลงการณ์คัดค้านการใช้ความรุนแรงในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม การถกเถียงพูดคุยกันในประเด็นเหล่านี้บนฐานของเหตุผลและจริยธรรมแห่งวิชาชีพน่าจะทำให้ปกป้องความเป็นวิชาชีพของตนเองให้อยู่เหนือการเมือง และให้บุคลากรสามารถธำรงไว้ซึ่งจริยธรรมแห่งวิชาชีพได้ดียิ่งขึ้น

ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยข้อความส่วนหนึ่งของปฏิญญาเจนีวาที่แพทย์ทุกคนพึงยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน

“ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ศาสนา เชื้อชาติ พรรคการเมือง หรือกฎเกณฑ์ของสังคมมาแทรกระหว่างหน้าที่กับผู้ป่วย ข้าพเจ้าจะคงความเคารพรับถืออย่างสูงสุดต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิ แม้จะมีการคุกคาม”

 

เรื่อง: เพ็ญนภา หงษ์ทอง