อสม. มดงานในระบบสุขภาพของไทย ที่ประเทศอื่นยากเลียนแบบ

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / อสม. มดงานในระบบสุขภาพของไทย ที่ประเทศอื่นยากเลียนแบบ
อสม. มดงานในระบบสุขภาพของไทย ที่ประเทศอื่นยากเลียนแบบ

คำชื่นชมที่องค์การอนามัยโลก มีต่อบทบาทของ อสม. ในการควบคุมการระบาดของ COVID19 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ว่ากันตามความจริงก็ไม่ใช่คำชมที่น่าประหลาดใจสักเท่าใดนัก เพราะ อสม. เป็นกำลังสำคัญของระบบบริการปฐมภูมิบ้านเรามาเนิ่นนาน เป็นกลุ่มคนที่ทำให้งานด้านสาธารณสุขมุลฐานของประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลก และระบบสุขภาพของประเทศอื่นอยู่เนืองๆ องค์การอนามัยโลกได้ให้ทุนแก่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อมาศึกษาดูงานด้านการสาธารณสุขมูลฐานในประเทศไทยหลายครั้ง

และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ WHO เอ่ยปากชมบทบาทของ อสม. ในการควบคุมโรคระบาดที่คุกคามโลก ในปี 2550 หลังการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดนก องค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้เคยเขียนชื่นชมบทบาทการทำงานที่แข็งแกร่งของ อสม. ในการควบคุมและเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดนกไว้แล้ว  โดยในปีนั้น WHO สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กรุงนิวเดลี ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Role of Village Health Volunteers in Avian Influenza Surveillance in Thailand พูดถึงบทบาทของ อสม. ในการเฝ้าระวังไข้หวัดนก โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในสองปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเฝ้าระวังไข้หวัดนก และแนะนำให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคให้ความสำคัญกับการสร้างระบบอาสาสมัครด้านสุขภาพในหมู่บ้านและสร้างให้เกิดเครือข่ายการทำงานที่แข็งแกร่งเหมือนประเทศไทย ทั้งนี้เคยมีงานวิจัยของนักวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาบทบาทของ อสม.  และพบว่าจุดแข็งที่สำคัญมากของ อสม. คือ การทำงานสำเร็จเป็นครั้งคราวในช่วงระยะเวลาอันสั้น เช่น การแจ้งความรู้ข่าวสารแก่คนในชุมชน การสำรวจข้อมูลหมู่บ้าน รวมถึงการรณรงค์เพื่อการควบคุมโรคที่เกิดเป็นครั้งคราวตามฤดูกาล เช่น ไข้เลือดออก โดยเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น บทบาทหน้าที่ในการควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดนั้นๆ จะถูกกำหนดให้เป็นภาระหน้าที่ของอสม. ในขณะนั้นทันที

สำหรับบทบาทในการควบคุมและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID 19 ของ อสม. พบว่าเริ่มมีการดำเนินการเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์การแพร่เชื้อผ่านเซียนมวย ที่ทำให้พบผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพฯ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยวันที่ 29 มีนาคม เพจ อสม. 4.0 ได้เผยแพร่ แนวทาง อสม. เคาะประตูบ้านต้านโควิด-19 เพื่อประชาสัมพันธ์แนวปฏิบัติตัวของอสม. ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 4 ภารกิจ คือ 1.เคาะประตูบ้านครัวเรือนที่รับผิดชอบ แจ้งข่าวและให้ความรู้ คำแนะนำในการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และออกกำลังกาย” 2.คัดกรองกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง 3.ส่งต่อกลุ่มเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน 4.เยี่ยมติดตามรายงานผล เมื่อสถานประกอบการหลายแห่งในกรุงเทพฯ ประกาศหยุดงานและขอความร่วมมือแรงงานไม่ให้กลับภูมิลำเนา เพื่อควบคุมพื้นที่การระบาดเราจึงเห็นความพร้อมของ อสม. ที่ทำงานอย่างแข็งแข็นกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล และเจ้าพนักงานในพื้นที่ จนมีความเคลื่อนไหวของประชานปรากฏบนสื่อสังคมในลักษณะชื่นชม เช่น

“ปกติกลับบ้านก็เข้าบ้านเงียบๆ คราวนี้เหมือนคนดังเลย อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มารอรับกันเต็มไปหมด

และ

“อสม. ที่หมู่บ้านทำงานไวมากค่ะ ยังไม่ทันกลับถึงบ้าน มาเชิญไปเข้ากลุ่มคัดกรองแล้ว”

นับถึงวันที่ 13 เมษายน อสม. ทั่วประเทศเดินเคาะประตูบ้านประชาชนแล้วถึง 11,856,133 หลังคาเรือน มีกลุ่มเสี่ยงที่ อสม. ติดตามเฝ้าระวัง 666,380 คน มีทั้งกลุ่มที่เดินทางจากต่างประเทศและจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ละกลุ่มที่ไปใกล้ชิดกับกลุ่มคนในพื้นที่เสี่ยง นอกจากการทำหน้าที่มดงานในช่วง COVID 19 ระบาดแล้ว ภารงานเดิมๆ ที่เคยทำก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง เมื่อไม่มีภารกิจทั้ง 4 ของ COVID พวกเขายังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ดูแลผู้สูงอาย (CG) ทำหน้าที่รับยาจาก รพ. ไปส่งให้ผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน

อสม. ที่ปัจจุบันมีอยู่มากถึง 1 ล้าน 4 หมื่นคน นั้น ถูกสร้างขึ้นในระบบสุขภาพไทยในช่วงแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2519) ในช่วงแรก อสม.จะเป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้านในแต่ละชุมชนให้เข้ามารับการอบรมสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง เผยแพร่ความรู้ และประสานกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุขตลอดจนให้บริการสาธารณสุขด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวัง และป้องกันโรค การช่วยเหลือและรักษาพยาบาลขั้นต้น ทำงานในลักษณะของอาสาสมัครที่ไม่มีค่าตอบแทนมาโดยตลอด จนปี 2552 กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับ อสม. เดือนละ 600 บาทต่อคน เพื่อสร้างแรงจูงใจและเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และเดือนธันวาคม 2561 รัฐบาลได้ปรับค่าตอบแทนในส่วนนี้อีกครั้งเป็น 1,000 บาท