“เปลี่ยนคนไข้ให้เป็นครู” แนวคิดใหม่แพทยศาสตร์ศึกษาโลก

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / “เปลี่ยนคนไข้ให้เป็นครู” แนวคิดใหม่แพทยศาสตร์ศึกษาโลก
“เปลี่ยนคนไข้ให้เป็นครู” แนวคิดใหม่แพทยศาสตร์ศึกษาโลก

24-28 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการประชุมแพทย์ศาสตร์ศึกษานานาชาติ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ. รพ. จะนะ จังหวัดสงขลา ในฐานะอาจารย์แพทย์ ศูนย์แพทย์ รพ. หาดใหญ่ ได้เข้าร่วมประชุมและบันทึกประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว และอนุญาตให้เวบไซต์ สวค. และ ผีเสื้อขยับปีกนำมาเผยแพร่อีกครั้ง 

 

“เปลี่ยนคนไข้ให้เป็นครู” แนวคิดใหม่แพทยศาสตร์ศึกษาโลก

แนวคิด “Patients as Educators” หรือ “เปลี่ยนคนไข้ให้เป็นครู” เป็นแนวทางการสอนแพทย์ที่นานาชาติเริ่มสนใจสร้างสรรค์จริงจัง คนไข้บางคนที่เขารับรู้สภาวะการป่วยไข้ของเขาอย่างละเอียด มีทักษะในการบอกเล่าและเรียบเรียงความคิด มีประสบการณ์การรักษาทั้งที่เผชิญกับความทุกข์จากระบบสุขภาพและความปรีดาจากบุคลากรที่ดูแล คนไข้ประเภทนี้คือผู้ที่สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นครูผู้สอนแพทย์ได้ นักศึกษาแพทย์ควรจะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง คนไข้ที่เป็นครูเหล่านี้ยิ่งถ้าเขาเป็นโรคที่เรื้อรัง เขาจะบอกเทคนิควิธีการรักษาได้อย่างที่ตำราแพทย์ไม่ได้เขียนไว้ อย่างที่แผ่นใส power point ไม่อาจจะสะท้อนความรู้สึกออกมาได้ เช่น วันที่หมอบอกเขาว่าเขาเป็นมะเร็ง หมอควรบอกเขาอย่างไร อาจให้นักศึกษาแพทย์ทดลองบอกกับครูคนไข้นี้ดู และครูคนไข้ก็ค่อยเฉลยว่า ที่ควรจะเป็นนั้นคืออะไร เมื่อตะกี้ที่บอกไปนั้น ครูคนไข้รู้สึกสิ้นหวังขนาดไหน เป็นต้น

สำหรับผม ที่สนใจวิชาการด้านสังคมศาสตร์และสารพัดศาสตร์เป็นทุนเดิมนั้น ผมชอบแนวคิดนี้มาก เพราะเป็นการลดความเป็นเทวดาของหมอลง เปลี่ยนสถานะของคนไข้ให้มายืนในระดับเดียวกับแพทย์ผู้รักษามากขึ้น เปลี่ยนการแพทย์จากระบบที่แพทย์คือผู้มีอำนาจเหนือ มาเป็นระบบการแพทย์แบบปรึกษาหารือ เป็นการเปิดมิติการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของคนไข้ด้วยตัวคนไข้เอง เรื่อง patients as educators นี้เมืองไทยก็มีการทำกันบ้าง แต่ยังไม่เป็นระบบ คนไข้ยังมีสถานะเพียงเป็น case study ที่มาประกอบการบรรยายของอาจารย์แพทย์ เรายังไม่ค่อยได้สร้างคนไข้ให้เป็นครูสำหรับแพทย์อย่างแท้จริง ว่าจะกลับไปลองเริ่มต้นที่จะนะดู ผมเชื่อในการเริ่มต้น เชื่อในการเปลี่ยนแปลงจากระดับผู้ปฎิบัติ หากดีจริงและไปได้ เดี๋ยวกระแสก็จะลามไปเองครับ

 

นักศึกษาแพทย์นานาชาติในยุโรปขอการศึกษาที่เปลี่ยนจากโหลดข้อมูลให้นักเรียนเป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงตัวตน

ในห้องย่อยหนึ่งวันที่สามของการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาโลก มีเวทีให้นักศึกษาแพทย์มาสะท้อนเสียงของเขา นักศึกษาสองคนเขาเลือกใส่เสื้อยืดคอปกมาขึ้นเวทีแทนการใส่สูท ประดุจจะสื่อสารถึงความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่สนใจในคุณค่าและสาระ ไม่ใช่เปลือกนอกและพิธีกรรม หนึ่งในข้อที่นำเสนอที่ชัดมากคือ การเรียนแพทย์ปัจจุบันเป็นเพียง informative learning หรือการเรียนแบบโหลดข้อมูลเข้าในสมองของ นักศึกษา สิ่งที่ได้คือ นักศึกษาถูกฝึกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีทักษะในวิชาชีพ (ได้แพทย์ที่เป็นช่างผู้ชำนาญงาน) แต่น้องนักศึกษาอยากให้การเรียนการสอนแพทย์ไปถึง transformative learning หรือการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตัวตน

การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตัวตน ต้องการมากกว่าการเรียนทฤษฎีความรู้ในห้องเรียนหรือบนตึกผู้ป่วย แต่ต้องการไปให้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวแพทย์เอง สู่การมีตัวตนในคุณค่าใหม่ที่เขาไม่เคยมี สู่การมีชุดความคิดความเชื่อใหม่ที่ควรจะเป็น เช่น ความร่วมมืออย่างเท่าเทียมของแพทย์กับผู้ป่วยและญาติ(partnership) การเชื่อในแนวทางการมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางการรักษา(patient centered care ) การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมป้องกัน (health promotion) การบูรณาการวิชาแพทย์กับปัญหาสังคม(social care) เป็นต้น

นักศึกษาแพทย์เขาบอกชัดว่า “ความรู้และข้อมูลมากมายเขาหาได้จากกูเกิล แต่วิธีคิด ทัศนคติ การให้คุณค่า ทักษะทางสังคมนั้น เป็นสิ่งที่การเรียนการสอนต้องช่วยเติมเต็ม แต่โรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งเหล่านั้นน้อยเกินไป” เรื่องนี้เป็นการก้าวข้ามที่สำคัญของระบบการสอนแพทย์ทั่วโลก เพื่อสร้างแพทย์ที่ไม่ใช่เพียงผู้เชี่ยวชาญ (expert) แต่สร้างแพทย์ในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม (change agent)

ผู้เขียนขณะบรรยายโปสเตอร์ของตนเองให้ผู้เข้าร่วมการประชุม

Student selection: การคัดเลือกนักเรียนสู่การเป็นแพทย์ชนบท

โปสเตอร์ที่ผมมานำเสนอบทเรียนในการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาโลก AMEE2019 ครั้งนี้ ว่าด้วยเรื่อง “การเยี่ยมชุมชนชนบท เป็นขั้นตอนสำคัญของการคัดเลือกนักเรียนสู่การเรียนแพทย์ชนบท” ประเด็นสำคัญคือ ในปี 2562 นี้ ศูนย์แพทย์ รพ.หาดใหญ่ ได้เปลี่ยนการคัดเลือกนักเรียนจากการใช้คะแนนสอบแข่งกัน มาเป็นการจัดโควต้าให้โรงเรียนแล้วให้โรงเรียนคัดนักเรียนที่ควรเข้าเรียนแพทย์ในหลักสูตรแพทย์ชนบทมาโดยไม่มีการสอบกลาง (TCAS-1) จากการดูข้อมูลนักเรียน 63 คนจากจังหวัดสงขลา พัทลุงและสตูล ที่โรงเรียนส่งมาตามโควต้าเข้ามาในกระบวนการคัดเลือกให้เหลือ 40 คนนั้น พบว่า 70% มีภูมิลำเนาในอำเภอหาดใหญ่หรืออำเภอเมือง (ผมนับเป็นเขตเมือง) และอีก 30% อยู่อำเภออื่นๆ (นับเป็นชนบทหรือนอกเขตเมือง) เด็กเขตเมืองนั้น 75% ไม่เคยลงหมู่บ้านชนบทเลยแต่อยากเป็นแพทย์ชนบท ส่วนเด็กนอกเขตเมืองก็มีตั้ง 42% ที่ไม่เคยลงหมู่บ้านเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่มาเรียนโรงเรียนในเมืองใหญ่ แต่ก็อยากเป็นแพทย์ชนบทเช่นกัน จากตัวเลขที่เห็นจึงชัดมากว่า เด็กที่โรงเรียนคัดมาให้นั้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เรียนเก่ง และเด็กที่เรียนเก่งก็มักเป็นคนเมือง ซึ่งรู้จักชนบทน้อยมาก แบบนี้จะไหวไหม?

กระบวนการเลือก 3 วันในครั้งนี้ ทาง รพ.หาดใหญ่จึงให้นักเรียนมาเยี่ยม รพ.จะนะและลงชุมชนครึ่งวันเพื่อเห็นความจริงที่เมื่อจบแล้วต้องไปทำงานในชนบท หลังลงหมู่บ้าน ก็กลับมาคุยถามกันและให้เขียนเรียงความส่ง ในเรียงความพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งหลังกลับจากลงหมู่บ้านมาแล้ว รู้สึกอยากเป็นหมอชนบทที่ดี เห็นความเหลื่อมล้ำเป็นต้น แต่นี่เป็นการวัดที่เป็นอารมณ์ในวูบนั้นมากๆ ตัวเลขจึงสูงลิ่ว

ที่น่าสนใจคือ หลังเยี่ยมชุมชนชนบท มีน้องนักเรียนคนหนึ่งใน 63 คนที่ตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่า ไม่ชอบแพทย์ชนบทขอไปเรียนทันตแพทย์แทน

คำถามที่ยากมากคือ เราจะทำให้เด็ก ม.6 ในโรงเรียนในต่างอำเภอ สามารถเข้าเรียนเพื่อเป็นแพทย์ชนบท ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบไหนจึงจะดีที่สุด เป็นธรรม และนักเรียนเหล่านั้นก็ต้องสามารถเรียนจนจบแพทย์ได้โดยสามารถรับแรงกดดันจากการที่ต้องเรียนวิชาการหนักมากๆ ได้ด้วย ……เราควรคัดเลือกน้องนักเรียนด้วยวิธีการแบบไหน …. คำตอบนั้นผมไม่รู้จริงๆ….

โจทย์นี้ไม่ใช่โจทย์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่คือโจทย์ของทั้งโลก จะผลิตแพทย์และรักษาแพทย์ให้อยู่ในชนบทนานๆ ได้อย่างไร….?