เมื่อร้านยาไม่ใช่แค่ร้านขายยา

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / เมื่อร้านยาไม่ใช่แค่ร้านขายยา
เมื่อร้านยาไม่ใช่แค่ร้านขายยา

“มาหาเขาบ่อยๆ แต่ไม่เคยซื้อยาเขาหรอกค่ะ ป้าใช้สิทธิเบิกได้ ร้านนี้ไม่เคยได้ตังค์ป้าสักบาท” สุดา เมฆะวิภาค  วัย 78 ปี บอกอย่างอารมณ์ดีเมื่อถูกถามถึงความถี่ในการมาใช้บริการที่ร้านยาแห่งนี้

ตอนที่เราเข้าไปในร้าน ป้าสุดากำลังรับบริการวัดความดันโลหิตจากเภสัชกรหญิงสุณี ปัญญาวุฒิไกร เจ้าของร้านและเภสัชกรประจำร้าน โรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ทำให้ป้าสุดาต้องไปโรงพยาบาลเพื่อรับยาเป็นประจำ “ได้ยาจากโรงพยาบาลมาป้าก็มาให้ร้านเขาดูและให้คำแนะนำว่าต้องกินอะไร ยังไง ตอนอยู่โรงพยาบาลเภสัชกรที่นั่นเขาไม่มีเวลาแนะนำเราละเอียดหรอก คนไข้เยอะ จะมาใช้เวลากับเราคนเดียวนานๆ ป้าก็เกรงใจเขา”

ด้วยความที่บ้านและร้านยาอยู่ไม่ไกลกัน ช่วงเวลาเย็นตอนที่ว่างจากภารกิจต่างๆ ป้าสุดาจะเดินมาที่ร้านยาแห่งนี้เพื่อตรวจเช็คความดันของตนเอง ที่ร้านจะมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยใบเล็กๆ บันทึกความดันและยาที่ป้ากิน

“เรามีบัตรประจำตัวผู้ป่วยทุกคน บันทึกข้อมูลการใช้ยาและข้อมูลส่วนตัวด้านสุขภาพ เพื่อประกอบในการคัดกรองและการให้คำปรึกษาเรื่องยา” ภญ.สุณี กล่าว

กิตติพงศ์ กิจลาภพินิจกุล คืออีกคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าประจำของร้านยาแห่งนี้มาตั้งแต่ร้านเปิดดำเนินการเมื่อ 35 ปีที่แล้ว แม้จะมีโรคประจำตัวถึง 3 โรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ลุงก็เลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาลแต่เลือกรับบริการที่ร้านขายยาแทน

“มันนาน ไปรอคิวทั้งวัน ลุงต้องขับรถหาเงิน ไปนั่งรอแบบนั้นมาไหวหรอก” คือเหตุผลที่ลุงไม่ชอบไปโรงพยาบาล

เอกสารประจำตัวผู้ป่วยของลุงกิตติพงศ์ ไม่ใช่แผ่นเล็กๆ เหมือนของป้าสุดา แต่เป็นสมุดขนาดกระดาษ เอ 5 เล่มบาง “ของลุงเล่มใหญ่ เพราะต้องมีข้อมูลสุขภาพละเอียด ลุงเป็นผู้ป่วยที่ต้องปรับพฤติกรรมสุขภาพ” ภญ.สุณี อธิบายสาเหตุของความต่าง ภายในสมุดเล่มบางมีข้อมูลน้ำหนัก ส่วนสูง ค่า BMI ค่าน้ำตาลในเลือด ค่าไขมัน และความดัน ที่มีการบันทึกทุกครั้งที่ลุงเข้าไปใช้บริการ รวมทั้งคำแนะนำบริการสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ลุงกิตติพงศ์เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่รู้ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อควบคุมระดับไขมัน น้ำตาล และความดันเลือดไม่ให้สูงจนเป็นภัยกับสังขารร่างกาย แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตัวเองให้อยู่ในกรอบของการรักษาสุขภาพได้ ลุงเปิดสมุดประจำตัวคนไข้ชี้ให้เราดูตัวเลขบางตัว  “นี่…วันนั้นน้ำตาลขึ้นไปถึง 214 ตอนนั้นลุงกินฟันโอมา” ว่าแล้วก็หัวเราะ  “ตรงนี้ตัวเลขสวยเพราะช่วงนั้นลุงไม่กินขนมเลย กระทิงแดงก็ไม่กิน ลุงอยากให้หมอ [ภญ.สุณี] เห็นว่าลุงทำได้”

ลุงบอกว่าลุงสามารถประเมินค่าน้ำตาลและความดันเลือดได้ตั้งแต่ยังไม่ลงมือวัด เพราะแกรู้ว่าช่วงนั้นแกกินอาหารอะไร กินยาต่อเนื่องตามที่ควรต้องทำหรือไม่ “ลุงอาชีพขับรถ อยู่กับถนนทั้งวัน บางทีมันเครียด ดูแลตัวเองเป๊ะๆ ทุกวันไม่ไหวหรอก”

กว่า 1.30 ชั่วโมง ที่ทีมงานผีเสื้อขยับปีกนั่งสังเกตการณ์ที่ร้านขายยาแห่งนี้ ได้เห็นบรรยากาศและภาพประทับใจมากมาย ป้าย “ร้านยาชุมชนอบอุ่น” ที่ติดอยู่หน้าร้านและภายในร้าน ไม่ใช่เพียงแค่ป้ายที่ไม่มีความหมาย หากเป็นป้ายที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของร้านยาแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

ร้านยาชุมชนอบอุ่น

สุณีเภสัช เป็นหนึ่งในร้านขายยาจำนวนประมาณ 30 ร้าน ที่สมัครเข้าร่วม ร้านยาชุมชนอบอุ่น ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งนี้ ในวันที่ 7 มกราคม 2562 บอร์ด สปสช. เห็นชอบกำหนดให้ร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1)  เป็นสถานบริการสาธารณสุขอื่นที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม ตามมาตรา 3 พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มีหน้าที่เป็นหน่วยบริการร่วมให้บริการดำเนินกิจกรรมบริการสุขภาพ เช่น คัดกรองความเสี่ยงในกลุ่มภาวะโรคเมตาบอลิก, ให้สุขศึกษา ความรู้ แนะนำด้านสุขภาพและการใช้ยาอย่างสมเหตุผล, ร่วมกับสหสาขาวิชาชีพอื่นในการบริการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่บ้าน โดยทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับหน่วยบริการประจำในพื้นที่ คลินิกหมอครอบครัว และดำเนินกิจกรรมอื่นที่ คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ (อปสข.) กำหนด เช่น คัดกรองความเสี่ยงโรคเรื้อรัง บริการคลินิกอดบุหรี่ บริการยาเม็ดคุมกำเนิด ให้ความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมถึงการใช้ยาอย่างสมเหตุผล  เป็นต้น โดยให้นำร่องในพื้นที่ 11 เขตของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตจอมทอง เขตบางกอกน้อย เขตลาดพร้าว เขตดอนเมือง เขตคันนายาว เขตบางแค เขตบางคอแหลม เขตบางขุนเทียน เขตจัตุจักร เขตดุสิต เขตสวนหลวง และโอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ร้าน ข.ย. 1 ที่จะร่วมเป็นร้านยาชุมชนอบอุ่นได้นอกจากต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการกำหนดเกี่ยวกับสถานที่ อุปกรณ์ และวิธีการปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน  ในสถานที่ขายยาแผนปัจจุบันตามกฎหมายว่าด้วยยา พ.ศ. 2557 และประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง เกณฑ์การตรวจประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ยังต้องเปิดบริการอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน มีเภสัชกรปฏิบัติงานตลอดเวลาที่เปิดบริการ และมีเภสัชกรผู้ให้บริการที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการร่วมให้บริการ

เหตุผลสำคัญที่ร้านยาถูกดึงมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ ในฐานะเครือข่ายร่วมกับหน่วยบริการประจำในพื้นที่ เพราะไม่ได้มีแค่ลุงกิตติพงศ์คนเดียวที่เลือกเข้าร้านขายยาแทนกับรับบริการสุขภาพในโรงพยาบาล นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการ สปสช. เคยเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการศึกษาของ สปสช. ว่าประชาชนถึงร้อยละ 20 เมื่อมีอาการเจ็บป่วยจะเลือกเข้าร้านขายยาแทนการไปโรงพยาบาลหรือคลินิก อีกทั้งก่อนหน้านั้นในปี 2560 ศูนย์วิจัยกสิกร ได้เปิดเผยข้อมูลว่าร้านขายยาเป็นทางเลือกแรกของคนไข้กรณีเจ็บป่วยทั่วไปไม่รุนแรง ในสัดส่วนร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน และโรงพยาบาลรัฐ ด้วยเหตุผลว่า “มีความสะดวกรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายไม่สูงนักเมื่อเทียบกับไปโรงพยาบาลเอกชน และไม่ต้องรอคิวพบแพทย์นานเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลรัฐ”

“นี่คือจุดที่ต้องหันมามองแล้วว่าร้านขายยาหรือเภสัชกรต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยดูแลสุขภาพประชาชน ถือเป็นการยกระดับวิชาชีพเภสัชกรรมให้มีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุขมากขึ้นอีกด้วย” นพ.จเด็จ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อครั้งประกาศนโยบายร้านยาชุมชนอบอุ่นใหม่ๆ (https://www.thaihealth.or.th/Content/49439-a.html)

คำถามคือจะมีร้านขายยาสักกี่ร้านที่สามารถทำหน้าที่หน่วยบริการในระดับบริการปฐมภูมิได้

ภญ.ดร.ศิริรัตน์ ตันปิชาติ นายกสมาคมเภสัชกรชุมชนประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลว่าร้านยาในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ประมาณ 5 พันร้านนั้น มีเพียงครึ่งหนึ่งที่มีเภสัชกรประจำร้าน ซึ่งทางสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับสภาเภสัชกรรมเพื่อผลักดันให้ร้านขายยาทุกร้านต้องมีเภสัชกรอยู่ประจำตลอดเวลาที่ร้านเปิดให้บริการ

การมีเภสัชกรประจำร้านยาทำให้มีการตรวจสอบข้อมูลทางสุขภาพเบื้องต้นก่อนที่ยาจะถูกส่งถึงมือผู้ป่วย “ส่วนใหญ่คนเข้าร้านยาจะมาด้วยอาการมีไข้ เจ็บคอ ขอซื้อยาลดอาการเจ็บคอ และไข้ขึ้น มีน้ำมูก เภสัชกรต้องซักถามแล้วเพื่อหาคำตอบว่าอาการที่เขาเป็นมันเป็นเพราะไวรัส แบคทีเรีย หรือแพ้อากาศธรรมดา พวกนี้ต้องการยารักษาต่างกัน  และต้องซักถามถึงการแพ้ยา ประวัติโรคประจำตัว ปัจจุบันมันมีการตีกันของยาซึ่งกำลังเป็นปัญหามาก เช่น กินยาฆ่าเชื้อราอยู่ แล้วไปกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มันส่งผลต่อตับได้ พวกนี้เภสัชกรจะรู้ และพยายามเลี่ยงการจ่ายยาที่ตีกัน บางครั้งคนไข้มาพร้อมตัวยาที่ต้องการซื้อ เราจะไม่ค่อยยอม เพราะบางตัวมันตีกันแล้วอันตรายก็จะคุยกันจนกว่าคนไข้จะยอม” ภญ.สุณี กล่าว

ภญ.สุณี ปัญญาวุฒิไกร

หากพิจารณาจากขอบเขตของบทบาทหน้าที่ร้านยาชุมชนอบอุ่นแล้วจะเห็นได้ว่ามีเรื่องของการตรวจและการคัดกรองเบื้องต้น นั่นจะเป็นกิจกรรมทางสุขภาพที่เกินศักยภาพของเภสัชกรหรือไม่ หรือว่าทุกวันนี้เภสัชกรไทยยังทำงานไม่เต็มศักยภาพและความสามารถ ก่อนหน้านี้ไม่นานเกิดเหตุการณ์ร้องเรียนจากสภาวิชาชีพนักเทคการแพทย์ที่มองว่าการเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อหาน้ำตาลในเลือดของเภสัชกรในร้านขายยาเป็นการทำงานที่ก้าวล่วงวิชาชีพเทคนิคการแพทย์

บทบาทของเภสัชกรในระบบสุขภาพ

เมื่อพูดถึงเภสัชกร ภาพในความนึกคิดของคนส่วนใหญ่คือบุคคลที่มีความรู้เรื่องยา มีหน้าที่จัด/ จำหน่ายยาตามใบสั่งแพทย์ และให้คำแนะนำการใช้ยา

 “เภสัชกรทำงานได้เยอะมาก แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ หลักสูตร 6 ปี เราเรียนคลินิกกันตั้งแต่ปีหนึ่ง เรียนเกี่ยวกับโรค โครงสร้างร่างกาย anatomy เราเรียนหมด และเราเน้นเรื่องยาอีก 3 ปี เรารู้เรื่องยาละเอียดตั้งแต่กินเข้าปาก ต้องผ่านอะไรในร่างกายบ้าง ร่างกายดูดซึมได้แค่ไหน ยาเข้าสู่เลือดแล้วไปไหนต่อ ออกฤทธ์ที่ไหน ขับออกทางไหน” ภญ.สุณีกล่าว

 จากการพูดคุยกับเกสัชกรหลายคนทำให้สามารถสรุปได้ว่า ในความรู้สึกของพวกเขา ทุกวันนี้ระบบบริการสุขภาพยังใช้ประโยชน์จากเภสัชกรได้ไม่เต็มศักยภาพของวิชาชีพ  โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียนหลักสูตร  6 ปี เท่ากับหลักสูตรของการเรียนแพทย์

“ระบบบริการไม่ได้สร้างบทบาทให้เภสัชกรเพิ่มมากขึ้นตามที่เรียนมากขึ้น ตอนปรับหลักสูตร [จาก 5 ปี เป็น 6 ปี] ไม่ได้มีการสร้างงานหรือวางระบบให้เด็กมีบทบาทมากขึ้น ทำให้เด็กที่ต้องเสียเวลาเรียนเพิ่มอีกปีหนึ่ง เก่งขึ้น แต่ไม่มีงานเพิ่มให้ ในเมืองนอกนี่เภสัชกรที่ทำงานในโรงพยาบาลเดินคู่กับหมอเลยนะ โดยเฉพาะหมอเฉพาะทาง คนกลุ่มนี้ต้องทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหมอเรื่องยา หมอจะทำหน้าที่วินิยฉัยโรค ส่วนเรื่องการจ่ายยาเป็นหน้าที่ของเภสัชกร” ภญ.สุณีกล่าว

ขณะที่ ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์  นายกสภาเภสัชกรรมมองว่า ปัญหาอยู่ที่อัตรากำลังของภาครัฐที่ทำให้การเพิ่มตำแหน่งเป็นเรื่องยาก     

“ไม่ใช่ไม่เปิด มันเริ่มมีแล้ว ตอนนี้หลายโรงพยาบาลเภสัชกรก็ช่วยหมอในเรื่องยาเยอะขึ้น  หมอจำนวนมากพอเมื่อปัญหาเรื่องยาก็ปรึกษาเภสัชมากขึ้น คือประเด็นบ้านเราเนื่องจากอัตรากำลัง การที่จะเพิ่มตำแหน่งมันยังมีปัญหาอยู่เยอะ ความจำกัดของงบประมาณ แต่ในหลายที่เราเห็นบทบาทเภสัชกรมากขึ้น ชัดเจนขึ้น” นายกสภาเภสัชกรรมกล่าว

 ร้านยาชุมชนอบอุ่นจึงเป็นการเปิดให้เภสัชกรได้เข้ามามีบทบาทในระบบบริการมากขึ้น และโอกาสนี้กำลังได้รับการยกระดับให้สูงขึ้นด้วยนโยบายล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขที่จะให้ร้านยาทำหน้าที่จ่ายยาให้ผู้ป่วยนอกบางกลุ่มโรค

รับใบสั่งยาจากแพทย์ใน รพ. รับยาร้านยาใกล้บ้าน

บทบาทหน้าที่หนึ่งของเภสัชกรตามที่ระบุในกฎหมายวิชาชีพคือการจัดยาตามใบสั่งแพทย์ แต่ที่ผ่านมาบทบาทนี้ถูกส่งถึงมือเฉพาะเภสัชกรในห้องยาของสถานบริการพยาบาลเท่านั้น เภสัชกรที่ประจำอยู่ร้านขายยาแทบไม่ได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่นี้เลย ภญ.สุณี เล่าว่าตั้งแต่เปิดร้านยามา 35 ปี เธอเพิ่งได้รับใบสั่งยาของแพทย์จากคนไข้ไม่ถึง 10 ใบ แนวนโยบายล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ที่ให้ร้านขายยาจัดยาให้คนไข้แทนห้องยาของโรงพยาบาลจึงเป็นแนวนโยบายที่เปิดโอกาสให้เภสัชกรได้ทำหน้าที่ของตนเองได้เต็มศักยภาพมากขึ้น โดยร้านขายยาที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านยาชุมชนอบอุ่น แต่ต้องเป็นร้านขายยาคุณภาพ ซึ่งหมายถึงได้รับการควบคุมคุณภาพมาตรฐานในด้านโครงสร้างเช่น สภาพร้าน ความสะอาด อุณหภูมิภายในร้าน โดย อย. และต้องขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับ สปสช. ก่อน

 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวทางในการดำเนินการว่ามีทางเลือกสำหรับร้านขายยาในการเข้าร่วมโครงการ 3 แนวทาง คือ

  1. รพ. เป็นผู้จัดยาและส่งยาไปร้านขายาเพื่อจ่ายยาให้กับผู้ป่วย ซึ่งสามารถลดความแออัดของโรงพยาบาลได้
  2. รพ. นำยาไปสำรองที่ร้านยาคุณภาพ และให้เภสัชกรร้านยาเป็นผู้จัดยาตามใบสั่งแพทย์
  3. ร้านยาเป็นผู้จัดซื้อยาและสำรองยาเอง รพ.จ่ายค่ายาให้ร้านยา

คนไข้ที่จะสามารถรับยาที่ร้านขายยาได้ต้องเป็นคนไข้ที่ใช้สิทธิ์กองทุนหลักประกันสุขภาพ และเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง 4 โรคนี้ ได้แก่ หอบหืด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคทางจิตเวช โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม โครงการนี้จะเริ่มทดลองในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ในโรงพยาบาลประมาณ 50 แห่ง รับร้านขายยาเข้าร่วมโครงการในเบื้องต้นไม่เกิน 500 ร้าน

หากพิจารณาในแง่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะลดความแออัดของโรงพยาบาลได้แล้ว ประโยชน์ยังตกอยู่กับคนไข้ ทั้งนี้กลุ่มคนไข้โรคเรื้อรังส่วนใหญ่จะต้องพบแพทย์ต่อเนื่อง เพื่อติดตามอาการและรับยาเพิ่ม ส่วนใหญ่แพทย์จะนัดทุก 4 หรือ 6 เดือน ระหว่างนั้นให้ยาคนไข้ไปกินในจำนวนเพียงพอกับการที่จะได้พบแพทย์ครั้งต่อไป แปลว่าหมอเจอคนไข้ทุกๆ 4 หรือ 6 เดือน หมอจะไม่เห็นคนไข้ในช่วงเวลาก่อนที่จะเจอหมอ และคนไข้หลายคนมีความรู้ ก่อนจะถึงวันนัดหมอเขาจะควบคุมดูแลตัวเองดีทุกอย่างเพื่อไม่ให้โดนหมอดุ ลุงกิตติพงศ์ ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นตัวอย่างของคนไข้ที่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรเพื่อให้ค่าน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิต อยู่ในเกณฑ์ที่จะไม่โดนแพทย์ดุ การเปิดโอกาสให้ร้านขายยาทำหน้าที่จ่ายยาให้คนไข้กลุ่มนี้แทน  ทำให้คนไข้ได้ใกล้ชิดกับผู้ที่มีความรู้เรื่องยาได้บ่อยขึ้น และสามารถใช้เวลาอยู่กับเภสัชกรที่ร้านขายยาได้นานกว่าเภสัชกรประจำห้องยาของโรงพยาบาลซึ่งมักมีเวลาให้ผู้ป่วยน้อย ด้วยความแออัดของคนไข้ ผลที่ตามมานอกจากสุขภาพที่ดีของคนไข้แล้วยังหมายถึงการใช้ทรัพยากรยาได้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งนี้ รมว.สธ. ได้อ้างถึงข้อมูลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบว่ามียาที่ผู้ป่วยรับไปแล้วไม่ได้กินหรือใช้ตามแพทย์สั่งเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าประมาณปีละ กว่า 2 พันล้านบาท  ซึ่งหากลดการสูญเสียตรงนี้ลงได้จะทำให้ประหยัดงบประมาณของประเทศได้มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าในช่วงหลังร้านขายยาและเภสัชกรประจำร้านขายยาได้รับการเปิดโอกาสให้เข้ามามีบทบาทในระบบบริการสุขภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศ ที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพ

 

เรื่อง กองบินผีเสื้อ

ภาพ พงศ์นรินทร์ หงษ์ทอง