เมื่อศรัทธาและสีผิวทำให้หมออยู่ยาก

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / เมื่อศรัทธาและสีผิวทำให้หมออยู่ยาก
เมื่อศรัทธาและสีผิวทำให้หมออยู่ยาก

คิมเบอร์ลี่ เรย์โนลด์ แพทย์ประจำบ้านสาขากุมารแพทย์ของโรงพยาบาลเด็กขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกา รีบรุดไปห้องฉุกเฉินเพื่อดูแลเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่เพิ่งถูกนำตัวมา ขณะย่อตัวลงเพื่อพูดคุยกับคนไข้เด็กของเธอ พ่อของเด็กก็ขอร้องเธออย่างสุภาพว่าไม่ให้แตะต้องตัวลูกสาว เมื่อถามถึงเหตุผล คำตอบที่เรย์โนลด์ได้รับทำให้เธอถึงกับต้องขอย้ายโรงพยาบาล “ผมอยากให้แพทย์ที่เป็นคนขาวรักษาลูกสาวครับ”

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ที่เกิดจากอคติทางเชื้อชาติและศาสนาจากฝั่งคนไข้เป็นปัญหาสำคัญที่ระบบบริการสุขภาพของโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาควบคุมได้ยาก ในโรงเรียนแพทย์สมัยใหม่เกือบทุกแห่งให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณของแพทย์ และบรรจุการเรียนการสอนเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความแตกต่างทางความเชื่อไว้ในหลักสูตรเพื่อสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้กับนักเรียนแพทย์ เพิ่มเติมจากการที่สอนให้แพทย์คำนึงถึงสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการและลดความเหลื่อมล้ำในการให้บริการผู้ป่วยที่มาจากสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากแพทย์ผู้ให้บริการ แต่เมื่ออคติทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากฝั่งผู้ป่วย มันเป็นสิ่งที่ยากจะรับมือ

นอกเหนือจากสีผิวแล้ว ยังพบว่าปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเลือกแพทย์ยังมีเรื่องศาสนา และชาติพันธุ์ ผู้ป่วยชาวปาเลสไตน์ปฏิเสธการรับการรักษาจากแพทย์ที่นามสกุลบ่งบอกว่าเป็นชาวยิว คนไข้เกาหลียืนยันรับการผ่าตัดเฉพาะเมื่อแพทย์ผู้ผ่าตัดไม่ได้เป็นชาวญี่ปุ่น แพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแมสซาชูเซตส์ นับถือศาสนาอิสลามและสวมฮิญาบตามหลักศาสนาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแมสซาชูเซตส์ เคยถูกคนไข้ถามด้วยน้ำเสียงเหยียดหยันถึงสถาบันการศึกษาที่เธอจบมา ตามกฎหมายในสหรัฐแล้วผู้ป่วยสามารถเลือกแพทย์ได้หากผู้ป่วยนั้นมีสภาพจิตที่ปกติและไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องการบริการทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน แม้จะไม่มีกฎหมายรองรับห้ามการเลือกแพทย์ที่ตั้งอยู่บนฐานของอคติทางวัฒนธรรม แต่ พ.ร.บ.สิทธิพลเรือน (1964 Civil Rights Act) ซึ่งคุ้มครองประชาชนจากการถูกเลือกปฏิบัติ ได้ระบุไว้ในหมวด 7 ว่า ห้ามนายจ้างเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างบนฐานของอคติทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เพศ หรือประเทศกำเนิด ซึ่งหากมองตามนี้การที่โรงพยาบาลในฐานะนายจ้างเลือกปฏิบัติตามข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแพทย์ของคนไข้และข้อเรียกร้องนั้นเกิดจากอคติข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา โรงพยาบาลกำลังละเมิดกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ปรากฏว่าโรงพยาบาลหลายแห่งเลือกเอาใจผู้ป่วย ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่บุคลากร จนหลายครั้งจบลงด้วยการที่แพทย์ฟ้องร้องพยาบาล

การที่แพทย์ตกเป็นเป้าของการเลือกปฏิบัติเช่นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน และกำลังเป็นปัญหาของระบบบริการสุขภาพของสหรัฐ ประเทศที่เป็นพหุวัฒนธรรม โรงพยาบาลหลายแห่งเลือกหาทางออกด้วยการสร้างเวทีสนทนาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทย์และคนไข้ บางแห่งเลือกสร้างทีมบุคลากรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้บริการกับผู้ป่วยที่มีอคติทางวัฒนธรรม พร้อมกับการสร้างความตระหนักในหมู่แพทย์และบุคลากรสาขาอื่นเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุเบื้องลึกของการอคติที่เกิดขึ้นในใจของผู้ป่วยด้วย

 

แหล่งข้อมูล

https://www.mdedge.com/surgery/article/104971/practice-management/dilemma-racist-patient/page/0/1

https://www.aamc.org/news-insights/when-target-bias-doctor

เครดิตภาพ: https://www.wellcare.com/Louisiana/Providers