แผนปฏิรูประบบสุขภาพใหม่ ตั้งเป้าหมายสร้างนักบริบาลดูแลผู้สูงอายุ 70,000 คน

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / แผนปฏิรูประบบสุขภาพใหม่ ตั้งเป้าหมายสร้างนักบริบาลดูแลผู้สูงอายุ 70,000 คน
แผนปฏิรูประบบสุขภาพใหม่ ตั้งเป้าหมายสร้างนักบริบาลดูแลผู้สูงอายุ 70,000 คน

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กำหนดให้การสร้างระบบสุขภาพใหม่เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเป็น 1 ใน 3 ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการการปฏิรูป วางแผนขับเคลื่อนและบูรณาการงานดูแลผู้สูงอายุที่บ้านและชุมชน โดยผลิตนักบริบาลผู้สูงอายุเพิ่ม 70,000 คน ภายในปี 2565

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวในการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข  กล่าวว่าภายใน 2 ปี จะต้องสามารถวางระบบเพื่อจัดการภาวะคุกคามด้านสาธารณสุขของไทยและของโลก ใน 3 ประเด็นก่อน คือ โรคระบาดและโรคอุบัติใหม่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้จำเป็นต้องขับเคลื่อนโดยการสนับสนุนของประเด็นปฏิรูปด้านสุขภาพทั้ง 10 ประเด็น ได้แก่ ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กำลังคนด้านสุขภาพ ระบบบริการปฐมภูมิ การแพทย์แผนไทย การแพทย์ฉุกเฉิน การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโคภ และระบบหลักประกันสุขภาพ

เหตุผลที่การสร้างระบบสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยเป็นภาระเร่งด่วนนั้นเนื่องจากประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดของประเทศในปี 2567-2568 และจะเกินร้อยละ 25 ในปี 2578 การผลิตนักบริบาลเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

 

ผู้สูงอายุจะเป็นโรคจากความเสื่อมของร่างกาย มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพมากกว่าคนหนุ่มสาว 5-10 เท่า ที่ผ่านมามีการตั้งหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมาเกี่ยวกับผู้สูงอายุ จึงต้องปฏิรูปเพื่อขับเคลื่อนและสร้างบูรณาการ โดยเฉพาะการดูแลที่บ้านและชุมชน ซึ่งถือเป็น New Normal ของระบบสุขภาพหลังวิกฤติ COVID 19

 

สำหรับเรื่องโรคระบาดและโรคอุบัติใหม่นั้น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขจะนำบทเรียน COVID 19 มาเป็นต้นแบบ โดยจะเพิ่มการบูรณาการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้น ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังถือเป็นปัญหาของโลก เพราะกว่าร้อยละ 70 ของประชากรโลกที่เสียชีวิตในแต่ละปีมีสาเหตุจากโรคกลุ่มนี้ ประเทศไทยก็มีจำนวนผู้ป่วยโรคไม่เรื้อรังสูงมาก มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงปีละ 3-4   แสนล้านบาท จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพียงร้อยละ 25 ที่สามารถควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด และมีผู้ป่วยอีกร้อยละ 40 รู้ตัวว่าป่วยเมื่อร่างกายแสดงอาการ ทำให้เป็นอัมพาต หัวใจวาย และเสียชีวิต การรับมือกับสองกลุ่มโรคนี้จึงจำเป็นต้องการปฏิรูป โดยบูรณาการบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้ากับการรักษาเพื่อนำสู่การปรับพฤติกรรม

“การปฏิรูปต้องทำในสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม ถ้าทำแบบเดิมก้ไม่มีการปฏิรูป ซึ่งใน 3 เรื่องที่จะขับเคลื่อนเป็นเพียงตุ๊กตาภาพใหญ่ที่ตั้งไว้ ยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด สามารถปรับปรุงได้” ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขกล่าว