โรงเรียนแพทย์ในยุค Disruptive Technology

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / โรงเรียนแพทย์ในยุค Disruptive Technology
โรงเรียนแพทย์ในยุค Disruptive Technology

คุยกับผู้บริหารโรงเรียนแพทย์ ถึงโรงเรียนแพทย์ในยุค Disruptive Technology

   ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุค Digital transformation สร้างความท้าทายให้กับระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก การต้องวางแผนสร้างคนในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้าที่เทคโนโลยีต่างๆ อาจก้าวไกลจนเกินจินตนาการ เป็นเรื่องที่เหล่านักการศึกษาและครูอาจารย์ ต้องใส่ใจและละเอียดอ่อน โรงเรียนแพทย์เองก็หนีไม่พ้นความท้าทายนี้ ระบบการให้บริการสุขภาพปัจจุบันต้องสั่นสะเทือนอย่างหนักด้วยแรงของ disruptive technology ที่ก้าวไกลถึงขั้นโรคบางโรคสามารถใช้ AI ตรวจวินิจฉัยแทนได้

ท่ามกลางความท้าทายที่ซับซ้อนและใหญ่โตมโหฬาร โรงเรียนแพทย์หลายแห่งเปิดตัวโครงการรับนักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม บ้างเปิดหลักสูตร 7 ปี เพื่อให้ผู้เรียนได้ไปฝึกทักษะความรู้ต่างประเทศก่อนสำเร็จการศึกษาอีก 1 ปี บ้างนำหลักสูตรพื้นฐานของวิศวกรรมศาสตร์ มาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรโรงเรียนแพทย์ เพื่อให้ได้บัณฑิตแพทย์รุ่นใหม่ที่สามารถพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ได้ การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 20 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในกลางเดือนธันวาคมนี้ ก็ให้ความสำคัญกับ disruption ที่เกิดขึ้นกับระบบการเรียนการสอนวิชาชีพแพทย์

ผีเสื้อขยับปีก  จึงพาทุกท่านไปสนทนากับ รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศถึง disruption ต่างๆ ของการเรียนการสอนแพทยศาสตรศึกษาและการกำหนดโฉมหน้าของโรงเรียนแพทย์ในยุคศตวรรษที่ 21

 

อยากให้อาจารย์มองความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของโรงเรียนแพทย์ในปัจจุบัน

ยุคนี้มี disruption กับทุกวงการ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่ค่อนข้างรวดเร็วมากๆ ถึงระดับพลิกโฉม กระบวนการผลิตแพทย์ปัจจุบันก็ต้องปรับเปลี่ยน ในศตวรรษที่ 21 หลายสิ่งหลายอย่างที่อาจารย์คุ้นเคยเปลี่ยนแปลงไป นักศึกษาที่เข้ามาเรียนก็เปลี่ยน  นักศึกษาของเราอาจไม่ได้ need ความรู้ที่เป็น factual knowledge มากเหมือนสมัยก่อนที่ความรู้เกี่ยวกับการเรียนแพทย์เราต้องได้จากอาจารย์เท่านั้น ปัจจุบันแหล่งการเรียนรู้มีมากมาย เพราะฉะนั้นปัจจุบันเราจะเน้นการสอนแบบ active learning คือให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมการสอน แปลงห้องเรียนที่เป็น one- way lecture ให้เป็น two-way ที่มี discussion  จัดห้องเรียนให้เป็นกลุ่มย่อยมากขึ้น เพื่อให้อภิปรายกัน ให้การบ้านนักเรียนไปทำก่อน แล้วมาแลกเปลี่ยนในห้องเรียน ฝึกให้คิดวิเคราะห์มากขึ้น

อีกเรื่องคือเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้โรงเรียนแพทย์ต้องปรับตัว เช่น การสอนกับสถานการณ์จำลอง ซึ่งมีหุ่นจำลองหลายอย่าง  ตั้งแต่หุ่นพื้นฐาน เช่น หุ่นเจาะเลือด หุ่นใส่ท่อช่วยหายใจ  กับหุ่นที่มีชีพจรเต้นได้ มีหัวใจเต้นได้ ทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนมนุษย์เลย สามารถปรับเปลี่ยนสถานการณ์หุ่นตามที่เรากำหนดได้ เช่น   คนไข้ช็อคมา คนไข้เหนื่อยมา  เหมือนให้นักเรียนได้ซ้อมกับคนไข้จำลองเพื่อให้เขาพร้อม เมื่อไปเจอคนไข้จริงจะได้รู้ว่าต้องทำยังไง ขั้นตอนเป็นยังไงทำได้เหมือนมนุษย์เลย   เราให้นักเรียนไปฝึก scenario เหล่านี้ให้เขาพร้อมก่อนจะไปเจอคนไข้จริง หรือเสริมในบางกรณีที่เราไม่มีคนไข้จริงในสถานการณ์แบบนั้น เขาควรซ้อมให้คล่องตัวก่อนจบ โรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ผู้เรียนเยอะ หลายระดับ การฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงอาจมีจำกัด และคนไข้ในโรงเรียนแพทย์มักเป็นโรคซับซ้อน เกินกว่าที่เราคาดหวังจากหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต  โรงเรียนแพทย์หลายๆ แห่งใช้วิธีส่งนักศึกษาโดยเฉพาะปีหลังๆ ไปฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาลข้างนอกมากขึ้น เพื่อให้เจอคนไข้จริง สถานการณ์จริงที่เขาต้องเจอเมื่อจบออกไปทำงานตรงนั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการผลิต

ที่เน้นให้คนไข้ได้ซ้อมกับหุ่นมากขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากกระแสสิทธิผู้ป่วยด้วยหรือไม่

มีบ้าง แต่ไม่ได้ซีเรียสมาก  เพราะเมื่อคนไข้ของเรา admit เข้ามา ก็จะมีการแจ้งคนไข้แล้วว่าที่นี่คือโรงเรียนแพทย์ เขาจะต้องเจอกับนักศึกษาแพทย์ หรือแพทย์ที่จบแล้วแต่มาเทรนเฉพาะทางอยู่นะ เขาก็จะเข้าใจ  แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ไม่แฮปปี้ที่จะให้นักศึกษาตรวจ  อันนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราต้องมีหุ่นหรือสถานการณ์จำลอง  แต่ผมว่าประเด็นหลักน่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยของผู้ป่วยมากกว่า  เราต้องฝึกซ้อมจนนักศึกษาแพทย์ของเราชำนาญระดับหนึ่งก่อนจะไปเจอผู้ป่วย

กระแส Health tech ที่กำลังเกิดขึ้นส่งผลต่อการกำหนดทิศทางการผลิตแพทย์อย่างไร เป้าหมายหลักของโรงเรียนแพทย์ยังเป็นการผลิตแพทย์เพื่อรักษาคนไข้หรือไม่

โรงเรียนแพทย์หลายแห่งเริ่มคุยกันเรื่องนี้ เดิมเราผลิตแพทย์เพื่อให้ไปทำงานในชนบท คนที่จบแพทย์จบไปก็ต้องใช้ทุนรัฐบาล 3 ปี บริบทนี้ทำมาตั้ง 40-50 ปีแล้ว

ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรไม่ได้ต่ำมากเหมือนสมัยก่อน

ตอนนี้เราเริ่มคิดกันว่าโรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งควรมีอัตลักษณ์ของตัวเองไหมในการผลิตแพทย์

ที่อาจจะแตกต่างกันอยู่บ้าง แล้วแต่ว่าโรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งถนัดด้านไหน

เช่น เราอาจผลิตแพทย์ที่เป็นนักวิชาการ นักวิจัย  แพทย์ที่เก่งเรื่องการดูแลโรคที่ซับซ้อน

หรือผลิตแพทย์เพื่อไปทำงานในชนบท แต่ละโรงเรียนแพทย์จะมีความหลากหลายตรงนี้

 

เราคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น และคิดว่าคงเป็นจริงในอนาคตอันใกล้ เพราะตอนนี้โรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งก็เริ่มมีหลักสูตรที่แตกต่างกันเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นทำให้แพทย์ยุคใหม่ต้องมีความรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย ความรู้พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์ เรื่องการใช้ ICT ถ้าเรามองว่าหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาที่เราทำอยู่ เราทำเพื่อตอบโจทย์อนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้า คนที่กำลังคิดหลักสูตรขึ้นมาก็ต้องมองอนาคตไกลๆ

ศิริราชวางบทบาทตัวเองไว้ตรงไหน

เราถนัดเรื่องการผลิตแพทย์นักวิชาการและนักวิจัย  ตอนนี้เรากำลังทบทวนหลักสูตรของตัวเอง โดยมุ่งเน้นไปที่ความรู้ทางวิชาการของโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่มันซับซ้อน และเราจะให้นักศึกษาแพทย์ของเราทุกคนมีส่วนร่วมในงานวิจัย เราก็เตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นแพทย์นักวิชาการและนักวิจัยสำหรับบัณฑิตแพทย์ของเรา การทำงานในชนบทอาจจะไม่ใช่จุดแข็งของศิริราช ก็อาจจะเป็นบทบาทของโรงเรียนแพทย์ที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิกต่างๆ ที่จะเน้นผลิตแพทย์ในส่วนนี้

ในการทบทวนหลักสูตร เราต้องทบทวนถึงอนาคตของแพทย์ในหลักสูตรเราด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากเรื่องของความเป็นนักวิชาการ และนักวิจัยแล้ว เราก็อยากให้บัณฑิตของเรามีพื้นฐานความรู้เรื่องของวิศวกรรมชีวการแพทย์ Biomedical engineering ที่เขาจะสามารถอยู่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพใน 10 ปีข้างหน้า หรือความรู้เรื่อง IT ซึ่งมันเป็น the must สำหรับทุกคนอยู่แล้ว และในอนาคตจะเปลี่ยนเร็วมาก นักศึกษาเราต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องนี้ด้วย เขาต้องปรับตัวได้ในอนาคต แต่เดิมโรงเรียนแพทย์เราไม่ค่อยได้เน้นเรื่องนี้มากนัก แต่ตอนนี้เรากำลังปรับตัวเรื่องนี้อยู่ ศิริราชเองก็ปรับเยอะอยู่เหมือนกัน

 

ไม่ได้หมายความว่าอนาคต บัณฑิตแพทย์จากศิริราชจะรักษาโรคไม่ได้ใช่ไหมคะ

ไม่ใช่ครับ จุดเน้นกับความสามารถอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด เรื่องความเป็นนักวิจัยและนักวิชาการ แต่แน่นอนเราก็ต้องผลิตให้ลูกศิษย์เราสามารถทำงานในชนบทได้ เขายังมีความรู้โรคพื้นฐาน แต่เขาจะมีความเข้มข้นขึ้นในเรื่องของการเป็นนักวิชาการและนักวิจัย อย่างที่บอกทีแรกว่าด้วยความที่เราเป็นโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ เคสของเราก็ค่อนข้างจะซับซ้อน เคสธรรมดาทั่วไปเรามีไม่เยอะ โอกาสที่นักศึกษาของเราจะได้ฝึกปฏิบัติจริงกับคนไข้ก็น้อยลง  แต่เราก็ยังต้องให้นักศึกษาแพทย์ของเราได้หาความเชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลอื่นนอกกรุงเทพฯ ซึ่งเราก็ประสานติดต่อไป

ในการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมที่ศิริราชเป็นเจ้าภาพและใช้ชื่องานว่า “Education disruption in medical schools” มีหัวข้อการประชุมหนึ่งชื่อว่า “Burnout in medical school” เป็นการส่งนัยยะอะไรของโรงเรียนแพทย์หรือไม่คะ

น่าจะหมายถึงสำหรับนักศึกษาแพทย์  การเรียนแพทย์หนัก เหนื่อย และเครียด วิชาชีพแพทย์ เป็นวิชาที่จำเป็นต้องอาศัยความ perfect เราพลาดไม่ได้ ความรับผิดชอบสูงมาก ชีวิตคนไข้อยู่กับเรา และการเรียนแพทย์ตลอดหลักสูตร 6 ปี มีเนื้อหามาก เราต้องเรียนรู้ชีวิตมนุษย์ทั้งที่ปกติและที่เป็นโรค โรคก็มีเป็นพันเป็นหมื่นโรค แต่นักเรียนแพทย์ต้องเรียนในเวลาจำกัด 6 ปี และยังต้องฝึกทักษะ ทำโน่น นี่ นั่น อีกมากมาย เนื้อหามันเยอะ กับอีกอันหนึ่ง เวลาพักผ่อนน้อย นักเรียนแพทย์จะเหนื่อยมาก ความเครียดอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความคาดหวังของครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ ที่อยากให้ผู้เรียน perfect ที่สุด บรรยากาศการเรียนจะเครียดมากทุกสถาบัน burnout จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยากสำหรับนักศึกษาแพทย์โดยเฉพาะนักศึกษายุคปัจจบันที่จะคุ้นเคยกับชีวิตสะดวกสบายมากกว่ายุคอดีต  จะมีความอดทนน้อยกว่าคนในยุคก่อน เพราะฉะนั้น เรื่องของ burnout ก็เลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเนืองๆ   จริงๆ เป็นปัญหาของโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งทั่วโลก มีงานวิจัยพูดถึงเรื่องนี้เยอะ พูดถึงภาวะความเครียด burnout  แม้กระทั่งภาวะซึมเศร้าในนักเรียนแพทย์ ในไทยเองก็คล้ายๆ กัน เวทีนี้เราก็จะคุยกันเรื่องนี้ว่านักเรียนแพทย์ในยุคปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนแปลงไป เราจะทำยังไงให้นักเรียนปรับตัวกับปัญหาที่เขาต้องเจอ  เราก็อยากให้นักเรียนแพทย์มีความสุขระหว่างเรียน และเมื่อไปทำงานก็มีความสุข  ก็เป็นเรื่องที่เราต้องมาพูดจากัน

เมื่อพิจารณาระบบนิเวศของระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันแล้ว รู้สึกเหมือนกับแพทย์รุ่นใหม่ต้องเก่งและมีความรู้ที่ซับซ้อนกว่าแพทย์ยุคอดีตหรือปัจจุบัน แล้วการที่ศิริราชเพิ่งประกาศว่าจะรับแพทย์ที่ไม่ได้มีพื้นฐานสายวิทยาศาสตร์เข้ามาด้วย เด็กกลุ่มนี้จะเรียนไหวหรือคะ

อย่างแรกต้องทำความเข้าใจใหม่ก่อน เราบอกว่าเราจะรับคนที่จบปริญญาตรีมาก่อนโดยไม่จำกัดสาขาให้มาสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ ไม่ได้ระบุว่าเป็นการรับนักเรียนที่จบสายศิลป์ เราไม่ได้พูดแบบนั้น ปีนี้เป็นปีที่เรากำลังทดลองว่าหากลูกศิษย์เราที่เข้ามาด้วยช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น แต่เดิมเราคิดว่าเราต้องเอาแต่เด็กเก่ง เพระมันจะมีผลต่อการเรียนวิชาการ  แต่เมื่อเราทบทวนตัวเอง

 

เราพบว่าหากเรารับนักเรียนด้วยช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น

เราอาจได้ผู้เรียนที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

เราเชื่อในเรื่องของการผสมผสานการมีคนที่มีขุดแข็งในแต่ละเรื่องเข้ามาผสมผสานกันในหลักสูตร

เราเชื่อว่านักเรียนจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

 

และเราเจอปัญหาอันหนึ่งว่าการที่นักเรียนที่เข้ามาเรียนแพทย์ หลายคนมาด้วยความที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจเรียนแพทย์ตั้งแต่ต้น แต่เข้ามาด้วยปัจจัยอื่นๆ อิทธิพลจากคนแวดล้อม หรืออะไรต่างๆ เราก็อยากได้คนที่มุ่งมั่นตั้งใจจะเป็นแพทย์จริงๆ และมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะรู้ว่านี่คือเส้นทางชีวิตที่เขาเลือก เราเริ่มเปิดรับคนที่จบปริญญาตรีโดยไม่จำกัดสาขา แต่มีข้อกำหนดว่าเกรดตอนจบปริญญาตรีต้องไม่น้อยกว่า 3.50 และต้องแสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแพทย์ด้วยการสอบวิชาสามัญของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) 7 วิชา และสอบวิชาเฉพาะของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)  ซึ่งก็ต้องผ่านเกณฑ์ที่เรากำหนดก่อน เราจะมีเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ คือเราจะเปิดให้คนที่จบตรีแล้ว ไม่จำกัดสาขา เข้ามาแข่งกันในกลุ่มเล็กนี้ ซึ่งหากคนกลุ่มนี้ต้องไปแข่งกับนักเรียนมัธยม ก็จะสู้ไม่ได้ แต่เราให้คนกลุ่มนี้เข้ามาในระบบเพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายและ maturity ที่เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ โดยเราลองเริ่มรับดูก่อนปีนี้ 4 คน แล้วค่อยดูว่าเป็นยังไงบ้าง หากโอเคเราก็อาจจะเพิ่มจำนวนขึ้น

เอามาเรียนร่วมชั้นกับนักเรียนที่เข้ามาตาม track ปกติเลยหรือคะ

ใช่ครับ

แล้วเรียน 6 ปีเท่ากัน

ไม่ เวลาแล้วแต่ราย สมมติเขาเรียนมาในหลักสูตรที่ใกล้เคียงกับแพทย์ แล้วเราเทียบในรายวิชาได้ ก็อาจเรียนน้อยกว่า 6 ปี  ได้  ต้องดูเป็นรายๆ ไป

ฟังดูเหมือนเรากำลังพยายามทำให้การเรียนแพทย์ต้องเป็นปริญญาใบที่สอง เหมือนในอเมริกา

ก็ทดลองดูไปก่อน เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น แค่ทดลองดูและคาดว่าจะรับต่อไป ปกติในกระบวนการรับนักเรียนเราจะมีการทบทวนกันทุกปีอยู่แล้ว ก็ขอดูผลของปี 63 ก่อน แล้วว่ากันไปเป็นปีๆ

อาจารย์คาดหวังอะไรกับเด็กกลุ่มนี้

หากเราได้นักเรียนที่ใช่ตั้งแต่ตั้น หนึ่งมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอ อยากเป็นแพทย์จริง มุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นแพทย์ ผมเชื่อว่าเราจะได้แพทย์ที่มีคุณภาพ ความเป็นผู้ใหญ่ของนักเรียนกลุ่มนี้อาจทำให้นักเรียนที่จบมัธยมปลายมา และอยู่ในหลักสูตร ได้ปรับตัวและเรียนรู้ มันจะทำให้มีความกลมกล่อม ประสานกันดีขึ้น

ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปิดจุดอ่อนที่เด็กจบมัธยมปลาย แล้วมาเรียนแพทย์เลย ที่อาจจะเห็นโลกน้อยไป ความรู้ทางสังคมไม่กว้างพอหรือคะ

อายุอาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่น่าจะเป็นเรื่องความมุ่งมั่น ความเข้าใจในวิชาชีพแพทย์มากกว่า เราเคยเจอนักเรียนที่จบ ม. 6 เข้ามาเรียนแพทย์ โดยที่ไม่รู้ว่าแพทย์ทำงานกันยังไง มันก็เกินไปหน่อย จะเรียนอะไรมันก็ต้องรู้เรื่องนั้นพอสมควร พวกนี้เข้ามาด้วยกระแส เรียนเก่ง สอบติดแพทย์ก่อนก็เลยเข้ามาเรียน มันก็เลยกลายเป็นว่า บางส่วนเราอาจรับนักเรียนที่ไม่ได้ตั้งใจจริงที่จะเรียนแพทย์ แต่บังเอิญสอบเข้ามาได้ มันกลายเป็นว่าคนที่มีความมุ่งมั่นมากกว่า แต่อาจจะเก่งน้อยกว่านิดนึง แต่สามารถเรียนจบได้ ก็เลยไม่ได้เรียน

กลุ่มที่เข้ามาเรียนยังไม่รู้จักวิชาชีพแพทย์ดีพอ ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแพทย์นี่ทำให้เราสูญเสียกำลังคนด้วยไหมคะ

ด้วย แต่เราอาจจะยังตอบไม่ได้ชัดเจน เพราะการติดตามบัณฑิตแพทย์ของทุกสถาบันยังเป็นจุดอ่อนอยู่ เราติดตามได้ไม่ยาวพอที่จะบอกอย่างนั้น แต่ผมเชื่อว่ามันมีส่วนอยู่บ้าง

ถ้ามองที่การหลุดจากระบบสุขภาพ คือออกจากวิชาชีพแพทย์ไปเลยผมว่าไม่เยอะ แต่ออกจากระบบบริการของรัฐนี่มีจำนวนหนึ่งทีเดียว แต่ตรงนี้ผมไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะคิดว่าเมื่อเป็นแพทย์อยู่ที่ไหนก็ยังรับใช้สังคม รับใช้ประเทศชาติอยู่ อันนี้จึงไม่รู้สึกเป็นการสูญเสีย ที่เป็นการสูญเสียคือการหลุดจากวิชาชีพแพทย์เลย เพราะต้นทุนการผลิตแพทย์แต่ละคนเอาเฉพาะที่ศิริราชตกประมาณ 4.5 ล้านบาท ตลอดหลักสูตร 6 ปี เงินจำนวนนี้หายไปเฉยๆ หากเขาไม่ได้เข้ามาทำงานในวิชาชีพแพทย์ แต่ผมก็คิดว่าเรายังมีการสูญเสียตรงนี้ไม่เยอะ

ในต้นทุนการผลิต 4.5 ล้านบาทนี่ผู้เรียนจ่ายเองจำนวนเท่าไรคะ

ผู้เรียนจ่ายค่าเรียนน้อยมาก เดิมจ่ายตลอดหลักสูตรน่าจะประมาณ 2.5 แสนบาท ที่เหลือรัฐจ่าย  เราก็ใช้เงินบริจาค  ก็เป็นเงินของคณะที่เราเอามา support เรื่องการศึกษา