12 ปี การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางไกลที่ยังไม่สิ้นสุด

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / 12 ปี การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางไกลที่ยังไม่สิ้นสุด
12 ปี การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางไกลที่ยังไม่สิ้นสุด

ปี 2563 ถือเป็นการครบ 1 รอบ หรือ 12 ปี ของการมี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 พ.ร.บ.ที่ทำให้ประเทศไทยมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยมีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นผู้รับผิดชอบบริการจัดการกองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อประชาชนได้รับเหตุฉุกเฉินอันเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและสุขภาพจะได้รับบริการทางการแพทย์ทันท่วงทีก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล ในวาระนี้ ผีเสื้อขยับปีกได้รับเกียรติจาก ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ร่วมสนทนาถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของกระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ

 

อดีต

เปลี่ยนโฉมหน้าระบบบริการสุขภาพของประเทศ จากนั่งรอในห้องฉุกเฉินเป็นออกไปหา ณ จุดเกิดเหตุ

การแพทย์เดิมที่เริ่มที่ห้องฉุกเฉิน คือมีคนหามไป  เริ่มถูกนับเมื่อเหยียบประตูห้องฉุกเฉิน ก่อนหน้านั้นเราไม่รู้จัก เราไม่มีคำว่าระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เรารู้แค่คำว่าการแพทย์ (medicine) และการสาธารณสุข (public health) หรือหากเป็นบริการนอกโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน พอมีการแพทย์ฉุกเฉิน แนวคิดระบบดาว 6 แฉก (stars of life) ก็ถูกนำมาใช้ แฉกแรกคือ Detection คือการต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน แฉกที่ 2. Report คือรายงานว่ามีเหตุคนไข้ฉุกเฉิน แฉกที่ 3. Responds คือการตอบสนอง ส่งทีมไปช่วย 4. On scene care การดูแลเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ ไม่ใช่พอไปถึงหามขึ้นรถไปเลย 5. Care on transit และ 6. Transit to definitive care การส่งผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลเป้าหมายที่เหมาะสมกับอาการ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินจึงเป็นระบบปฏิบัติการที่เรารับรู้ผู้ป่วยตั้งแต่จุดเกิดเหตุ อาจจะเห็น หรือได้ยิน หรืออะไรก็ได้ แล้วก็มีการช่วยเหลือ เบื้องต้น ปฐมพยาบาล หรือขั้นสูง หรือส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม จนพ้นภาวะฉุกเฉิน

การแพทย์ฉุกเฉินจึงเป็นการยืดในส่วนที่ระบบการแพทย์เดิมไม่ได้ดูแล คือออกไปนอกโรงพยาบาล (pre hospital care) พ้นภาระเมื่อเขาไม่ได้มีภาวะฉุกเฉินแล้ว ไม่ได้แค่พ้นห้องฉุกเฉินนะ การพ้นห้องฉุกเฉินอาจไม่ได้หมายถึงการพ้นภาวะฉุกเฉิน คนป่วยอาจยังฉุกเฉินอยู่แต่ต้องไปรับบริการที่อื่นเช่น ไปอยู่ ICU หรือห้องผ่าตัด คนไข้จะพ้นระบบการแพทย์ฉุกเฉินเมื่อพ้นภาวะฉุกเฉินไปเชื่อมต่อกับการแพทย์ปกติ เช่น การรักษา การฟื้นฟู  หรือการป้องกันแล้ว

ระบบกำลังคนในดาว 6 แฉก เปลี่ยนจิตอาสาเป็นผู้ปฏิบัติการผ่านการฝึกอบรม

เดิมทีผู้ให้บริการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะมีแต่หมอ พยาบาล ซึ่งรอที่ห้องฉุกเฉิน มันก็ไม่ต่างจากการดูแลคนไข้ walk in ส่วนนอกโรงพยาบาลเรามีประชาชนทั่วไป คือประชาชนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่อาสามาทำงาน pre hospital care อย่างมูลนิธิ สมาคม ต่างๆ กลุ่มนี้เดิมทีไม่ได้ถูกนับเป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน เมื่อมี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน และ สพฉ. เปลี่ยนคนกลุ่มนี้จากสภาพจิตอาสามาเป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินที่ผ่านการอบรม ได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นคน ทั้งระบบ มีตั้งแต่ระดับเล็กสุด เรียกว่า อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ กลุ่มนี้อบรม 40 ชม.  มีพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ อบรม 115 ชม. มีกลุ่มที่เรียน 2 ปี  กับ 4 ปี ไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่พยาบาล เรียกว่า paramedic เป็นบุคลากรกลุ่มใหม่

 

ปัจจุบัน

กำลังคนเทียบกับความต้องการบริการ 20:80

กำลังคน 8 หมื่นกว่าคนที่ผมพูดถึงทั้งหมดเรียกว่าผู้ช่วยเวชกรรม เพราะว่ายังไม่มี พ.ร.บ. วิชาชีพ รองรับ กลุ่มนี้อยู่ในหน่วยแพทย์ฉุกเฉินที่ขึ้นทะเบียนกับ สพฉ. ที่มีอยู่ประมาณ 6,000 หน่วย  กระจายไปตาม 3 หน่วยงาน กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ซึ่งตอนนี้มีหน่วยแพทย์ฉุกเฉินของท้องถิ่นมาขึ้นทะเบียนกับเราประมาณ 1,500 หน่วย วันนี้ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าคนไข้ฉุกเฉินมาที่ห้องฉุกเฉินปีละ 35 ล้านครั้ง ทั้งประเทศ แต่ต้องแบ่งเป็น 2  กลุ่ม กลุ่มแรกมาแบบปวดหัว ตัวร้อน ฉีดวัคซีน มีประมาณ 70 % ประมณ 20 กว่าล้านคน อีกประมาณ 10 ล้านคน มาด้วยภาวะฉุกเฉินจริงแต่อยู่ในระดับมาเองได้ เช่น ขาหัก หรือตะปูตำ พวกนี้นั่งแท็กซี่หรือขับรถมาเองได้  กับพวกมาเองไมได้ เช่น หมดสติ กลุ่มนี้อาจโดนหามขึ้นรถมาเอง หรือจะมาด้วยทีมรถฉุกเฉินก็ได้ โดยเฉลี่ยทีมฉุกเฉินที่มีในระบบปัจจุบันสามารถดูแลได้ 20% เท่านั้นเอง  คิดจากกลุ่ม 10 ล้าน ก็ประมาณ 2 ล้านคน  ความต้องการเทียบกับทรัพยากรที่เรามี มันก็ไม่พอ

ในส่วนของ 1669 มีคนโทรปีละ 6 ล้านครั้ง แต่มีการออกไปช่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน ในปี 2563 อยู่ที่ 1.7 ล้านครั้งเท่านั้น แปลว่ามี 1.7 ล้านครั้ง/เคส บริหารจัดการโดยคน 8 หมื่นคน ที่เหลือมาเองญาติพามา หรือจิตอาสาพามา ซึ่งเป็นการดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลโดย untrained personal

กำลังคนอีกส่วนที่สำคัญคือ paramedic ที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 300 คน กลุ่มนี้จบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ จบแล้วได้ปริญญาและมาสอบประกาศนียบัตรนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ มีศักดิ์เท่าใบอนุญาต แต่ไม่เรียกใบอนุญาตเพราะยังไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ. โรคศิลปะ และ พ.ร.บ. วิชาชีพ แต่กลุ่ม paramedic กลุ่มนี้กำลังอยู่ระหว่างยื่นขอให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ตอนนี้ผ่านกรรมการโรคศิลปะแล้ว รอแต่มติคณะรัฐมนตรี หาก ครม.  เห็นชอบ กลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาใหม่ สาขาที่ 8 กลุ่มนี้ไม่ถือว่าขาดแคลน แต่ที่เป็นคอขวดวันนี้คืออัตราการจ้างานในท้องถิ่นยังไม่มี แม้แต่ในกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยังเป็นปัญหา เห็นไหมที่น้องๆ ออกมาเดินขบวน paramedic มาขอบรรจุ ทำไมเขาไม่ได้บรรจุทั้งที่ดูแลคนไข้โควิดเหมือนกัน ก็เพราะมันไม่มีขื่อตำแหน่ง พอมันไม่มีชื่อตำแหน่งใน กพ. ก็ไม่มีการกำหนดเก้าอี้หรือตำแหน่งให้ จึงต้องอยู่ในสถานะของการเป็นลูกจ้าง  ฝั่งท้องถิ่นก็ยังไม่มีชื่อตำแหน่ง การจ้างงานก็กลายเป็นลูกจ้าง จึงไม่เกิดกระบวนการจ้างงานจริง ตอนนี้ สพฉ. กำลังคุยกับ อปท. จริงๆ คุยกันมา 5 ปี แล้ว หากท้องถิ่นสามารถกำหนดชื่อตำแหน่ง เปิดรับบุคลากรกลุ่มนี้ได้ จะมีที่ว่างในท้องถิ่นอย่างน้อย 3 หมื่นตำแหน่งทันที แต่กับกระทรวงสาธารณสุขอาจจะไม่มีทางเพราะรับมาแล้ว 45,000 ตำแหน่ง

กำลังคนระดับวิชาชีพในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

มี 2 วิชาชีพที่เกี่ยวกับเวชกรรมฉุกเฉิน วิชาชีพแรกคือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสต์ฉุกเฉิน (Emergency medicine physician : EP) และพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน ตอนนี้แพทย์ EP มีประมาณ 700 คน เริ่มอบรมตั้งแต่ปี 2548 ตอนนนี้มีมากพอที่จะตั้งวิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทยขึ้นแล้ว แพทย์กลุ่มนี้อยู่ในกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 200 คนเอง ที่เหลืออยู่ข้างนอก เช่น เอกชน หรือมหาวิทยาลัย แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่าแพทย์กลุ่มนี้ยังอยู่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน  เวลาพูดถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินผมไม่ได้มองแค่ระบบของกระทรวงสาธารณสุข แต่มองเป็นเรื่องระบบสุขภาพของประเทศ ซึ่งมีทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย

แพทย์ฉุกเฉินเองไม่ได้ทำงานแบบบ stand alone ถึงเวลาต้องส่งไปให้หมอเฉพาะทางที่เก่งกว่า แพทย์ฉุกเฉินจะไม่ผ่าตัด ต้องส่งให้หมอศัลย์ แพทย์ฉุกเฉินไม่ได้ผ่าสมอง แพทย์ฉุกเฉินไม่ได้ผ่าหัวใจ ต้องส่งต่อทั้งหมด แพทย์ฉุกเฉินเป็นเพียงแพทย์ด้านหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเรื่องฉุกเฉิน คือคนที่สามารถ stabilize ทำการช่วยชีวิตขั้นต้น ก่อนจะส่งไปหาผู้เชี่ยวชาญ  เพราะฉะนั้นในการทำงานของแทพย์ฉุกเฉินยังไงก็ต้องมีแพทย์เชี่ยวชาญอยู่ด้วย

แพทย์ฉุกเฉินจึงควรอยู่ใน 2 จุด คือ ใน รพศ. หรือ รพท. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นประกอบด้วย เพราะเขาจะได้ดูเบื้องต้นก่อนจะส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ วันนี้มีแพทย์ฉุกเฉินใน รพช. อยู่บ้างแต่เมื่อดูเสร็จก็ต้องรีเฟอร์เข้าโรงพยาบาลจังหวัด ส่วนที่สองที่แพทย์ฉุกเฉินต้องทำคือดูระบบอำนวยการการแพย์ฉุกเฉิน  อันนี้อยู่นอกโรงพยาบาล เพราะถ้ามีแต่แพทย์ฉุกเฉินที่อยู่ในโรงพยาบาล สถานการณ์ก็ไม่ต่างจากเดิมคือประชากรหิ้วกันมาเอง แล้วก็เริ่มนับระบบสตาร์ทกันที่ห้องฉุกเฉิน  การทำงานดูระบบอำนวยการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นคนสั่ง paramedic สั่งเจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ทำหน้าที่เป็น director ส่วนพยาบาลฉุกเฉินเป็น manager และคนที่ทำงานนอก รพ. จะเป็นผู้ปฏิบัติ บทบาทของแพทย์ EP ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะเหมือนบทบาทของหมอเจ้าของวอร์ดที่เป็น attending physician ทีมงานคือต้องมีพยาบาลหัวหน้าตึกทำหน้าที่   in charge คือคนรับคำสั่งจากแพทย์คนนี้ แล้วจะจ่ายงานไปยังพยาบาล สมาชิกของตึกที่ดูแลคนไข้โดยตรงเรียกว่า med nurse ระบบการแพทย์ฉุกเฉินก็คล้ายกัน med director ของ EP ทำหน้าที่เหมือน attending ของวอร์ด แต่วอร์ดนี้คือระดับจังหวัด ส่วน in charge จะอยู่ที่ศูนย์รับแจ้ง 1669 ส่วนที่อยู่กระจายตามท้องถนนจะเป็น med nurse นี่คือคอนเซปท์ที่เหมือนกัน แต่วันนี้ปัญหาคือ med nurse ที่อยู่ตามสี่แยก ไม่ใช่พยาบาล เพราะฉะนั้นกลุ่มที่เราอยากให้มีคือ paramedic ทำหน้าที่เท่าพยาบาล ให้พยาบาลทำหน้าที่ใน ER แต่ paramedic จะไปทำหน้าที่เป็น professional อยู่นอก รพ. แต่ทุกวันนี้เรามีคนกลุ่มนี้แค่ 300 กว่าคน

แพทย์ EP ตอนนี้ไม่ใช่สาขาขาดแคลนแล้ว มีแหล่งฝึก 25 แห่ง เมื่อก่อนเป็นสาขาขาดแคลนที่จบ MD 6 ปี แล้วสามารถเรียนต่อได้เลยไม่ต้องใช้ทุน แต่วันนี้ไม่ขาดแคลนแล้วหมายความว่าต้องใช้ทุนก่อน 3 ปี ถึงจะมาเรียนต่อเฉพาะทางด้านนี้ได้ ตอนนี้ที่โรงพยาบาลรามาเปิดรับ 14 คน  สมัครไป 30 คน แล้วถามว่ามันไม่มีคนอยากเรียนจริงหรอ  ตอนนี้บางคนมาเรียนแบบ free train (ไม่มีทุนสนับสนุนจากโรงพยาบาล) ด้วย

คนมาเรียนก็ด้วยหลายเหตุผล แต่หากคนไม่ชอบมันเรียนไม่ได้  ผมบอกเลย  ต้องมีใจ เพราะโหด มัน ฮา  จุดเด่นกลุ่มนี้คือการทำงานไม่ยาว ทำงาน 8 ชม. แล้วก็ลงเวรจบไป  เหมือน ICU เหมือนเวร 8 ชม. กลุ่มที่มาจะชอบลักษณะงานแบบนี้ อีกส่วนหนึ่งคือมันมีเรื่องไม่ต้องใช้ทุน  หรือบางคน พอจบมาแล้วกระทรวงฯ เปิดตำแหน่งให้ หรือโรงพยาบาลเอกชนที่สนใจงานด้านนี้ก็ให้ค่าตอบแทนสูง ค่าตอบแทนแพทย์ฉุกเฉินต่อชั่วโมงสูงว่าหมอ Med หรือหมอศัลย์อีก แต่หมอศัลย์มีหัตถการจะมี DF ต่างหาก บางคนชอบทำ EMS ด้วย EP นี่ไม่ทุกคนจะทำ EMS นะ คิดว่าน่าจะไม่มีถึงครึ่ง คนที่ไม่ทำเพราะเขาชอบงานที่จบในตัว ไม่ชอบออกข้างนอก แต่พวกทำ EMS นี่ชอบลุย ชอบงานสนาม

ทำงานบนความเสี่ยงทั้งโลกจริงและโลกออนไลน์

เสี่ยงเยอะ ภาษาอังกฤษเรียก front liner ให้นึกภาพ ER ขนาดอยู่เฉยๆ คือเป็นการตั้งรับ มันยังตีกันในห้องฉุกเฉินเลย ไม่ต้องพูดถึงพวกที่ออกรถน้องที่เป็น EMT นึกภาพสิ ออกรถไปเร็วๆ ยังไม่ทันถึงคนไข้ อาจชนมอเตอร์ไซค์ก่อน หรือมีรถสิบล้อมาชนเราก่อน อันนื้คือความเสี่ยงอุบัติเหตุ  สองเมื่อออกไปปฏิบัติการก็อาจมีความเสี่ยงเรื่องของการปะทะกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วย ที่อาจไม่เข้าใจ พยาบาลที่สมุทรปรากการก็โดนตบไป  หรืออาจโดน harassment โดยเฉพาะผู้หญิง แต่สมัยนี้ผู้ชายก็อาจโดนได้ การ harass มันมาได้หลายแบบ ทั้งวาจาก็ได้ สายตาก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงมือ  สาม เสี่ยงต่อเรื่องของการถูกฟ้องร้อง การร้องสมัยนี้มาทั้ง formal และ informal คนไทยไม่ชอบเขียน แต่จะมา complain กันทางโทรศัพท์ ทางเฟซบุ๊ก อันหลังนี้หนัก แค่หนึ่ง complain  มาญาติโก โหติกาตามมาเป็นหมื่น  เราก็ต้องมีวิธีบริหารสื่อ บริหาร social  ต้องเทรนกันเลยนะ ไม่เทรนไม่ได้ มันไวมาก จะมีทีมคอยสืบข่าว เห็นควันตรงไหน ต้องส่งเรื่องมาก่อน แล้วผู้บริหารก็ต้องดูก่อนว่าจะยังไง จะถอย หรือจะลุย บางทีก็ต้องนิ่งก่อน บางทีก็ต้องสวนเลย มันต้องประกอบกันมีหน่วยข่าว หน่วยกรอง หน่วยสั่งการ ปัญหาหลักเกิดจากการมองที่ต่างกัน อะไรฉุกเฉินอะไรไม่ฉุกเฉิน เหมือนผมมองจากบนลงล่าง คุณมองจากด้านข้าง มันไม่มีอะไรผิด แต่เราต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ

ที่มีผลเยอะๆ คือ 6 อาการของ UCEP (Universal Coverage Emergency Patients หมายถึงสิทธิที่รัฐบาลจัดให้ประชาชนคนไทยทุกคน หากเกิดเปตุวิกฤติฉุกเฉิน สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ฟรี 72 ชั่วโมงในสถานพยาบาลที่ใกล้ผู้ป่วยที่สุด) ที่เงื่อนไขอาการข้อที่ 6 บอกว่าอาการอื่นที่แพทย์เห็นว่าฉุกเฉินก็อาจจะ controversy ในบางจุด อันนี้คือก่อนจะมีเรื่อง แต่เมื่อมีเรื่องแล้วก็ต้องหาทางเจรจา สุดท้ายถ้าเจรจาไม่ได้จริงๆ จะมีกระบวนการ สพฉ. ทำหน้าที่รับเรื่องร้อเรียน มีคณะกรรมการกลางตอบพิจารณาตัดสิน ใครผิดใครถูก เรื่อง UCEP นี่จะมีเรื่องเงินเข้ามา เพราะมันเถียงกันว่าเข้าเกณฑ์ UCEP หรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ก็ไม่ต้องเสียเงิน หากไม่เข้าเกณฑ์ก็ต้องเสียเงิน ประเด็นคือตกลงกันไม่ได้ แต่ถ้าทีมออกเหตุฉุกเฉิน จะเป็นเรื่องถูกใจไม่ถูกใจ ไม่ใช่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนะ เคสล่าสุด ที่โรงพยาบาลเลย ทำถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ  โดนด่าออกโซเชียลเลย มีผู้หญิงคนหนึ่ง live ออกโซเชียลว่า เรียกรถฉุกเฉินตั้งนานไม่ยอมไป และพอไปก็เป็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกับพยาบาลคนหนึ่ง ไปพร้อมกระเป๋าอุปกรณ์ สถานการณ์คือตอนนั้นรถของโรงพยาบาลติดเคสอื่นอยู่ พอได้รับแจ้งก็รีบจัดให้พยาบาลขับมอเตอร์ไซค์ไปก่อนพร้อมกระเป๋าพยาบาลเพื่อดูแลเบื้องต้น ทางนั้นก็ live เลย ทำอย่างนี้ได้ยังไง มีคนเจ็บ ไม่ยอมเอารถใหญ่มา โหย… เขาอุตส่าห์รีบให้แล้ว แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยกระเช้าพร้อมคำขอโทษ ส่วนใหญ่เวลาเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้เราจะไม่โต้ตอบทันที มันไม่เกิดประโยชน์  เราช่วยคนก่อน

ทุกวันนี้มี social need เยอะ ไม่ใช่ medical need แล้ววันนี้เขาไม่ฟ้องศาล ฟ้องตำรวจแล้ว เขาฟ้องสื่อ กรณีมายื่นเรื่องฟ้องเป็นทางการน้อย  วันนี้ สพฉ. ต้องมีหน่วยสืบราชการเฟซบุ๊ค แต่เราทำตัวเป็นกลาง principle เราคือคุ้มครองประชาชน แต่ principle นั้นจะต้องไม่ไปทำร้ายเจ้าหน้าที่ ก็ต้องให้ความเป็นกลางทั้งสองฝ่าย 

12 ปีของการแพทย์ฉุกเฉิน

ผมจะให้เปรียบเทียบว่า มันไม่ใช่ว่าทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นได้ทันที ต้องอาศัยฐานหลายเรื่อง เหมือนเวลาเราก่อกองทราย มันจะมีฐานที่ค่อยๆ โตขึ้น  อธิบายอีกแบบหนึ่งการแพทย์ฉุกเฉินเปรียบเหมือนรถไฟ ที่จะมีหัวขบวน มีกลางขบวน และมีท้ายขบวน  ถามว่าเราเติบโตได้เร็วหรือช้าผมจะเทียบให้ฟัง ญี่ปุ่นใช้เวลาพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งมีทั้งท้องถิ่น  ดับเพลิง กู้ภัย กู้ชีพ เขาพัฒนามาอย่างน้อย 40 ปี หลักสูตร paramedic ใช้เวลาประมาณ 20 ปี ของเราการแพทย์ฉุกเฉินพัฒนาเมื่อ 4-5 ปี มี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินปี 2551 พอปี 2554 มี paramedic เกิดขึ้นแล้ว เราไปได้เร็วมากเพราะเราเรียนรู้จากเขา อเมริกาก็ใช้เวลา 40-50  ปี หากเทียบกับอาเชียนผมบอกได้เลยเราโตไม่ช้า สิงคโปร์ไล่ๆ มากับเรา ส่วนอินโดนีเซีย เวียดนาม เขมร พม่า พวกนี้ตามหลังเราเยอะ แต่หากมองในเอเชีย วันนี้ผมเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีได้เลย  professor ญี่ปุ่นมาเมืองไทยเพราะยอมรับที่เราทำ paramedic ได้ดี

 

อนาคต

การแพทย์ฉุกเฉินของไทยต้อง work well together

ภาพในอนาคต ผมไม่ได้อยากมีหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเยอะๆ นะ มันไม่ควรต้องมี ideally เลยคือต้องไม่ป่วย คือไม่ควรต้องมีเหตุฉุกเฉินโดยเฉพาะในพาร์ทที่มันป้องกันได้ หนึ่งคืออย่าป่วย สอง เมื่อป่วยแล้วต้องดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่มาพัฒนาแต่ผู้ปฏิบัติการ มันต้องให้ประชาชนรักษาตัวเองได้ด้วย ไม่อย่างนั้นจะไหวหรอ หมอมีเท่าไร พยาบาลมีเท่าไร มันไม่มีทางพอ การแพทย์ฉุกเฉินก็ไม่ต่างจากบริการปฐมภูมิอื่น  การแพทย์ฉุกเฉินอาจเกิดกับวัยเด็ก วัยกลางคน วันแก่ก็ได้ เกิดได้ทุกวัย โรคก็เกิดได้ทุกโรค การแพทย์ฉุกเฉินพาร์ทที่เป็น preventable ต้องตัดออกให้หมด นี่คือดีที่สุด

หากเป็นไปไม่ได้ เมื่อเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ผมคิดว่าต้องมีระบบการแจ้งเหตุที่ทันสมัย  เช่น ไม่ใช่แค่ 1669 มันอาจมีระบบผ่าน line  ผ่านเฟซบุ๊ก หรืออื่นๆ ที่เรียกว่า digital call แม้กระทั่งใส่ wrist band  พอหกล้มจะมีการแจ้งภัยเข้าระบบทันที ต้องมีศูนย์รับแจ้งที่มีความพร้อมที่สามารถมองเห็นได้ทันทีว่เหตุเกิดที่ไหน วันนี้ยังมีปัญหาว่า ตอนโทร 1669 ต้องถามว่าอยู่ที่ไหน แต่ต่อไปต้องไม่ถาม ต้องรู้เลย ต้องเป็น automatic location identification การรู้ว่าเหตุเกิดที่ไหนทำให้ทีมไปได้ถูก ไม่ต้องมานั่งถาม ทุกวันนี้โทร 1669 สองนาทีหมดไปแล้วกับการถามทาง อาการเจ็บพูดกันไม่ถึง 30วินาที ตอนนี้เราอยากเห็นการพัฒนาเรื่องนี้ หนึ่งโชว์เบอร์ สองโชว์โลเคชั่น สามโชว์ชื่อ เพราะเบอร์โทรมันบอกชื่ออยู่แล้ว  และทีมที่ออกไปในอนาคต องมีมาตราน ของเรือ รถ เฮลิคอปแตอร์ หรืออากาศยาน ทีมเหล่านี้ต้องมีมาตรฐานที่ดีพอ

นอกจากนี้มีเรื่องของการคุ้มครองประชาชน และบุคลากร ระบบการแพทย์ปกติจะมี patient safety สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) พูดเรื่อง 2Ps safety คือ patient และ personal มีทั้งความปลอดภัยของคนไข้และบุคลากร ของ สพฉ. ต้อง 3Ps safety มี public เพิ่มเข้ามา ไม่ให้รถวิ่งไปชนชาวบ้านเขา ที่สำคัญคือมีระบบ financing ดีพอ  วันนี้การโทร 1669 ใช้บริการไม่ต้องเสียเงิน มีกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินจ่ายให้ คล้ายๆ สปสช. โดย สพฉ. ถือเงินกองทุนนี้ จ่ายให้หน่วยปฏบัติการนอกระบบโรงพยาบาล รพ  กองทุนก็ต้องมีเงินจำนวนมากพอที่จะรันระบบ ทั้งจ่ายค่าชดเชย และจ่ายเพื่อพัฒนาระบบบริการ พัฒนาระบบมาตรฐานต่างๆ สุดท้ายอยากเห็นการมีส่วนร่วม การแพทย์ฉุกเฉินไม่ใช่ของ สพฉ. หน่วยเดียว เป็นของระบบสุขภาพทั้งหมด ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือท้องถิ่น มูลนิธิ โรงพยาบาล และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดต้อง work well together นี่คือความคาดหวัง

 

เรื่อง: เพ็ญนภา หงษ์ทอง