นพ.มงคล ณ สงขลา “วันที่ความฝันสวนทางกับความจริง”

Home / บทความทั้งหมด / E-MAGAZINE / นพ.มงคล ณ สงขลา “วันที่ความฝันสวนทางกับความจริง”
นพ.มงคล ณ สงขลา “วันที่ความฝันสวนทางกับความจริง”

ช่วงระยะเวลาเพียง 1 ปี ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในยุคของรัฐบาลที่ก้าวขึ้นมาปกครองประเทศด้วยวิธีการพิเศษ นพ.มงคล ณ สงขลา แพทย์อาวุโสจากสายแพทย์ชนบท ได้ทั้งขายฝัน และลงมือปั้นฝันให้เป็นจริงด้วยสองมือตัวเอง ด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ว่าจะทำให้ระบบบริการสุขภาพเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ และทำให้การจัดการกำลังคนด้านสุขภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผู้ให้บริการได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความสุข หลายอย่างที่เคยมีแต่คนคิดและคนพูด แต่ไม่ได้ถูกลงมือปฏิบัติ ได้ถูกทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา ทั้งการเริ่มต้นถ่ายโอนอำนาจในการบริหารระบบบริการสาธารณสุขไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการเริ่มต้นจากระดับสถานีอนามัย ทั้งการพยายามปูพื้นฐานให้โรงพยาบาลชุมชนก้าวออกสู่การเป็นโรงพยาบาลมหาชน ทั้งการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา และการสั่งการให้ผลิตพยาบาลเพิ่มเพื่อพื้นที่ภาคใต้ครั้งเดียว 3,000 คน

วันนี้ที่กระทรวงสาธารณสุขไม่มีชายผู้ชื่อ มงคล ณ สงขลา คงมีแต่ผลงานกับความฝันที่ฝากไว้ ซึ่งหลายโครงการถูกมองว่าได้สร้างความลำบากใจให้กับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติที่ยังต้องอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงของระบบบริการสุขภาพของรัฐไทย ผีเสื้อขยับปีกครบรอบ 1 ปี จะพาไปปอกเปลือกเปิดใจ ตามหาแนวคิดและแรงขับที่ทำให้เขาผู้นี้ กล้าพากระทรวงสาธารณสุขมุ่งสู่ความฝันอันยิ่งใหญ่ด้วยระยะเวลาเพียงประมาณ 1 ปี

แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาในการพูดคุย และพื้นที่กระดาษในการนำเสนอ บทสนทนานี้จึงจะพุ่งประเด็นไปที่ความพยายามพากระทรวงสาธารณสุขออกนอกระบบการบริหารงานแบบราชการ ซึ่งความจริงวันนี้สวนทางกับความฝันที่เขาปูทางไว้

ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องของโรงพยาบาลป่าตอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่ถูกขายฝันว่าจะออกนอกระบบแล้วออกไม่ได้ ทำให้วันนี้มีวิกฤติแพทย์ลาออก จนเกิดความขาดแคลน

รพ.ป่าตอง นี่ตอนเป็นรัฐมนตรีผมไปเยี่ยมเขา 3-4 ครั้งนะ ไปดูสิว่าเป็นอย่างไร ที่นั่นคนไข้วันหนึ่ง 400-500 คน เฉลี่ย 100 คน เป็นคนต่างประเทศ เป็นนักท่องเที่ยว บางคนอยากมาผ่าตัด มาทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะมาทำที่เมืองไทยราคาถูก บ้างมาเที่ยวด้วยก็รับบริการทางการแพทย์ด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังมีสถานะเป็นโรงพยาบาลอำเภอ แพทย์เพิ่มไม่ได้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) บอกว่าอัตราจะต้องลด คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ก็ไม่ทำอะไร บอกว่าเป็นโรงพยาบาลอำเภอแล้วจะไปเป็นองค์กรมหาชน ไม่ดีเพราะโรงพยาบาลต้องเป็น non profit

ลองคิดดูว่า ที่ป่าตองนอกจากคนงานช่วยกันตัดหญ้าแต่งต้นไม้แล้ว อาสาสมัครที่เป็นฝรั่ง มาช่วยแปลตามจุดต่างๆ ยืนประจำ 24 ชม. คนทำสวนมาจากออสเตรเลีย อาสาสมัครอีกเหมือนกัน มันคนละเรื่องกับที่เขาคิด ที่เขาเห็น ที่เขาเคยรับรู้รับทราบ พวกผู้บริหารใจแคบทั้งหลายจะมองไม่เห็น ที่นั่นถ้าเผื่อว่าให้เขาเป็นอิสระ เป็นองค์กรมหาชน ฝรั่งจะมาผ่าตัดโรคหัวใจ จะทำอย่างโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (ที่ออกนอกระบบไปแล้ว) นี่หมอทวีศักดิ์ (นพ.ทวีศักดิ์ เนตรวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าตอง) เขาก็ทำได้ เขาสามารถนำหมอผู้เชี่ยวชาญจากกรุงเทพฯ ไปผ่าตัดตามที่ลูกค้าต่างประเทศหรือในประเทศต้องการ เขาก็ทำที่นั่นได้ เมื่อเขามีลูกค้าต่างประเทศ ในประเทศเยอะๆ เขาก็สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น จากคนรวยที่สามารถจ่ายเงินได้ ห้องพิเศษคนรวยก็อยากอยู่ เขาไม่อยากอยู่ห้องอนาถา ห้องสามัญหรอก ก็จะทำให้โรงพยาบาลเก็บเงินได้ แม้แต่ร้านโชห่วยในโรงพยาบาลก็จะขายได้วันหนึ่งไม่รู้เท่าไร คนมารับบริการที่เป็นชาวต่างประเทศ เขาก็จะได้เอาเงินที่เหลือมาให้กับผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ ที่ทำงานประจำ โดยที่สำนักงบประมาณไม่ต้องมารับผิดชอบ งบประมาณแผ่นดินก็ยังใช้อยู่เท่าเดิม แต่ส่วนที่เหลือจากนั้นเขาไปหามาจากคนที่มีรายได้เกิน แล้วมาชดเชยตรงนี้ แล้วจะไม่มีแพทย์หนีไปไหน อย่างที่บ้านแพ้วไม่มีหมออยากไปไหนหรอก เพราะว่าอยู่ที่นั่นค่าตอบแทนมันดี มันสะดวก มันสบาย งานก็ไม่หนักเพราะว่าเขาสามารถจ้างแพทย์มาเพิ่ม เมื่อไรคนไข้เยอะ เขาก็จะจ้างแพทย์มาเพิ่ม จ้างพยาบาลมาเพิ่ม เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องที่งานหนักกว่าหน้าที่ที่ควรจะทำ ไม่มี จึงไม่มีใครคิดจะลาออก งานพิเศษที่เพิ่มเข้ามาทุกๆ เรื่องเขาจะจ้างคนจากข้างนอกเข้ามา

นั่นคือวิธีการบริหารอย่างบ้านแพ้ว เพราะฉะนั้นที่ป่าตอง คุณหมอทวีศักดิ์ เขาก็วางแผนแล้ว เขาคิดแล้ว มีการประชุมเจ้าหน้าที่ จนเจ้าหน้าที่ทุกคนเห็นด้วย เพราะทุกคนจะต้องออกจากราชการ แล้วก็ได้บำเหน็จบำนาญ ตามปกติ แล้วก็มารับเงิน ตามองค์กรมหาชน ซึ่งเป็นเงินเดือนที่สูงกว่าที่รับจากราชการและได้ค่าตอบแทนเพิ่มตามจำนวน workload เขาเตรียมคุยกันหมด คนที่รับราชการมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 50 กว่าแล้ว บางคนก็ยึดติด ฉันอยากจะเป็นข้าราชการ ก็ใช้เวลาทำความเข้าใจกัน ผมเองเดินทางไปที่นั่น 2 ครั้งเพื่อจะอธิบาย ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ จนทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม แต่พอส่งมาสุดท้ายก็คือ ก.พ.ร. ไม่เห็นด้วย สิ่งที่ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร เพราะผู้บริหารในกระทรวงเอง เกรงว่าถ้าเผื่อคนโน้นคนนี้ออกนอกระบบไป อำนาจตัวเองจะน้อยลง แล้วก็ไปให้ข้อมูลกับ ก.พ.ร. สุดท้าย แม้แต่รองนายกฯ สมัยผมเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ อยู่ ผมพูดเท่าไรท่านก็ไม่ยอมฟัง บอกว่าถ้าเผื่อออกไปเป็น รพ. มหาชนกันหมด อีกหน่อยกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีโรงพยาบาลในสังกัด นี่มันอะไรกัน กระทรวงสาธารณสุขยังกำกับดูแล รพ. บ้านแพ้วเหมือนเดิม จะให้บ้านแพ้วทำอะไรก็ได้ และจะสั่งการได้ดีกว่าการสั่งการ รพ.ที่ไม่มีเงิน แต้ถ้าหากกระทรวงฯ ลองสั่งบ้านแพ้วดู บ้านแพ้วทำได้ทุกเรื่อง เขาจะหาคนมาเพิ่มเมื่อไรก็ได้ เงินที่มีอยู่ก็สามารถจะไปช่วยกระทรวงฯ ได้อีก เขาจึงไปซื้อเครื่องมือมา แล้วก็มาส่งมอบให้กระทรวงฯ ผมไปอยู่เขามีการส่งมอบกัน 2 ครั้ง เห็นไหมว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นจากความใจแคบของผู้บริหาร

“เพราะผู้บริหารในกระทรวงเอง เกรงว่าถ้าเผื่อคนโน้นคนนี้ออกนอกระบบไป อำนาจตัวเองจะน้อยลง แล้วก็ไปให้ข้อมูลกับ ก.พ.ร. สุดท้าย แม้แต่รองนายกฯ สมัยผมเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ อยู่ ผมพูดเท่าไรท่านก็ไม่ยอมฟัง บอกว่าถ้าเผื่อออกไปเป็น รพ. มหาชนกันหมด อีกหน่อยกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีโรงพยาบาลในสังกัด”

ตอนนี้คุณหมอออกมาแล้ว และคนที่ยังอยู่ในกระทรวงฯ ดูมีทีท่าที่จะไม่สนับสนุนการออกนอกระบบ คุณหมอคิดว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับโรงพยาบาลป่าตอง

เราต้องรอการเมืองใหม่ หมอไม่ได้สนใจว่าพันธมิตร หรือท่านนายกฯ สมชาย จะเอายังไงนะ แต่สักวันหนึ่งเมืองไทยจะสว่างไสว และเมื่อสว่างไสวก็จะรู้ว่าทิศทางมันเป็นอย่างไร ผมอยู่กระทรวงฯ มานาน แล้วก็มีความจริงจังจริงใจกับสิ่งเหล่านี้ และคิดว่าทิศทางจะต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าเราอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ในขณะนี้เพราะว่าเราจะปล่อยให้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) เป็นแบบนี้ อีกหน่อยเครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี คนก็ไม่อยากจะอยู่ หากไปอยู่แล้ว มัน… มัน… มัน…. สมมติว่า คนจบบอร์ดศัลยกรรมมา ไปถึงโน่น เครื่อง ซีที ก็ไม่มี สมมติเป็นหมอศัลยกรรมประสาท แต่ไม่มีเครื่องมือไปส่องสมอง แล้วจะอยู่ทำไม แต่เครื่องไม้เครื่องมือมากองที่โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) หมด เมื่อ รพช.ทำไม่ได้ ก็ต้องส่งมา ส่งมา แล้วเงินค่าหัวที่เขาเอาไปไว้ที่ รพช. ก็ต้องส่งมาให้ รพศ. รพท. เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า รพช.ในขณะนี้ มีรถพยาบาลวิ่งสวนกันไปสวนกันมา ยิ่งถูกฟ้องร้องเขาไปด้วย ก็ไม่อยากทำเลย วิสัญญีแพทย์ก็ไม่มี วิสัญญีแพทย์จะอยากไปอยู่หรือ เครื่องมือในการดมยามันไม่ทันสมัยเหมือนใน รพศ. เห็นไหม รพช. จะสูญพันธุ์ ถ้าหากปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้

ระหว่างรอการเมืองใหม่ที่คุณหมอว่า..

อย่าบอกว่ารอการเมืองใหม่ ต้องบอกว่ารอการบริหารจัดการใหม่

ฟังดูเหมือนรอ Utopia เลย

(หัวเราะ) มันไม่ถึงขนาดนั้น

ระหว่างรอเราจะตอบคำถามที่ป่าตองอย่างไร

ที่ป่าตอง ต้องปล่อยให้เขาเป็นโรงพยาบาลมหาชน ทันทีที่บอกว่าคุณเป็นมหาชนได้ เขาจะฟื้นทันที เขาจะเอาหมอเก่งๆ กี่คนก็ได้ เอาพยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ กี่คน เก่งขนาดไหน เขาสามารถทำได้ทันที ผมรับรองได้ หากปล่อยให้เขาเป็นมหาชนวันนี้นะ ไม่ถึง 3 เดือนป่าตอง โอ้โห! ฟื้นทันที

แต่ผู้บริหารทุกวันนี้ไม่รับแนวทางนี้

ก็เพราะเขากลัวว่าหากไปหนึ่งแล้ว เดี๋ยวมันจะไปสอง ไปห้าสิบ จริงๆ เขาต้องคอยไปประคับประคองที่ไหนที่ยังไม่มีความพร้อม ตรงนั้นน่าจะพอแล้ว ตรงไหนที่พร้อม เอ้าลูก ตอนนี้ลูกพร้อมแล้ว ลูกไปทำมาหากิน หากลูกไปทำมาหากินด็แล้วก็ควรจะปล่อยออกไป ไม่ใช่ว่ามานั่งกอดคอกันอดตายอยู่ตรงนี้

ที่พยายามถามก็คือที่ป่าตองมันมีการขายฝัน จุดประกาย ตั้งแต่ยุคคุณหมออยู่ มีการเตรียมความพร้อมว่าออกไปแล้วจะดีแบบนั้น แบบนี้ คนก็พร้อมที่จะไปแล้ว แต่สุดท้ายไม่ได้ไป มันไม่เป็นจริง คุณหมอคิดว่าจะช่วยคนที่อยู่อย่างไรดี ไม่ให้โรงพยาบาลต้องตายไป

คุณไล่คนพวกนั้น (ผู้บริหารกระทรวง) ออกไปได้ไหม ก็ไล่ไม่ได้อีก หนึ่งฝ่ายการเมืองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ และอันที่สองยังคิดว่าหากเอาออกไปอำนาจของตัวเองจะลดน้อยลงด้วย มันถูกกระตุ้นด้วยกิเลสทั้งนั้น

ผมจะขอพูดถึงโรงพยาบาลชุมชนโดยทั่วไปสักนิดหนึ่ง โรงพยาบาลชุมชนที่มีอยู่ในขณะนี้ มันเริ่มตั้งมาเมื่อปี 2516 ย้อนกลับไปในขณะนั้นคนรับบริการที่ โรงพยาบาลชุมชนยังไม่มากและขนาดไม่ใหญ่ ส่วนมากก็จะ 10 เตียง 30 เตียง บุคลากรในการดูแลแต่ละโรงพยาบาลส่วนมากก็จะ หมอแค่ 2 คน พยาบาล 7-8 คน ก็สามารถให้บริการได้

ทีนี้ตั้งแต่ปี 2516 จนถึงบัดนี้ เกือบ 40 ปีแล้ว โครงสร้างของโรงพยาบาลมันเปลี่ยนเฉพาะขนาดเป็นหลัก คือ จำนวนเตียง จาก 10, 30 เป็น 60, 90, 120 เตียง แต่บุคลากร การให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ มันลดในสัดส่วนที่ลดลง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้รับบริการโตขึ้นอย่างมากมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยก่อน เราต้องเก็บเงินบำรุง ผู้มารับบริการต้องจ่ายเงิน แต่ในขณะนี้มารับบริการไม่ต้องจ่ายเงินเลย แถมการเดินทางไม่สะดวกขึ้นอีก มันหลายอย่าง เพราะฉะนั้น สิ่งต่างๆ ที่มันเปลี่ยนไป อีกอย่างที่เหมือนเดิมคือ เครื่องมือเครื่องไม้ของโรงพยาบาลชุมชน เมื่อเทียบกันแล้วพบว่าพัฒนาด้านเครื่องมือการแพทย์ของโรงพยาบาลชุมชนน้อยมาก ในขณะที่เครื่องมือในการให้บริการที่ รพศ. รพท. มีมาก เนื่องจากการจัดสรรเงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนใหญ่จะไปลงน้ำหนักที่ผู้ป่วยอาการหนัก อาการรุนแรง เพราะฉะนั้นเงินไปกองที่รพศ. รพท. มากกว่าที่สถานีอนามัยกับโรงพยาบาลชุมชน ทำให้ผู้รับบริการที่ รพศ. และ รพท. ได้รับการตอบแทนที่ดีกว่า เครื่องมือก็สามารถใช้เงินที่ได้จาก สปสช. ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยได้มากกว่า รพช. ไม่มีงบลงทุนเพิ่ม และไม่มีเงินจาก สปสช. ที่จะไปดูแลในเรื่องค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ ในเรื่องของการซื้อเครื่องมือใหม่ เพื่อที่จะให้ทันสมัย เป็นปัจจุบัน และประชาชนผู้รับบริการก็รู้ว่าเครื่องมืออะไรที่ทันสมัยและเขาควรได้รับบริการ

แต่ รพช. บอกได้เลยว่าส่วนใหญ่ ไม่สามารถที่จะทำในสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะว่าไม่สามารถให้บริการในระดับสูงที่จะมารับเงินได้มากเท่า รพศ. รพท. เมื่อเป็นอย่างนี้ทำให้ส่วนที่มันขาดอยู่ ไม่ว่าจะคน เพราะในขณะนี้คน เมื่อกพ. ตัดอัตราข้าราชการลงไป ก็ต้องใช้เงินในการจ้างคนของรัฐ จบพยาบาลก็ต้องจ้าง จบเภสัชฯ ก็ต้องจ้าง ยกเว้นแพทย์ เมื่อเงินมันน้อยอยู่แล้ว ค่าตอบแทนก็ให้น้อย การที่จะจ้างคนมาทำงานก็จ้างได้น้อย เพราะฉะนั้นงานก็จะโหลดขึ้น โหลดขึ้น คุณภาพของงานก็ต่ำลง ต่ำลง อันนี้เป็นงูกินหาง สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเกิดจากอะไร มันเกิดจากการตัดสินใจที่จะลดค่าใช้จ่ายทางด้านรัฐของ กพ. โดย ก.พ.ร. เอง ผมบอกได้เลยว่า ก.พ.ร. นี่ผิดพลาดอย่างมาก ในเรื่องการบริหารจัดการของรัฐ ก.พ.ร. นี่เที่ยวไปดูแล ตรวจสอบหน่วยราชการอื่นๆ แต่ถามว่าใครเป็นคนตรวจสอบ ก.พ.ร. บ้างว่าไร้ความสามารถขนาดไหน ไม่มี ผมยืนยันได้เลยว่าทั้งก.พ.ร. กลางและ ก.พ.ร.ประจำกระทรวง ยังขาดความสามารถในการวิเคราะห์ เรื่องงานเรื่องคน เป็นอย่างมาก

เมื่อรพช. หลายแห่งที่มีความพร้อม ที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวของตัวเองได้ โดยไม่ต้องอาศัย ก.พ.ร. ไม่ต้องอาศัย กพ. กพ.จะตัดอัตราก็ตัดไป ก.พ.ร.จะคิดยังไงก็คิดไป ถ้าปล่อยให้เขาบริหารจัดการตัวเอง เขาช่วยตัวเองได้ ช่วยได้ดี ดีกว่า คนที่ไม่รู้เรื่อง ไปเที่ยวแนะนำ สั่งการ สร้างกฎ มันยิ่งทำให้เขาหนักลงไปอีก จากสิ่งที่เขาถูกบีบคั้นอย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ หลายที่ทีเดียวที่สามารถช่วยตัวเองได้พอสมควร หากปล่อยให้เขาได้ทำโดยอิสระ จากที่เขาช่วยตัวเองได้พอสมควร เขาจะช่วยตัวเองได้เต็มที่เกินกว่าพอสมควร ผมยกตัวอย่างง่ายๆ รพ.บ้านแพ้ว ที่เราจะเห็นความคล่องตัวในการทำงาน เมื่อเขาทำงานได้มาก สามาถจะ mobilize บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญมาทำงานกับเขา โดยไม่ต้องจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ แต่ให้ job by job ไป มันมีหลายอำเภอที่สามารถทำอย่างนี้ได้ ไม่เฉพาะ รพ.ป่าตอง รพ.ทุ่งสงก็สามารถทำอย่างนี้ได้ รพ.ปากช่องก็สามารถทำได้ รพช. อีกหลายๆ อำเภอ คิดว่าไม่น้อยกว่า 50 อำเภอ สามารถทำแบบนี้ได้ และทำได้ดีไม่แพ้ รพ.บ้านแพ้ว

รพช.ที่คุณหมอคิดว่าจะสามารถเป็นอย่างบ้านแพ้วได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

เป็นที่ที่มีคนไข้ไปใช้บริการมากพอสมควร ยิ่งมากเท่าไร รพ.ก็จะมีโอกาสอยู่รอดมากเท่านั้น แต่หาก รพ.ที่อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เป็นแค่ภายใต้การกำกับดูแลนะ ยิ่งคนไข้มากยิ่งตาย มันตรงข้ามกันเลยนะ อันนั้นยิ่งคนไข้มากเขาจะยิ่งอยู่รอด จะเห็นว่า รพ.บ้านแพ้ว ไปซื้อเครื่องมือที่ รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดแคลนมามอบให้ทุกปี เพราะอะไร เพราะเขาเหลือ และเขายังเอื้อเฟื้อ ที่ไหนที่ไม่มีหมอผ่าตัดเขาก็ไปช่วย จ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปช่วย โดยเขาเป็นคนออกเงิน อันนี้จะชี้ให้เห็นชัด เพราะฉะนั้น รพ.ในจังหวัดอย่างระยอง ภูเก็ต เชียงใหม่ รพ.อีกหลายๆ แห่ง รวมทั้งรพ.จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นหาดใหญ่ หรืออะไรทั้งหลาย ถ้าเผื่อว่าได้ออกมาเป็นองค์กรมหาชนภายใต้การกำกับของกระทรวงฯ กระทรวงฯ ก็จะยังมีนโยบายออกมา ที่จะให้เขาทำงานพื่อประชาชน ตามนโยบายได้เหมือนเดิม เพราะปลัดกระทรวงฯ ก็จะเป็นกรรมการคนหนึ่งในกรรมการบริหารของรพ. เหล่านั้น

“รพ.ที่อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เป็นแค่ภายใต้การกำกับดูแลนะ ยิ่งคนไข้มากยิ่งตาย มันตรงข้ามกันเลยนะ อันนั้น (รพ.ที่ออกนอกระบบ) ยิ่งคนไข้มากเขาจะยิ่งอยู่รอด”

ตอนนี้มีโรงพยาบาลที่ออกนอกระบบแล้วกี่แห่ง

มีบ้านแพ้วที่เดียว เพราะหลังจากนั้น ผู้บริหารกระทรวงที่ใจแคบเขากลัวว่าหากโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็น รพช. รพท. หรือรพ.จังหวัดออกไปอีก ตัวเองจะอำนาจน้อยลง เพราะฉะนั้นเมื่อ หวงอำนาจกันเอาไว้ แล้วทาง กพ.เองไม่ได้มีสายตาที่กว้างไกลและไม่ได้มองผลประโยชน์ของส่วนรวมที่ชัดเจน กลายเป็นคนเป็นตาต้อกระจกแล้วไม่ยอมผ่าตัดไปด้วย มันก็เลยเป็นโรงพยาบาลเดียว และหลังจากนั้นก็เลิกไปเลย ทั้งที่เห็นอยู่ว่า บ้านแพ้ว โรงพยาบาลเดียวนี่แหละไปให้บริการทั่วประเทศ ในนามของ รพ.บ้านแพ้ว และในขณะนี้ไปเอา รพ.พร้อมมิตรมาเป็นสาขาแล้ว ถามว่าประชาชนต้องจ่ายแพงไหม อันนี้เน้นย้ำ หลายคนไม่รู้ว่าแกล้งโง่หรือโง่จริง ว่าหากเป็น รพ.มหาชนขึ้นมา เดี๋ยวคนไข้จะต้องจ่ายแพง คนไข้ถือบัตรทองไปที่บ้านแพ้ว เขาได้รับบบริการดีกว่าบัตรทองที่อื่น เนื่องจากที่นั่นมีผู้เชี่ยวชาญมาก และคนไข้ก็ไม่ได้จ่ายเพิ่มขึ้นเลย เพราะฉะนั้นที่พูดว่าหากเป็น รพ.มหาชนขึ้นมาแล้วผู้รับบริการจะต้องจ่ายแพงขึ้น เป็นเรื่องที่พูดโดยไม่มีเหตุผลเลย

เงินมาจากไหนเพราะว่ารับเงินจาก สปสช.เหมือนกัน คนไข้ใช้บัตรทองเหมือนกัน

คุณถามคำถามนี้ดี ควรจะถาม หมออยากให้คุณถาม รู้ไหมว่าการผ่าตัดหัวใจนี่ สปสช. ให้รายละเท่าไร เป็นแสนนะ มันแล้วแต่ขั้นยากขั้นง่าย มีอยู่ 4 อัตรา คุณรู้ไหมว่าเขาไปทำหนึ่งรายเขาก็คิดให้กับทีมงานผ่าตัด ให้ specialists ให้ post operation team ให้แล้วเขายังมีเงินเหลืออีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ ขนาดให้ค่าตอบแทนหมอผ่าตัดเต็มที่แล้ว มากกว่าที่ รพ.เอกชนให้ ก็ยังเหลืออีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ ผ่าตัดตา สปสช.ตั้งให้เท่าไร เขายังมีเหลืออีก 30 เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าผ่าตัดหัวใจ แล้วก็ฟอกไตนี่นะ สมมติว่าฟอกไตอนุญาตให้เขาทำ เขาทำได้ทั่วประเทศ ในราคาที่สปสช.กำหนด เขาทำได้หมดเลย เพียงแต่ว่าในขณะนี้มันมีการทะเลาะกันเอง ในกลุ่มที่เคยมีเคยได้ ที่จริงหน่วยฟอกไตที่จะทำนี่ไม่ขัดสนเลย รพ.บ้านแพ้วสามารถที่จะไปตั้งคลินิกให้บริการล้างไตทางช่องท้อง ทางเส้นเลือด บริการให้ทั่วประเทศ สามารถทำได้ ถามว่าเงินเอามาจากไหน ก็เงิน สปสช.ที่กำหนดเอาไว้แล้วว่าจะให้เขานั่นแหละ ก็ตรงนั้น ที่เอามาบริหารจัดการดีๆ มันก็เหลือ ถามว่าผู้รับบริการจะต้องเสียเงินเพิ่มไหม ก็บัตรทองบัตรเดียวนั่นแหละ

หมายความว่าหากโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพ ให้บริการ High Cost ได้ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ใช่ครับ

รูปแบบโครงสร้างการบริหารของ รพ. มหาชน จะเป็นอย่างไร

ก.พ.ร. จะเป็นคนดูแลตั้งแต่ต้น ต้องยอมรับว่าองค์การมหาชนหลายแห่งตั้งขึ้นมาแล้วขาดทุน เพราะตอนแรกๆ กฎหมายองค์การมหาชนออกใหม่ๆ คนที่ดูแลเรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีความรู้ ก็ปล่อยให้องค์การมหาชนออกไปทำแล้วไม่มีผลตอบแทนกลับคืนมา หลายๆ แห่ง อย่าให้เอ่ยถึงเลยเดี๋ยวเขาจะโกรธเอา ที่เอาเงินไปหลายร้อยล้านแล้วไม่มี product ออกมาเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ทางรัฐเองจะต้องมีการทบทวน ที่ไหนที่ไม่ productive ก็จะต้องแก้ไขกันไป ไม่ใช่ไปเหมาว่า ที่ผ่านมา องค์การมหาชนไม่ค่อยดี ก็อย่าตั้งอีกเลย อันนั้นก็ไม่ถูก

โรงพยาบาลจะสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้เอง

ใช่ ทำได้เองหมดเลย ไม่เกี่ยวกับ ก.พ.ร. เลย ก.พ.ร.แค่กำกับดูแลในเรื่องของ benefit, lost อะไรต่างๆ เหล่านี้ โรงพยาบาลก็บริหารจัดการเอง ก.พ.ร. ก็จะมีกรรมการไปประเมิน กระทรวงโดยปลัดกระทวงฯ จะเป็นกรรมการบริหารองค์การมหาชนที่อยู่ในกำกับของกระทรวงฯ มีการประชุมบอร์ด ก็สามารถให้นโยบาย ซึ่งองค์การมหาชนที่อยู่ภายใต้การกำกับจะต้องทำตามนโยบายของกระทรวงฯ ไม่ได้เสียหาย

โรงพยาบาลไม่สามารถจะไม่ทำตาม

คือมันไม่ใช่เป็นการต่อรองกันระหว่าง ผู้บริหารกระทรวงคนหนึ่งกับผู้อำนวยการ รพ.มหาชนคนหนึ่งนะ แต่เป็นการสั่งการพูดจาต่อรองกันในระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับคณะกรรมการ ถ้าหากปลัดกระทรวงฯ ที่เป็นกรรมการคนหนึ่งนั่งอยู่ในบอร์ด เราสั่งอะไรซื่อบื้อก็ไม่ได้ กรรมการในนั้นตอกกลับมาตายเลย ผู้อำนวยการจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ไหม ไม่ได้ เพราะบอร์ดตรงนั้นมันมาจากคนทุกหมู่เหล่า นี่คือสิ่งที่ดี ใครโกงก็โกงไม่ได้หรอก เพราะมีการตรวจสอบจากคณะกรรมการโรงพยาบาล กรรมการต่างก็มีกระบวนการ ในการสรรหา คนไม่ดีจะเข้าไปอยู่ลำบาก กระบวนการมันดี แต่ถ้าเผื่อยังคิดว่าจะไปยืมหมอที่นั่นมา ที่นี่มา นี่มันแก้ปัญหาเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว ยืมหมอ ยืมพยาบาลมา ไปช่วยที่นั่นที่นี่ ไม่ใช่ มันพูดกันคนละมิติเลย ผมอ่านหนังสือพิมพ์ บอกจะไปยืมจากรพ.นั้น รพ.นี้ มาช่วยชั่วคราว โอ้ย…ย.ย ทำไมคิดได้แค่นี้หนอ

นอกเหนือจากการพยายามเดินหน้าเรื่องของการเปลี่ยนโครงสร้างโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลมหาชนแล้ว คุณหมอยังผลักดันเรื่องการถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากส่วนกลางไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย

ผมทำในเรื่องของการกระจายอำนาจ สถานีอนามัยเห็นไหม ผมทำแทบแย่ เพราะว่าผู้บริหารในกระทรวงเองทั้งปลัด ทั้งรองปลัด ทั้งอะไรต่างๆ ไม่เห็นด้วยเกรงว่าอำนาจตัวเองจะลดลง แล้วลองตามไปดูสถานีอนามัย 22 แห่ง ที่ออกไปสิ ตอนนั้นมันเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ 30 แห่ง เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัด เขาสร้างสถานีอนามัยเพิ่ม ที่ลพบุรี ไปเยี่ยมเขา หลังจากผมพ้นหน้าที่มาแล้ว อบจ.แห่งหนึ่ง จบปริญญาเอก บอกว่า “หมอหนูจะทำ สถานีอนามัยที่หมอให้มา ให้เป็นโรงพยาบาลตำบล เขาทำรั้วต่อเติม ทำเต็มที่ ambulance จอดเพียบเลย ดีกว่าของกระทรวงเสียอีก เขามีศักยภาพ อะไรต่างๆ ทั้งหลาย เราต้องมองว่าประโยชน์ของประชาชนคืออะไร ไม่ใช่มามองประโยชน์ของตัวเอง ขององค์กร ของคนบางกลุ่ม หากเรามองประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งแล้ว มันไม่มีคำถามเลยสำหรับที่เราจะตอบ มันชัดเจน

ตอนถ่ายโอน สอ. เราโอนไปทั้งหมด ทั้งการบริหารจัดการระบบบริการและคนใช่หรือไม่

ใช่ครับ

แต่บริการสาธารณสุข มันเป็นระบบพวง ที่ต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันจากสถานีอนามัย ไป รพช. รพศ. เพื่อการส่งต่อ การตัดแยกเอาสถานีอนามัยไปให้ อบต. จัดการจะไม่ทำให้เกิดปัญหากับระบบบริการสุขภาพหรือ

มันไม่มีปัญหาหรอกมันอยู่ที่การบริหารจัดการ ไม่ใช่เอาระบบเป็นตัวตั้ง สมมติว่าสถานีอนามัยอยู่กับ อบต. แต่ในเรื่องของงบการบริหารเงิน สปสช. ก็ส่งเงินไปที่ รพช. กับสถานีอนามัยเหมือนเดิม การทำงานต่างๆ ยัง link กันอยู่ในเรื่องของการทำงาน เพราะคนไข้เป็นศูนย์กลาง ไม่ได้เอาสถานีบริการเป็นศูนย์กลาง คนไข้ไปที่ สถานีอนามัยซึ่งขึ้นอยู่กับ อบต. แล้วจากสถานีอนามัยที่อยู่ อบต.นี่รับเงินจาก รพช. มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบทางการบริหารจัดการ ทางด้านงบประมาณ ทางด้านคน ทางด้านอะไรต่างๆ เหล่านี้ การบริการประชาชน เรื่องวิชาการ ไม่ได้ตัดขาด แล้วก็ถ้าหากสถานีอนามัยไปอยู่กับ อบต. กันมากๆ ต่อไปคนจากสถานีอนามัยจะสามารถแลกเปลี่ยน ถ่ายโอนอะไรต่างๆ กันได้ปกติ แต่ขณะนี้มีแค่ 22 แห่ง การถ่ายโอนก็ทำได้เฉพาะใน 22 แห่ง ลองถ่ายโอนไปให้เยอะๆ มันก็จะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้

มีคนมองว่าหากสถานีอนามัยไปอยู่ อบต.แล้ว รพช. ไปอยู่กับ อบจ. คนที่เคยสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนกัน ก็จะกลายเป็นว่าอยู่คนละสังกัด คนละองค์กรแล้วจะย้ายถ่ายโอนกันอย่างไร

อบจ. มันก็อยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หมวกใบใหญ่คือ อปท. ซึ่ง อปท. สามารถให้คนทุกคนโยกย้ายอยู่ในพวงของ อปท.ได้ ทั้ง อบต. อบจ. หรือเทศบาล ถูกไหม เราต้องสร้างระบบตรงนั้นขึ้นมา ขณะนี้มันยังใหม่อยู่ แผนและขั้นตอนของการกระจายอำนาจ มีมาตั้งแต่ปี 2534 แต่ออกมาแล้วต่างคนต่างก็เกรงกลัวจะสูญเสียผลประโยชน์และอำนาจก็เลยไม่ยอม ชะลอกันมาเรื่อย เงินขณะนี้แทนที่จะส่งให้ อปท. 35 เปอร์เซ็นต์ก็เหลือแค่ 29 เปอร์เซ็นต์

คุณหมอไม่คิดว่าตัวเองรีบร้อนในการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปหน่อยหรือ ดูเหมือนหลายอย่างยังไม่พร้อม

ผมไม่ได้รีบร้อน และไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองด้วย คุณไปเปิดเอกสารดูได้เลยเขาทำกันมาตั้งแต่ปี 2544 แล้วเรื่องการถ่ายโอนสถานีอนามัย มีการวางขั้นตอนไว้เสร็จสรรพ เริ่มจากอย่างไร ไปอย่างไร ระเบียบการถ่ายโอนมันออกมาหมดแล้ว ผมแค่กดสวิทช์เท่านั้น ประเด็นมันอยู่ว่ามีคนอยากให้เกิด แต่หลายคนไม่อยากให้เกิด แถมยังมาตัดยอดมันอีกด้วย

ขณะที่คุณหมอบอกว่า อบจ. สร้างสถานีอนามัยของตัวเองเพิ่มหลังได้รับการถ่ายโอน แต่ก็มี อบต.หลายแห่ง นำสถานีอนามัยที่ได้รับการถ่ายโอนมาคืน เพราะเมื่อเลือกตั้งชุดใหม่ อบต. ชุดใหม่ไม่ต้องการ จะอธิบายปรากฏการณ์ตรงนี้อย่างไร

มันหลายๆ อย่าง บอกแล้วว่าการสนับสนุนวิชาการมันไม่ดีเท่าที่ควร อันที่หนึ่ง อันที่สองไปตามดูให้ดีเถอะ มันมีการดึงคน คนที่ไม่อยากโอนก็ถูกโอน คนที่อยากโอนไปไม่ได้ไป เพราะฉะนั้นตรงนี้เราอย่าไปโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว ในเมื่อผู้บริหารในระดับกระทรวงก็ดี ระดับจังหวัดก็ดี ไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ ไม่สนับสนุนในเรื่องนี้ คนที่อยากจะไปอยู่ที่นั่น เขาอยากจะออกนอกระบบแต่สถานีอนามัยนั้นไม่รับโอน แต่คนที่ได้รับโอน ไม่อยากจะออกนอกระบบ สองคนนี่แลกเปลี่ยนกันได้ไหม ก็ไม่ยอมให้เขาแลกเปลี่ยนกัน เพราะฉะนั้นทำไปทำไมสถานีอนามัยที่โอนไปแล้ว บางแห่งเกิด short คนขึ้นมา ปัญหาเดิม แต่ถ้าหากปล่อยให้เขาไป อย่างอีสานหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น อะไรก็แล้วแต่ เขาพร้อมเลยไปคุยกับเขานี่ เขาพร้อมเลย ใครไม่อยากมาไม่ต้องมา เขาหาจ้างคนเอง และในขณะนี้มีพยาบาลของท้องถิ่นเกิดขึ้นเยอะแยะ ขอนแก่น อุดรธานี เขาสามารถที่จะหาคนมาบริหารจัดการตัวเองได้

“ผมไม่ได้รีบร้อน และไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองด้วย คุณไปเปิดเอกสารดูได้เลยเขาทำกันมาตั้งแต่ปี 2544 แล้วเรื่องการถ่ายโอนสถานีอนามัย มีการวางขั้นตอนไว้เสร็จสรรพ เริ่มจากอย่างไร ไปอย่างไร ระเบียบการถ่ายโอนมันออกมาหมดแล้ว ผมแค่กดสวิทช์เท่านั้น ประเด็นมันอยู่ว่ามีคนอยากให้เกิด แต่หลายคนไม่อยากให้เกิด แถมยังมาตัดยอดมันอีกด้วย”

ระหว่างการให้สถานบริการสุขภาพออกนอกระบบเป็น autonomous hospital อย่างบ้านแพ้ว กับการออกไปอยู่สังกัด อปท. คุณหมอคิดว่าทางเลือกไหนน่าจะดีที่สุด

อย่าเรียกว่า autonomous hospital มันไม่ใช่ แต่มันเป็นโรงพยาบาลมหาชนที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงสาธารณสุข กำกับนี่ไม่ได้หมายถึงควบคุมนะ จริงๆ แล้วควรจะใช้ว่า รพ.ภายใต้การสนับสนุนของ สธ. เพราะหากกำกับนี่มันยังมีไม้เรียวอยู่นะ แต่หากควบคุมนี่เอาปืนมาถือไว้เลย

ต้องมีคำตอบสำเร็จรูปไหมว่าต้องออกไปเป็นอย่างบ้านแพ้ว หรือออกไปสังกัด อปท. หรือว่าขึ้นอยู่กับอะไร

ทั้งสองอย่างนะ การออกไปอยู่กับ อปท. มันไม่เหมาะเท่ากับออกไปเป็นองค์การมหาชน หากออกเป็นองค์การมหาชนมันจะอิสระ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับ อปท. แต่ส่วนเสียก็คือว่าหากมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ เขาก็ต้องไปสมัครงานใหม่ แต่การสมัครใหม่มันไม่ยากหรอก หากเขามีที่ที่จะรับ ก็วัดความรู้ความสามารถ ดูประวัติเก่าก็ได้ ไม่ยาก หาก รพช.ไปอยู่กับ อบจ. อบต. หรือ อปท. ระดับเทศบาลก็ดี สำหรับประสบการณ์หมอนี่สู้ไปอยู่เป็นองค์กรมหาชนไม่ได้ มันอิสระกว่า และสามารถทำนอกเหนืออำเภอของตัวเอง สมมติว่า เราเป็น รพช. ของ อบจ. ศรีสะเกษ รพช. นี้จะไปทำที่สุรินทร์ก็อาจจะไม่สะดวก เพราะมันมีสังกัด แต่ถ้าเผื่อว่าเป็น องค์กรมหาชนบ้านแพ้ว แม้แต่จะไป takeover รพ. พร้อมมิตรก็ยังทำได้ ไปผ่าตัดต้อกระจกนี่ ไปตั้งแต่แม่สอด ตาก ไปถึงพม่า ไปถึงเสฉวน ออกนอกประเทศแล้วนะ เห็นไหมว่าเขาเอา specialist ไปทำงาน และเขาก็ยินดีไปทำ เพราะพอไปทำแล้วเขาได้มีประสบการณ์ ได้มีความรู้เพิ่มเติม ขณะเดียวกันค่าตอบแทนดี ไม่มีอะไรเสียเลย คนรับบริการก็ได้รับบริการในสิ่งที่เขาอยากจะได้

นอกจากการหวงอำนาจแล้ว คุณหมอคิดว่ามีปัจจัยอื่นใดอีก ที่ทำให้ไม่มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และมันจะกระทบต่อการบริหารจัดการสาธารณสุขไหม

ถ้าเผื่อว่าเรากระจายตรงนั้นได้ เป็นเรื่องของการบริหารนะ แต่นโยบายเรื่องการบริการ ยังอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ก็ยังสามารถที่จะกำกับดูแลการบริการได้ แต่อย่าลืมว่าเมื่อก่อนนโยบายในเรื่องการบริการสุขภาพทั้งหมดอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขนะ ไม่ยอมกระจายอำนาจยึดมั่นถือมั่นติดอยู่ จนคนอื่นหนีออกไป จนตัวเองเหลือแต่กางเกงชั้นในแล้ว คิดดูสิ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ก็ออกไปทำเรื่องการป้องกัน ส่งเสริมสุขภาพ สปสช. ก็เอาเงินค่าบริการด้านการป้องกันการส่งเสริมการรักษาไปแล้ว สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) ทำเรื่องของวิชาการ แล้ว สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) เอาไปทำในเรื่องของนโยบายสุขภาพเป็นองค์รวมใหญ่กว่านโยบายการบริการสุขภาพเสียอีก เพราะตรงนั้นเป็นนโยบายสุขภาพเป็นองค์รวมทั้งกาย จิต สังคม และปัญญา แล้วกระทรวงฯ เหลืออะไร ยิ่งหวงยิ่งหมด ยิ่งให้ มันก็จะยิ่งได้ อันนี้เป็นหลักธรรมะทั่วไป นี่ธรรมดา หวงอำนาจเข้าใว้ จนในที่สุดมันก็ออกไป จนไม่เหลืออะไร เพราะฉะนั้นหากยังหวงอยู่ต่อไป มันก็จะไม่มีอะไรเหลือ ตอนนี้ควรสนับสนุนให้ อบต. รับสถานีอนามัยออกไป แล้วกระทรวงฯ ก็ตามประเมินผล ตั้งนโยบายออกไปแล้ว ทั้งด้านบริการระดับตำบลควรจะเป็นยังไง แล้วตามประเมินผลให้มันดีๆ ออกมาบอกประชาชนว่า อบต. ที่นั่นมันทำดี ประชาชนได้รับผลดีอย่างนั้นอย่างนี้ ที่นั่นมันยังไม่ดี อะไรต่างๆ บอกให้ประชาชนรับทราบ ตรงนี้กระทรวงฯ ทำได้ไหม ขณะนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ เมื่อเป็นอย่างนั้น ต่างก็อยู่กันไปวันๆ ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ก็ได้เพราะมันเป็นกระทรวงที่มั่ว ใครมั่วๆ มาเป็นก็ได้ แต่ถ้าเผื่อว่า ทำงานสาธารณสุขให้มันได้ประโยชน์จริงๆ คนที่ไม่แน่จริงมาบริหารไม่ได้หรอกเพราะจะไม่รู้เรื่อง อันนี้คือข้อสรุป

ปอกเปลือกความคิด โดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง และ ปองพล สารสมัคร

เผยแพร่ครั้งแรก ผีเสื้อขยับปีก เล่มที่ 7