Cluster สมุทรสาคร ในมุมมองแพทย์ระบาดวิทยา

Home / E-MAGAZINE / Cluster สมุทรสาคร ในมุมมองแพทย์ระบาดวิทยา
Cluster สมุทรสาคร ในมุมมองแพทย์ระบาดวิทยา

กว่า 2 เดือน ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของสมุทรสาครต้องชะงักงัน นับจากวันที่ 17 ธันวาคม ที่แม่ค้ากุ้งในตลาดกลางค้ากุ้งถูกพบว่าติดเชื้อโควิด 19 ยอดผู้ติดเชื้อสะสมก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มสูงถึง 11,118 จากเมืองเศรษฐกิจกลายเป็นคลัสเตอร์โรคระบาดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

สถานการณ์ของจังหวัดที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของจังหวัดสูงกว่า 400,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2.5% ของ GDP ประเทศ เป็นที่ตั้งของโรงงานใหญ่เล็กรวมกว่า 10,000 แห่ง ประชากรทั้งไทยและรวมแรงงานต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายกว่า 1 ล้านคน เป็นบริบททางสังคมที่ท้าทายงานระบาดวิทยาของประเทศเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงสาธารณสุขตัดสินใจส่งแพทย์ระบาดวิทยาไปเป็นแม่ทัพดูแลสถานการณ์ในตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้ตอบโจทย์ความท้าทายนี้

ไปหาคำตอบพร้อมกันถึงการบริหารจัดการคลัสเตอร์โรคระบาดใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยประสบมา ในสถานการณ์ที่แวดล้อมด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความกลัวของประชาชน การรังเกียจของประชาชนนอกพื้นที่ และจำนวนบุคลากรที่จำกัดกับ  นพ.นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา นพ.สสจ. สมุทรสาคร

 

เมื่อแรกสัมผัส cluster สมุทรสาคร

ตอนที่ผมไปกำลังอยู่ระหว่างโกลาหล กำลังระบาดใหม่ๆ มีทีมงานจากหลายกรมถูกส่งมา ทั้งกรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ รวมถึงทีมงานของจังหวัด สถานการณ์บีบให้ต้องหาคำตอบว่าจะจัดการยังไง โรงพยาบาลสนามต้องทำยังไง การปิดล็อคพื้นที่ต้องทำยังไง ระบบรักษาความปลอดภัย ความมั่นคง การตรวจ ระบบรองรับ ไม่ได้ถูกออกแบบมาว่าว่าถ้าเจอเยอะขนาดนี้ จะต้องทำอย่างไรต่อ ไม่ได้ถูกดีไซน์ไว้  ต้องยอมรับว่ามันมีข้อจำกัดหลายอย่างและเหตุการณ์มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่เคยมีการเตรียมการรองรับการเกิด cluster ใหญ่ๆ มาก่อน พอเกิดเรื่องเราค่อยมาตั้งหลักคุยกัน อย่างโรงพยาบาลสนามก็เอ๊ะ! จะยังไง ไปตั้งที่ไหนได้ มันมีปัญหากับมวลชน จะไปที่ไหนก็มีการประท้วง เราไม่เคยมีการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ การแก้ปัญหาก็ยาก การวางแผนไปต่อก็ยาก การดูแล การจัดระบบทุกอย่างยากไปหมด

 

ระดับของปัญหาในสายตานักระบาดวิทยา

ใหญ่มาก เป็นการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือที่เรียกว่า cluster ที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยพบในประเทศไทย วันเดียวผู้ติดเชื้อทะลุ 400 – 500 คนเราไม่เคยเกิดขึ้น ตอนระบาดครั้งก่อนรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งประเทศวันละ 100 กว่ารายนี่ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่ที่นี่เยอะกว่า เราเริ่มมองปัญหาจากจุดนี้

 

สิ่งแรกที่ทำ

ตามทฤษฎีคือต้องประเมินสถานการณ์ก่อนว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง ต้องการอะไร เรามีปัญหาความต้องการขนาดไหน  เรามีระบบที่รับมือปัจจุบันอย่างไร  ส่วนใหญ่ระบบที่เราใช้คือระบบบัญชาการเหตุการณ์ หรือ Emergency Operation System ซึ่งเป็นระบบบัญชาการที่ใช้จัดการในภาวะฉุกเฉิน มี Incident Command System เป็นกลไกการขับเคลื่อนระบบ เราก็ประเมินสถานการณ์ ความต้องการ และจัดทัพ ออกแบบระบบ เราเรียกกันเป็นกล่อง ดูว่าแต่ละกล่องใน ระบ ICS เป็นอย่างไร แล้วเราก็ ออกแบบระบบมา ก็วางกรอบการทำงาน 2 อย่าง 1. เราต้องจัดการ cluster ใหญ่ที่ตลาดกลางกุ้ง ควบคุมโรคในจุดนี้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการกระจายแพร่ออกไป 2. การจัดการนอกตลาดกลางกุ้ง ต้องไปปดูว่านอก cluster ระบาดจะต้องทำยังไง

หลักการคือหากมีปัญหา outbreak ประการแรกเราต้อง control ให้ได้ เมื่อ control แล้ว เราจะ prevent ป้องกันไม่ให้มันเกิดอีกได้อย่างไรในกลุ่มอื่น นี่คือสองโจทย์ใหญ่

 

กางแผนที่ สแกนหาเป้าหมาย

หลักการทางระบาดวิทยาถูกสอนให้ใช้ข้อมูล 3 แบบ คือ บุคคล เวลา สถานที่ บุคคลคือ คนกลุ่มไหน อายุเท่าไร สถานที่ คือ ตรงไหนมีความเสี่ยง  และช่วงเวลา คือเวลาที่ตรวจพบ ที่เราทำคือเอาข้อมูลมา ข้อมูล 2 อย่างที่เราใช้คือระยะเวลาตรวจพบกับสถานที่พบ

สิ่งแรกที่ทำเพื่อ control การระบาดคือการสแกนหาเป้าหมาย ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก (active surveillance ) เราต้องหาคำตอบว่าในจังหวัดสมุทรสาครเป้าจริงๆ ที่มีความชุกของการป่วยสูงๆ มันอยู่โซนไหน ข้อมูลเบื้องต้นที่เราได้คือมีโรงงานทั้งหมดประมาณ 11,000 แห่ง มีตลาดใหญ่เหมือนตลาดกลางกุ้งประมาณ 15 แห่ง มีชุมชนอีกเยอะมาก เราเอาแผนที่มากางดูว่าโรงงานหมื่นกว่าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง ก็พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในจุดไข่แดงคือตลาดกลางกุ้งกับในรัศมี 5 กม.  เราก็เลือกตรวจโรงงานขนาดใหญ่ก่อน เริ่มจากโรงงานที่มีพนักงานเกิน 100 คนขึ้นไป ซึ่งมีประมาณ 500 แห่ง ตรวจทุกแห่งตอนนี้ทำไปประมาณ 50-60 แห่งแล้ว แล้วก็สแกนโรงงานขนาดกลางพนักงานประมาณ 200 -500 คน มี 266 แห่ง ตอนนี้ทำไปได้เกือบครึ่งแล้ว แล้วก็มีโรงงานขนาดเล็กอีกประมาณ 1 หมื่นแห่ง ขณะเดียวกันเราก็สุ่มตรวจชุมชน เจาะจงชุมชนที่อยู่ในรัศมีที่มีความเสี่ยงและมีการติดเชื้อสูง กระจายทีมทำงานกันทั้งจังหวัด สัปดาห์แรกเราก็ได้ข้อมูลแล้วว่าเชื้อยังไม่ระบาดไปถึงอ้อมน้อย กระทุ่มบ้านหรือบ้านแพ้ว มันกระจุกตัวอยู่แค่อำเภอเมือง ในเขตเทศบาล และบางตำบลเท่านั้น  แล้วเราก็มาทุ่มที่ที่โซนสีแดง และสีเหลือง ในอำเภอเมือง ซึ่งเราพบว่ามี 3 cluster คือ ตลาดกลางกุ้ง โรงงานปลากระป๋อง และโรงงานอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหากดูข้อมูลรายงานผู้ติดเชื้อจะเห็นว่าแถวนี้มีข้อมูลผู้ติดเชื้อกระโดดทีละหลักร้อย 100 – 200 – 300 – 400 หากดูตัวเลขเฉลี่ยก็จะประมาณ 100 กว่ารายทุกวันจะเป็นประมาณนี้ตลอด

   

แยกกลุ่มประชากร

          เมื่อเริ่มสแกนเราต้องแบ่งประชากรเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มบวก หรือผู้ติดเชื้อ กลุ่มนี้แยกไปไว้ที่หนึ่ง จัดการง่ายสุดเพราะบวกแล้ว เราสามารถให้เขาอยู่รวมกันได้ในที่ใดที่หนึ่งสัก 10 วัน เป็นกลุ่มที่เรามั่นใจว่าถ้าแยกออกมาแล้วจะลดการแพร่กระจายเชื้อได้ ต้องเข้าใจว่าแม้เราจะพบผู้ป่วยวันละ 100 – 200 เคส หรือบางวันกระโดดไปที่ 500 เคส แต่คนที่พบส่วนใหญ่คือไม่มีอาการ มันเป็นผลของการทำงานเชิงรุกที่เราไปพบและไม่มีอาการ แต่เราต้องนำสู่กระบวนการแยกและสังเกตอาการเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายต่อ ลดการแพร่กระจายให้มากที่สุด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มสัมผัสใกล้ชิดความเสี่ยงสูง เป็นกลุ่มที่มีโอกาสติดจากกลุ่มแรก ต้องถูกแยกออกมาสังเกตอาการ 14 วัน เป็นกลุ่มที่มีปัญหาที่สุด เพราะมีโอกาสแพร่ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว  กลุ่มที่ 3 กลุ่มความเสี่ยงต่ำ แต่การจัดการโรคระบาดเราต้องแยกประชากรทั้ง 3 กลุ่มออกจากกัน กลุ่มที่ซีเรียสมากคือกลุ่มความเสี่ยงสูง โดยหลักการควรต้องให้อยู่แบบ 1:1 คือแยกอยู่คนเดียวไม่สัมผัสใครเลย 14 วัน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราต้องจัดการ นี่คือการควบคุมและป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจาย

 

โรงพยาบาลสนาม VS ความกลัวของประชาชน

อุปสรรคสำคัญในการจัดการกับประชากรกลุ่มแรก หรือกลุ่มบวกคือความกลัวของประชาชน เราต้องหาโรงพยาบาลสนามให้อยู่เพื่อแยกพวกเขาออกไม่ให้เชื้อกระจายตัวไป เพราะถ้าเราไม่แยกเขา ปล่อยให้เขาไปปะปนกับประชากรกลุ่มอื่นเชื้อก็จะแพร่กระจายตัว แต่ประชาชนกลัวหมด ไปที่ไหนก็ประท้วงไม่ให้ตั้ง แปลว่าเขาไม่เข้าใจ เขากลัว ความกลัวส่วนนี้ขัดขวางการทำงานอย่างสำคัญ ทำให้เราไปต่อลำบาก ความกลัวของเขาเกิดจากความไม่เข้าใจว่าวิธีการที่เราทำจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร

เราต้องใช้การทำงานหลายขบวนการมาช่วยกัน สาธารณสุขเองต้องชี้แจงหน่วยงานต่างๆ ทั้งมหาดไทย ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ ให้เข้าใจหลักการและวิธีการและกระบวนการของโรงพยาบาลสนามจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ช่วยจัดการเรื่องการควบคุมโรคได้อย่างไร สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นหากไม่มีพื้นที่เพื่อคนกลุ่มนี้จะไม่สามารถเปิดเมืองเพื่อทำมาหากินได้ การระบาดก็จะยืดเยื้อยาวนาน โอกาสจบก็ช้าลง  เพื่อให้เขาไปคุยกับประชาชนอีกที มีการสื่อสาร มีการทำประชาคม ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงพูดคุย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราตั้งโรงพยาบาลสนามได้มี 2 ประการ ประการแรกคือผู้ใหญ่ในจังหวัด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฟันธงเลยว่าให้เอามาตั้งที่สนามกีฬาของ อบจ. ซึ่งเป็นสถานที่ของข้าราชการ บ้านพักผู้ว่าฯ บ้านพักรองผู้ว่าฯ บ้านพักนายแพทย์ สสจ. ทั้งหมดอยู่ในนั้น คือข้าราชการผู้ใหญ่อยู่รอบสนามกีฬาหมดเลย เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเราไม่ได้เกี่ยงหรือกลัวที่จะอยู่กับ รพ. สนาม และพิสูจน์ให้เห็นว่ามันมีมาตรฐานในการบริหารจัดการ ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อโรคได้ ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าฯ ที่ตัดสินใจในส่วนนี้ให้ ปัจจัยประการที่ 2 ที่ทำให้เราตั้ง รพ. สนามได้อีกแห่งคือ วัดโกรกกราก หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านติดต่อมาเอง ท่านต้องการช่วยเหลือประชาชน ก็ให้เราเอาไปตั้งที่วัด และท่านก็สามารถสื่อสารกับประชาชนรอบวัดให้เข้าใจแทนเราได้ หลังจากนั้น รพ. สนามก็เป็นที่ยอมรับ เราก็ค่อยๆ หาจุดใหม่ไป จนถึงจุดที่เราสามารถคุยกับผู้ประกอบการได้

 

Factory quarantine สมุทรสาครโมเดล

จุดสำคัญของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนคือ ในโรงงาน และสถานประกอบการที่มีบุคลากรค่อนข้างมาก 500 คนขึ้นไป หากเราไม่สามารถให้โรงงานช่วยดูแลได้ก็จะเป็นภาระของภาครัฐมาก เราก็มีแนวคิด จัดทำ factory quarantine และ factory isolation เข้าไปคุยกับผู้ประกอบการที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมาก และผู้ประกอบการหลายให้ความร่วมมือ และยอมจ่าย คือพร้อมจะดูแลพนักงานของตนเองที่มีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวก มีอาหารให้ 3 มื้อ มีที่พักให้ ซึ่งหลายโรงงานพร้อมและเข้ามาร่วมกับเราในการดูแล โรงงานขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีหอพักให้คนงาน มีพยาบาลประจำโรงพยาบาลอยู่แล้ว มีระบบบำบัดน้ำเสีย โครงสร้างทุกอย่างพร้อม ขาดแค่ความเข้าใจในการวางระบบ เราก็เริ่มเข้าไปคุย ไปจัดวางระบบให้ได้มาตรฐานสาธารณสุข แล้วสิ่งที่คล้ายๆ โรงพยาบาลสนามก็เกิดขึ้นภายในโรงงานหลายแห่งมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลาย มีมิติของการแยกสถานที่สำหรับผู้ติดเชื้อมากขึ้น การแยกตัวผู้ติดเชื้อภายในพื้นที่ของเขาเอง

โจทย์ที่ท้าทายของ factory quarantine คือการที่โรงงานต้องดำเนินกิจการต่อไปได้ ไม่ต้อง shut down ระบบ เพราะฉะนั้น เมื่อแยกคนที่เป็นบวกไปไว้ในพื้นที่หนึ่งแล้ว เราก็มาจัดการกับกลุ่ม high risk และ low risk ของโรงงานยังไง เราใช้วิธีที่เรียกว่า High Risk Quarantine โดยแยกเป็นแผนกๆ ของโรงงานไป แนวคิดคือให้กลุ่ม high risk อยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน แต่ต้องเป็นแบบรักษาระยะห่าง และใส่หน้ากาก หลักการคือถ้าจะติดให้ high risk ติดกันเอง ไม่ให้มาติดกับคนกลุ่มอื่น เช่นแผนกนี้มี high risk 5 คน ก็ให้ 5 คนนี้ทำงานด้วยกัน หาก 14 วัน ที่เขาทำงานอยู่ด้วยกันโดยไม่มีการติดเชื้อก็ถือว่าทั้งหมดนั้น clean

การทำ factory quarantine ลักษณะนี้ไม่มีการเขียนเป็นตำรา เท่าที่เสิร์ชดูยังไม่มีใครทำ แต่มันมีงานของ US CDC ศึกษาไว้และพบว่าหาก high risk group อยู่ด้วยกัน 3-5 คน โอกาสแพร่เชื้อน้อยกว่า 1% หลักการนี้ที่อเมริกาเขาใช้ทำ home quarantine  คือกรณีที่มีสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งติดเชื้อ แล้วไม่สามารถแยกคนอื่นในบ้านในลักษณะ 1:1 ได้ คือ แยกห้องใครห้องมัน ซึ่งควรจะเป็นตามหลักวิชาการได้ เขาก็ใช้ ให้คนที่เหลืออยู่ร่วมบ้านกันรักษาระยะห่างกัน ไม่ปฏิสัมพันธ์กัน เราก็เอามาใช้ทำ home quarantine และ factory quarantine ด้วย แต่นี่ไม่ได้ถือเป็นแนวทางที่เป็นทางการของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเพียงแนวทางที่เราเอามาใช้กับบริบทสมุทรสาคร ก่อนจะเอามาใช้เราเห็นโครงสร้างการระบาดที่ตลาดกลางกุ้งแล้ว ตอนสัปดาห์แรกเราใช้สิงคโปร์โมเดลเลยคือดึงคนที่ผลบวกออกมา แล้วล็อคที่เหลือไว้ ให้อยู่ด้วยกัน ถ้าจะติดให้ติดกันแค่ในกลุ่ม ไม่ให้ออกมาติดนอกกลุ่ม แล้วให้เกิดภูมิคุ้มกันในกลุ่มนั้น แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์เราพบว่าอัตราการติดอยู่ที่ 40% เรารู้เลยว่าหากใช้โมเดลนี้กว่าจะจบมันยาก ใช้เวลานาน เพราะอัตราการติดเชื้อไม่เร็ว ผ่านไป 3 สัปดาห์เราไปตรวจใหม่พบว่าติดเชื้อแค่ครึ่งเดียว และมีภูมิแค่ 10% แปลว่าในตลาดกลางกุ้ง แม้เราจะไม่สามารถ isolate คนได้มากนัก ปฏิสัมพันธ์ภายในตลาดกลางกุ้งที่มีอยู่พันกว่าคน การติดยังไม่เร็วขนาดนั้น หากปิดล็อคคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนถึงจะติดกันหมด หากเรารอ 4-5 เดือน ให้ติดกันหมด คนตรงนั้นก็จะมีภูมิ ตรงนี้จะเป็นสิงคโปร์ โมเดล แต่จริงๆ เราสามารถจัดการได้ใน 1-2 เดือน โดยกำหนดวง quarantine ได้ นี่คือมาตรการที่เราใช้ที่สมุทรสาคร

โมเดลนี้อาจไม่สามารถใช้ได้ในอีกเมืองหนึ่ง เพราะบริบทไม่เหมือนกัน สมุทรสาครเป็นโรงงาน ในโรงงานมีเรื่องของกระบวนการผลิตเป็น production line ฝ่ายผลิต ฝ่ายบรรจุกระป่อง ฝ่ายอะไรต่างๆ ที่อื่นที่บริบทต่างอาจจะนำหลักการคือการควบคุมและป้องกันไปใช้ได้ แต่รายละเอียดต้องปรับ เช่น ผมมาจากพังงา ไม่ใช่โรงานอุตสาหกรรมแต่เป็นโรงแรม โจทย์ก็ต้องเปลี่ยนเป็นจะทำอย่างไรให้โรงแรมสามารถเปิดกิจการ รับนักท่องเที่ยวได้ มันก็มีคำหนึ่งที่เราใช้กันคือ alternative local quarantine ตัวอย่าง มีบริษัทหนึ่งอยากยกกองมาถ่ายภาพยนตร์ โดยพักในโรงแรมและจะทำquarantine แบบกลุ่ม เราก็ต้องคุยกัน ออกไปคุยกับโรงแรม กับทีมงานกองถ่าย ออกแบบระบบร่วมกัน หาทางให้การถ่ายทำดำเนินไปโดยชุมชนปลอดภัย

 

สถานการณ์ปัจจุบันกับแนวโน้มการล่มสลายของระบบสุขภาพ

ความโชคดี ของเราคือ outbreak ที่นี่เป็นการระบาดในกลุ่มประชากรวัยแรงงาน  ที่สุขภาพแข็งแรง เชื้อที่นี่มาจากสายพันธุ์ทางเมียนมาร์ ไม่เหมือนจังหวัดอื่นที่อาจมีทางยุโรปเข้ามา สายพันธุ์เมียนมาร์ ติดง่าย ติดเร็ว แต่ความรุนแรงต่ำ เราค่อนข้างเจอเคสรุนแรงน้อยมาก เรามีรายงานผู้ติดเชื้อ 3 พันกว่าราย แต่มีเสียชีวิตคนเดียว ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว คือสูงอายุ มีโรคประจำตัว เป็นแล้วมีอาการปอดอักเสบ และเสียชีวิต ส่วนที่เหลือที่เราเจอติดเชื้อ 3 พันกว่าราย โอกาส severe ต้องรักษาไม่ถึง 5% ไม่มีอาการมีอาการเล็กน้อย มีไข้วันต่อวัน กลุ่มนี้มี 90 กว่า% ความรุนแรงของปัญหา ค่อนข้างต่ำ นี่คือความโชคดีของสถานการณ์ที่นี่ หากเรามีความรุนแรงสูง การมีคนติดเชื้อวันละ 200 กว่าคน นี่ระบบสุขภาพเรารับไม่ไหวอยู่แล้ว เราไม่สามารถมีเตียงรองรับ เรามีเตียง 2 พันกว่าเตียง ต้องดูแลคนทั่วไป ผมสำรองเตียงไว้ 30% ประมาณ 600 เตียง เรายังพอ admit คนไข้ วันละ 300 ได้ balance ของอัตราครองเตียงอยู่ที่ 50% โดยที่ส่วนใหญ่ยังเป็น a symptom หริอ mild อยู่ จึงยังพอสู้กันได้ในระบบบการรักษา และเรามี รพ. สนาม มีโรงงานที่ให้ความร่วมมือในการแยกคน ซึ่งเป็นการแยกคนเฉยๆ  หากมีความจำเป็นต้องการการรักษาทางคลินิกก็ค่อยส่งกลับมา เพราะฉะนั้น work load ตรงนี้ จึงไม่เป็นภาระกับระบบสุขภาพเรามากนัก

     เวลาจะดูว่าระบบสุขภาพจะล่มหรือไม่ล่มมันขึ้นกับอัตราการป่วยและความรุนแรงของโรคที่ไม่สมดุลกับระบบสุขภาพ หากเราปล่อยให้ outbreak สูงมาก คนไข้ต่อวันเยอะมาก จนเตียงไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ไม่พอ ICU ไม่พอ คนจะป่วยตายสูงมาก เพราะเรารับไม่ทัน

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

ยังพบผู้ติดเชื้ออยู่ ไม่ต้องตกใจกับตัวเลขที่มันยังพุ่งหลักร้อยทุกวัน เพราะมันไม่ได้สื่อถึงความรุนแรงของโรค เราต้องเข้าใจว่ายิ่งหามันยิ่งเจอ เราตรวจวันละ 2,000 – 3,000 คน โดยเฉลี่ยต้องพบไม่เกิน 10% แต่ของเราพบที่ 2-3% เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจ หากไม่เจอเลยถึงจะเป็นเรื่องแปลก

 

กำลังคนที่ใช้ในการรับมือครั้งนี้

เฉพาะทีมของสาธารณสุขของเราเองก็เป็นพันคน แล้วเรายังมีทีมจาก รพ. บ้านแพ้ว รพ. กระทุ่มแบน รพ. สมุทรสาคร และ มี รพ. เอกชนที่เป็นเครือข่ายการทำงานอีก เกือบ 10 แห่ง บวกกับตอนนี้มีคนที่มาจากเขตสุขภาพอื่นหมุนเวียนมาช่วยอีกประมาณ 400 คนต่อวัน ส่งไปที่โรงพยาบาลสนาม 100 กว่าคน และทีมสอบสวนโรคอีก 200 กว่าคน เป็นทีมเสริมทัพในแต่ละวัน เป็นการระดมคนที่ใหญ่ที่สุด เหตุการณ์ที่เคยมีการระดมกำลังคนเยอะขนาดนี้ที่เคยมีคือสึนามิ แต่หากมองในมุมของการรับมือกับโรคระบาด ครั้งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุด เราไม่เคยเจอสเกลระดับนี้ ตอนซาร์ ไข้หวัดนก หรืออื่นๆ เราไม่เจอใหญ่ขนาดนี้

 

     

 

สังคมบางส่วนมองว่าอยากให้เพิ่มศักยภาพโดยเฉพาะการตรวจคัดกรอง

ทุกวันนี้เราตรวจวันละ 2,000 – 3,000 คน นี่คือศักยภาพที่เรารองรับได้ มันมีการจัดการเบื้องหลังการจัดเก็บตัวอย่างเยอะมาก ทั้งเรื่องชุด PPE ทั้งคนที่จะเข้าไปตรวจ การบริหารจัดการ Lab วันต่อวัน การส่งตัวอย่างต้องทำภายใน 24 ชั่วโมง แล้วรายงานผล ตอนนี้ศูนย์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจได้วันละ 2,500 เคส ต้องรับตัวอย่างจากทั่วประเทศ ศูนย์ของเขต 5 สมุทรสงครามก็ได้ประมาณ 2 พันกว่า Lab จุฬาประมาณ 500 เคสต่อวัน  มันมีศูนย์แลบไม่เยอะมาก ซึ่งสมัยก่อนเราก็มีน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้มากขึ้น แต่มันมีสถานการณ์ที่อื่นอีกมากมาย ที่เขาส่งตรวจกัน จากข้อมูลประชากรพบว่าสมุทรสาครมีคนไทยประมาณ 5 แสนคน แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายประมาณ 2.5 แสนคน และที่ไม่ได้ลงทะเบียนตามกฎหมายอีกประมาณ 2.5 แสนคน รวมประมาณ 1 ล้านคน เราตรวจให้หมดทำได้ไหม เราทำได้วันละ 3,000 เราต้องช้เวลาเท่าไร ถึงจะทำได้หมดมันไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง ที่เราทำทุกวันนี้ถือเป็น workload ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่แล้ว จังหวัดอื่นตรวจกันประมาณ 200-300 ต่อวัน นอกจากนี้ยังต้องมีทีมสอบสวนโรคลงไปค้นหาผู้มีความเสี่ยงสูงอีก

ที่สำคัญในหลักระบาดวิทยามันไม่จำเป็นต้อง 100% เราแค่หากลุ่มเป้าหมาย หากลุ่มเสี่ยงให้เจอ แล้วจัดการกลับกลุ่มเสี่ยงเฉพาะกลุ่ม เรามีหลักวิชาการ ชัดเจนว่า คนที่ป่วยแล้วแพร่เชื้อมันไม่เกิน 20% อยู่แล้ว ที่อื่นอาจจะมีการกระจายออกไปบ้างแต่มันไม่รุนแรง  ทุกคนแค่ใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ  หากคน 80% ทำแบบนี้ได้มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่เกิดการแพร่ระบาดแน่นอน การใส่หน้ากาก การรักษาระยะห่าง มาตรการนี้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องค้นหามากมาย เพราะการค้นหาเราไม่ได้มีที่รองรับให้ สมมติว่า 1 ล้านคน เราบอกว่าประชากรน่าจะสัก 2% เราจะหาที่ตรงไหนให้เขาอยู่ 2 หมื่นคน การจะบอกว่าให้ตรวจเพิ่มมันต้องถามต่อว่าเราจะจัดการต่ออย่างไร ไม่ใช่แค่หา ต้องตอบให้สุด ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนช่วงแรก คือเร่งตรวจ เร่งตรวจ แล้วหาที่ให้คนอยู่ไม่ได้  มันก็จะเป็นคำถามที่กลับมาว่า ตรวจแล้วจัดการอย่างไร ทำไมปล่อยให้คนอยู่ด้วยกันอย่างนั้น นั่นคือคำถามที่เราโดนถามที่ตลาดกลางกุ้งเยอะมาก ว่าทำไมไม่จัดการ เพราะการจัดการมันซับซ้อน ที่ตลาดกลางคนแค่ประมาณพันคน ยังต้องใช้กระบวนการเยอะมากกว่าจะได้ รพ. สนาม ทรัพยากรเรามีจำกัด เรามีกระสุน 10 นัด จะยิงที่ไหนบ้างก็ต้องจับเป้าให้ถูกต้อง เมื่อยิงไปแล้ว มีบวกเท่าไร กลุ่มที่บวกก็ต้องมีสถานที่แยกจัดพื้นที่ให้เขาอยู่ มี factory isolation  ร่วมกับสื่อสารให้คนเข้าใจว่าเราจำเป็นต้องมีอะไรบ้าง เรียกว่าช่วยกันดู ช่วยกันทำงาน แล้วการคนแยกออกมา มันไม่ง่าย คนไม่ใช่สิ่งของที่เราจะจับเข้ามาอยู่แต่ละที่ตามใจเรา เช่นเขาอยู่กันเป็นครอบครัว พ่อเป็นบวก แม่ลบ หรือแม่บวก แม่ต้องเลี้ยงลูก มันมีมิติทางสังคมที่เราไม่สามารถแยกคนออกมาได้ง่ายๆ

 

เรื่อง เพ็ญนภา หงษ์ทอง