Vaccine hesitancy กับปัญหาในการสื่อสารของภาครัฐ

Home / E-MAGAZINE / Vaccine hesitancy กับปัญหาในการสื่อสารของภาครัฐ
Vaccine hesitancy  กับปัญหาในการสื่อสารของภาครัฐ
หากจะถามว่าปัญหาของการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ของรัฐบาลไทยอยู่ที่ไหน คำตอบสำคัญประการหนึ่งคือ การสื่อสารกับสังคม ที่หลายต่อหลายครั้งแสดงให้เห็นถึงการไม่วิเคราะห์ประชาชนที่ต้องสื่อสารด้วย ไม่พยายามทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ของประชาชน ลองดูจากอินโฟกราฟฟิกของกรมควบคุมโรคทั้ง 3 ชิ้นนี้ แต่ละชิ้นมีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารต่างกัน และแต่ละชิ้นนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการไม่สนใจประชากรที่เป็นผู้รับสารแล้ว ยังส่งสารที่มีเนื้อหาขัดแย้งกันเอง
ชิ้นที่ 1 เผยแพร่ในวันที่ 20 เมษายน อธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ทำการตรวจหาเชื้อในผู้ติดเชื้อที่เข้าพักรักษาตัวก่อนออกจากสถานพยาบาล โดยอ้างผลการศึกษาว่าหากติดเชื้อมานานกว่า 8 วัน แม้หลังจากนั้นจะพบเชื้อจากการตรวจแต่ก็จะเป็นซากเชื้อ ที่ไม่สามารถแพร่ไปยังบุคคลอื่นได้
ชิ้นที่ 2 เผยแพร่วันที่ 5 พ.ค. ให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อออกจาก รพ. ไปพักฟื้นที่บ้าน ต้องมีการแยกห้องนอนห้องน้ำ เว้นระยะจากผู้อื่น คำถามคือ แปลว่าอะไร ในเมื่อหลังการติดเชื้อแล้ว 8 วัน เชื้อในร่างกายจะไม่สามารถแพร่ไปยังบุคคลอื่นได้ ทำไมจึงแนะนำให้แยกห้องนอน ห้องน้ำ
อินโฟชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของประชากรไทย ที่จำนวนไม่น้อย อยู่รวมกันในห้องๆ ห้องเดียว ไม่มีพื้นที่กว้างพอที่จะให้แยกห้องนอน ห้องน้ำได้ กรมควบคุมโรค เป็นที่รวมของนักระบาดวิทยา น่าจะเข้าใจดีว่าในทางระบาดวิทยาแล้วการควบคุมโรคติดต่อจะไม่ประสบความสำเร็จหากมาตรการหยุดการระบาดไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับโครงสร้างหรือวิถีของสังคม เพราะมาตรการเหล่านั้นยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง ที่สำคัญหน้าตาของมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในทางระบาดวิทยาต้องหลากหลาย ไม่ใช่แบบเดียวสำหรับทุกโครงสร้างสังคม ลองศึกษาในอเมริกาจะเห็นว่ามาตรการทางสังคมในการควบคุมการระบาดที่นิวยอร์ก เมืองใหญ่ ผู้คนพักอาศัยบนคอนโด แชร์ลิฟท์ร่วมกัน จะถูกออกแบบมาให้แตกต่างกับ LA ที่เป็นชุมชนหนาแน่น ครอบครัวอยู่รวมกันในห้องโถง ไม่สามารถแยกห้องได้ ผู้คนใช้รถสาธารณะเดินทางไปทำงานไกลๆ ขณะเดียวกันก็จะแตกต่างจากชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Malibu หรือ Manhattan Beach
ชิ้นที่ 3 เพิ่งเผยแพร่วันที่ 10 พ.ค. สาระสำคัญคือการลดวันกักตัวของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ (ถ้าจะให้ถูกต้องน่าจะเรียกว่าผู้ติดเชื้อมากกว่าผู้ป่วย) ให้อยู่ รพ. เพียงแค่ 10 วัน (จากเดิม 14 วัน) แต่ยังไม่อนุญาตให้กลับไปทำงาน ต้องแยกตัวที่บ้านอีก 14 วัน “เพื่อความมั่นใจว่าไม่แพร่เชื้อ” แล้วความมั่นใจว่าหลัง 8 วันไม่แพร่เชื้อแล้ว ในแผ่นแรกหายไปไหน และอินโฟกราฟฟิกชื้นนี้ยังสื่อถึงการไม่เข้าใจสังคมคนทำงานอีกด้วยว่า หากทำตามที่กรมควบคุมโรคต้องการ แปลว่าผู้ติดเชื้อแต่ละคนต้องหยุดงานถึง 24 วัน คำถามใครจะสามารถลางานได้นานขนาดนั้น รัฐบาลไม่ได้มีมาตรการทางสังคมรองรับประเด็นต่างๆ เหล่านี้เลย
นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาทางการสื่อสารที่เกิดจากการเลือกเอาเหตุผลมาสนับสนุนกับเฉพาะประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร เฉพาะหน้า ไม่ได้มองในภาพรวมการควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด สารที่ส่งออกไปสู่ประชาชน จึงขัดแย้งกันเอง มีแต่คำถามที่ไม่มีคำตอบและคำอธิบาย ความลังเลสงสัย ความไม่เชื่อมั่นรัฐในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิดจึงปกคลุมสังคมไทย ปัญหาทางการสื่อสารแบบนี้แหละที่เป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะ vaccine hesitancy หรือ การไม่กล้าฉีดวัคซีน ในสังคมไทยอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้
เพ็ญนภา  หงษ์ทอง